บทที่ 371: ฆ่าไก่ใยต้องใช้มีดฆ่าวัว
ซ่งถิงตวาดลั่นด้วยความเดือดดาล “จะให้ฉันชดใช้อะไรให้เธอล่ะหลินเสวี่ยจู! เธอคิดว่าฉันจะกลัวจดหมายของเธอเหรอ! ต่อให้ไม่ได้ไปปักกิ่ง ฉันก็จะลากเธอมาเคลียร์เรื่องนี้ให้มันจบๆ ไป!”
แววตาของหลินเสวี่ยจูฉายประกายแห่งความสมใจออกมา แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ซ่งอวี้หน่วนก็กล่าวขึ้นมาก่อน “สหายหลินคะ เรื่องที่พวกคุณทะเลาะกัน เมื่อครู่หัวหน้ากู่เล่าให้พวกเราฟังหมดแล้ว แต่ฉันว่าเราจะฟังความจากฝั่งเดียวไม่ได้ พวกเราก็เลยมาที่นี่เพื่อจัดการปัญหาให้มันจบค่ะ”
“คุณช่วยเล่ามาให้ละเอียดหน่อยได้ไหมคะ ว่าอาของฉันทำอะไรให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจบ้าง ถ้าเรื่องที่คุณพูดเป็นความจริง ก็เท่ากับว่าอาของฉันมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมจริงๆ”
“พวกเราจะไม่ให้เธอไปปักกิ่ง แล้วก็จะพาตัวกลับไปทำนาที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ วันนี้คนก็อยู่กันเยอะแยะ แถมฉันยังเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเป็นพยานด้วย เรื่องจริงหรือโกหก วันนี้จะได้รู้กันไปเลย”
“แต่ถ้าเรื่องที่คุณพูดเป็นเรื่องโกหก เป็นการใส่ร้ายป้ายสี นอกจากคุณจะต้องขอโทษอาของฉันต่อหน้าทุกคนแล้ว คุณยังต้องลาออกจากคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมด้วยความสมัครใจของคุณเอง”
“และต่อจากนี้ไป ถ้าพวกเราได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้ในทางเสียหายอีกแม้แต่ครั้งเดียว คุณจะต้องจ่ายค่าเสียหายให้อาของฉันครั้งละหนึ่งร้อยหยวนไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
เอาล่ะค่ะ เชิญคุณเริ่มได้เลย พวกเราสัญญาว่าจะตั้งใจฟังและรวบรวมหลักฐานอย่างดีที่สุด อย่างที่เขาว่ากันว่า...เราจะไม่ปรักปรำคนดี แต่ก็จะไม่ปล่อยคนชั่วลอยนวลเช่นกัน”
ซ่งอวี้หน่วนเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เริ่มได้เลยค่ะ”
ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใด บรรยากาศโดยรอบถึงได้เงียบกริบลงถนัดตา
ที่จริงแล้ว คนในตระกูลซ่งไม่เคยเห็นซ่งอวี้หน่วนในบทบาทผู้คุมเกมอย่างนี้มาก่อนเลย
ซ่งอวี้หน่วนไม่ปล่อยให้หลินเสวี่ยจูได้ทันตั้งตัว เธอหันไปถามซ่งถิงทันที “อาคะ ถ้ามันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา อาจะยอมกลับบ้านนอกไปทำนาไหมคะ”
“ฉันยอม” ซ่งถิงตอบกลับไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ซ่งอวี้หน่วนจึงหันกลับไปถามหลินเสวี่ยจูบ้าง “สหายหลิน แล้วคุณล่ะคะ”
หลินเสวี่ยจูมีสีหน้าตะลึงงัน
ทุกอย่างดูผิดที่ผิดทางไปหมด
เธอชี้หน้าซ่งอวี้หน่วนในทันใด “ทำไมเธอถึงเป็นคนพูด ที่นี่มันใช่ที่ของเธอหรือไง”
ซ่งอวี้หน่วนเผยอยิ้มที่มุมปาก “นับจากนี้ไป เรื่องของอาให้อยู่ในการจัดการของฉันเองค่ะ อาคะ...ได้ไหมคะ”
ซ่งถิงพยักหน้ารัวๆ “ให้เสี่ยวหน่วนเป็นตัวแทนฉันได้เลย ฉันเชื่อเสี่ยวหน่วนทุกอย่าง”
หลินเสวี่ยจูแค่นหัวเราะออกมา
“นี่ตระกูลซ่งคิดจะส่งแค่นักเรียนคนเดียวมาสู้รึไง”
“ฆ่าไก่ใยต้องใช้มีดฆ่าวัว...อุ๊ย ไม่สิ พูดแบบนี้ไม่สุภาพเลย ความหมายของฉันก็คือฉันจัดการเรื่องของอาได้ค่ะ ถ้าอาของฉันผิดต่อคุณจริง ฉันจะให้เธอขอโทษคุณเอง”
หลินเสวี่ยจูถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“หรือที่จริงแล้ว...คุณแค่กุเรื่องขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายป้ายสี เพราะอิจฉาที่อาของฉันเก่งกว่า ก็เลยคิดจะสาดโคลนใส่เธอใช่ไหมคะ”
“มันคือเรื่องจริง! ฉันไม่ได้โกหก!” หลินเสวี่ยจูแผดเสียง
“ถ้างั้นก็เล่ามาสิคะ แจกแจงมาทีละข้อเลย ให้ทุกคนที่นี่ได้เห็นกับตา ว่าอาของฉันน่ะ เสื่อมเสียทางศีลธรรมอย่างที่คุณว่าจริงหรือเปล่า”
ซ่งอวี้หน่วนเปลี่ยนเป้าหมายอย่างรวดเร็ว สายตาของเธอจับจ้องไปยังหลิ่วหยวนที่ยืนเงียบอยู่นานแล้ว
“ฉันจำคุณได้ คุณคือสหายหลิ่ว ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก่อนจะถามเรื่องอื่น ฉันต้องขอตำหนิคุณสักหน่อยนะคะ”
อะไรกัน
ทุกคนพากันงุนงงกับการกระทำของซ่งอวี้หน่วน
ทำไมอยู่ๆ ถึงหันไปเล่นงานหลิ่วหยวนเสียอย่างนั้น
ไม่รู้หรือไงว่าการทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้หลินเสวี่ยจูคลุ้มคลั่งขึ้นไปอีก
แต่ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าเธอจะตำหนิเขาเรื่องอะไรกัน หรือจะเป็นเรื่องที่เขาจับปลาสองมือ
ทว่าหลิ่วหยวนกลับตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เชิญตำหนิผมได้ตามสบายเลยครับ”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับตัวตนของซ่งอวี้หน่วน ที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่เพียงว่าเธอเป็นเด็กสาวที่ไม่ธรรมดาและมีความสามารถรอบด้าน
วันนี้เมื่อได้เห็นกับตาตัวเอง ก็ต้องยอมรับว่าคำร่ำลือเหล่านั้นไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันต้องขอตำหนิคุณก่อนเลย ในเมื่อคุณหมั้นหมายแล้ว ก็ควรจะระวังคำพูดและการกระทำของตัวเองให้มากกว่านี้ ต้องรักษาระยะห่างกับผู้หญิงคนอื่น แม้แต่การถามทางก็ควรจะถามผู้ชายด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณลุงหรือพี่ชายก็ได้ แบบนี้จะได้ไม่ต้องเกิดเรื่องเข้าใจผิดให้เป็นปัญหาตามมาทีหลัง”
“ที่ทำงานก็เหมือนกันค่ะ คุณควรจะเลี่ยงการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงที่ยังไม่มีครอบครัวให้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นถ้าคู่หมั้นของคุณมาเห็นเข้า ผู้หญิงคนนั้นก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วยอย่างน่าสงสารไม่ใช่เหรอคะ เพราะฉะนั้น ถึงคุณจะไม่นึกถึงตัวเอง ก็น่าจะนึกถึงคนอื่นบ้าง เอาล่ะค่ะ...ฉันพูดจบแล้ว สหายหลินเสวี่ยจู ตาคุณแล้วค่ะ”
ภายในห้องประชุมพลันเงียบสงัดลงอีกครั้งอย่างน่าประหลาด
หลินเสวี่ยจูรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้าอย่างไม่สบายตัว นี่ซ่งอวี้หน่วนกำลังด่าหรือแขวะเธออยู่กันแน่
หลินเสวี่ยจูยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ซ่งอวี้หน่วนก็ยิ้มแล้วพูดแทรกขึ้นมาว่า “ข้อเสนอของฉันเมื่อครู่ อาของฉันตอบตกลงหมดทุกอย่าง แล้วทำไมคุณที่เป็นผู้บริสุทธิ์และตกเป็นเหยื่อถึงยังลังเลอยู่ล่ะคะ หรือว่า...คุณแค่กุเรื่องขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายคนอื่นจริงๆ แต่ที่คุณด่าอาของฉันไปเมื่อกี้มีคนได้ยินตั้งหลายคนนะคะ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยู่ที่นี่ด้วย เห็นทีฉันคงต้องทวงความยุติธรรมให้อาของฉันแล้วล่ะค่ะ”
หลินเสวี่ยจูได้แต่กัดฟันกรอด ทุกอย่างพังไม่เป็นท่า ทุกอย่างมันเละเทะไปหมดแล้ว เธอถึงกับลืมไปเลยว่าตัวเองกำลังจะพูดอะไรต่อไป
ความรู้สึกเหมือนยังไม่ทันได้ลงสนาม ก็โดนซ่งอวี้หน่วนเล่นงานจนมึนงงไปหมด
เธอจ้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาเคืองแค้น “เธอจะมาทวงความยุติธรรมอะไร ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกรังแก”
“ถ้างั้นก็ช่วยบอกฉันหน่อยสิคะ ว่าคุณถูกรังแกเรื่องอะไร” ซ่งอวี้หน่วนยิงคำถามกลับไปทันควัน
“หลิ่วหยวนไปทำงานที่เทศมณฑล ไม่เคยซื้ออะไรมาฝากฉันเลยสักชิ้น แต่กลับซื้อหนังสือให้ซ่งถิง! พวกเขาสองคนจะหน้าไม่อายกันไปถึงไหน!”
ซ่งอวี้หน่วนถลึงตาใส่ “หลินเสวี่ยจู! พูดจาให้มันดีๆ หน่อย! ตราบใดที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ก็ห้ามมาด่าว่าอาของฉันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันก็จะด่าคุณกลับเหมือนกันว่าเป็นคนใจแคบขี้อิจฉาจนหน้ามืดตามัว!”
หลินเสวี่ยจู “...”
โกรธจนแทบกระอักเลือด!
ตรงกันข้ามกับฉู่จื่อโจวที่บัดนี้แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขาหมดความกังวลใดๆ แล้ว เพราะในเมื่อเสี่ยวหน่วนออกโรงเอง ชัยชนะก็อยู่แค่เอื้อม
เขาอดคิดต่อไปไม่ได้ว่า ถ้าสมมติ...สมมติว่าซ่งอวี้หน่วนต้องไปที่บ้านตระกูลกู้ เพื่อพบปะผู้ใหญ่แบบนั้น แล้วครอบครัวกู้เกิดอยากจะหาเรื่องให้เสี่ยวหน่วนลำบากใจ ดูท่าแล้วคงจะเป็นไปได้ยาก เผลอๆ อาจจะเป็นฝ่ายที่ต้องขายหน้ากลับไปเองเสียด้วยซ้ำ
ส่วนซ่งถิงก็รู้สึกว่าก้อนหนักอึ้งที่เคยถ่วงอยู่ในใจกำลังจะมลายหายไปสิ้น
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวต่อไปว่า “เมื่อกี้นี้ต่อหน้าหัวหน้ากู่ อาของฉันก็ยืนยันว่าจ่ายเงินไปแล้ว หลิ่วหยวนเองก็ยอมรับ แต่คุณกลับอ้างว่าไม่มีใครเห็นตอนจ่ายเงิน คุณก็เลยปักใจเชื่อว่าอาของฉันไม่ได้จ่าย...ถ้างั้นคุณพิสูจน์ได้ไหมล่ะคะ ว่าอาของฉันไม่ได้จ่ายเงินให้เขา อย่ามาพูดว่า ‘อาจจะ’ หรือ ‘น่าจะ’ นะคะ สิ่งที่ฉันต้องการคือหลักฐาน!”
หลินเสวี่ยจูสวนกลับ “ก็คือไม่ได้จ่าย!”
ซ่งอวี้หน่วนแค่นเสียงหัวเราะ “งั้นถ้าฉันบอกว่าจ่ายแล้วล่ะคะ จ่ายไปแล้วแน่ๆ คุณจะทำยังไง”
แววตาของหลินเสวี่ยจูวูบไหว “เธอก็พิสูจน์ไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละว่าจ่ายเงินแล้ว!”
ซ่งอวี้หน่วนยักไหล่ “ถ้าคุณพิสูจน์ได้ว่าอาฉันไม่ได้จ่ายเงิน งั้นเราก็จะยึดตามคำพูดของคุณ แต่ถ้าคุณไม่มีหลักฐานมายืนยัน งั้นเราก็ข้ามเรื่องนี้ไป แล้วคุยเรื่องต่อไปกันดีกว่าค่ะ”
ใบหน้าของหลินเสวี่ยจูเคร่งขรึมลง เธอครุ่นคิดอยู่นานด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจ
ซ่งอวี้หน่วนคนนี้มันเจ้าเล่ห์แสนกลจริงๆ ถึงกับหาทางมาปิดปากเธอได้ขนาดนี้
เธออยากจะโวยวายอาละวาดให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่ก็กลัวว่าหัวหน้ากู่จะตำหนิเอาได้ สุดท้ายจึงทำได้เพียงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “เรื่องนี้ฉันไม่มีหลักฐาน”
ทำไมเธอถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าหลานสาวของซ่งถิงจะฝีปากกล้าถึงเพียงนี้ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้ เธอยังไม่มีโอกาสได้เป็นฝ่ายเปิดประเด็นเลยสักครั้ง พอคิดจะด่าทอ ก็โดนซ่งอวี้หน่วนตัดบทจนพูดไม่ออก
ซ่งอวี้หน่วนจึงกล่าวสรุป “เรื่องซื้อหนังสือเนี่ย ที่จริงแล้วมันพิสูจน์ง่ายนิดเดียวค่ะ เดี๋ยวฉันจะบอกเองว่าต้องพิสูจน์ยังไงว่าจ่ายเงินแล้วหรือยังไม่จ่าย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้พักไว้ก่อน มาคุยเรื่องต่อไปกันดีกว่า...อ้าว สหายหลินเสวี่ยจู พูดสิคะ มัวเหม่ออะไรอยู่ เวลาของทุกคนมีค่านะคะ”
หลินเสวี่ยจูโกรธจนหน้าซีดเผือด...
ซ่งอวี้หน่วน! ก็เธอไม่ใช่เหรอที่ไม่ยอมให้ฉันพูด แล้วนี่มันกลายเป็นความผิดของฉันที่มัวแต่เหม่อลอยทำให้ทุกคนเสียเวลาไปตั้งแต่เมื่อไหร่
[จบบท]