บทที่ 372: จะหาทางออกได้อย่างไร?
หลินเสวี่ยจูรู้สึกว่าในหัวของเธอสับสนอลหม่านไปหมด มันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เธอต้องค่อยๆ เรียบเรียงความคิดใหม่
ทันใดนั้น ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ “เธอมีอะไรมาพิสูจน์ว่าจ่ายเงินแล้วล่ะ ไม่สิๆ ถึงจะจ่ายเงินแล้วมันจะทำไม ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนมันยังไงกันแน่ เขาจะซื้อหนังสือให้เธอทำไม ในบรรดาสมาชิกคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมตั้งหลายคน ถึงซื้อให้แค่ซ่งถิงคนเดียว ถ้าเรื่องนี้ยังอธิบายให้เคลียร์ไม่ได้ เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงแล้ว ตอนนี้ช่วยอธิบายให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้”
สิ้นเสียงของเธอ ห้องประชุมก็พลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันอันน่าอึดอัดอีกระลอก
ที่จริงแล้ว การที่หลินเสวี่ยจูอาละวาดปานนี้ แต่ซ่งถิงเลือกที่จะลงมือแทนการโต้เถียง ก็ด้วยเหตุผลข้อนี้เอง
หากถามว่ารู้สึกผิดไหม ซ่งถิงก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น หนังสือเล่มนี้เธอเป็นคนจ่ายเงิน อีกทั้งเธอกับหลิ่วหยวนก็ไม่ได้เป็นคนอื่นคนไกลกัน ตอนนั้นเธอจึงไม่ได้คิดอะไรให้มากความ แต่พอโดนหลินเสวี่ยจูโวยวายขึ้นมาแบบนี้ กลับทำให้เธอตกที่นั่งลำบาก พูดอะไรไม่ออก
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลิ่วหยวนไม่ได้เอ่ยคำแก้ต่างใดๆ ให้กับตัวเองและซ่งถิง เพราะไม่ว่าใครมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องรู้สึกโกรธเป็นธรรมดา
คู่หมั้นตัวจริงไม่เคยได้อะไรเลยสักอย่าง แต่เขากลับไปซื้อหนังสือให้ผู้หญิงที่เคยมีใจให้ ไม่ว่าจะจ่ายเงินหรือไม่ก็ตาม แค่การกระทำเช่นนี้ก็บาดลึกในใจมากพอแล้ว
ย่าซ่งมองหลิ่วหยวนด้วยสายตาเคียดแค้น ไอ้เด็กเวรนี่ก็เหมือนกัน รู้ทั้งรู้ว่าถิงถิงไม่ได้ชอบก็ควรจะตัดใจไปได้แล้ว ยังจะมาซื้อหนังสืออะไรให้อีก มันใช่เรื่องที่ไหนกัน พูดไปก็มีแต่จะเสียหาย
แล้วดูสิ ลูกสาวคนซื่อคนนี้ ไม่เคยมีเล่ห์เหลี่ยมกับใคร สนใจแต่จะเรียนดนตรีและฝึกร้องเพลงให้เก่งๆ เท่านั้น
ขนาดฉู่จื่อโจวแอบชอบมาตั้งนาน จนป่านนี้เจ้าตัวยังไม่รู้เรื่องเลย แล้วนี่มันหนังสือบ้าบออะไรกันนักหนา ราคาตั้ง 3 หยวน 5 เจี่ยว แพงเสียจริง
ย่าซ่งไม่ได้ตำหนิลูกสาวตัวเองเลยแม้แต่น้อย เด็กโง่ของเธออุตส่าห์ควักเงินซื้อหนังสือ แถมยังขอบคุณหลิ่วหยวนเรียบร้อย คงนึกว่าเรื่องจะจบลงแค่นั้น เพราะถิงถิงก็เป็นคนนิสัยแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
ตอนที่เลี้ยงฉินซือฉีกับซ่งหมิงโป โดยเฉพาะฉินซือฉีที่ขี้เกียจตัวเป็นขน เกาะอยู่บนหลังอาหญิงของตัวเองไม่ยอมลง
มีอยู่ปีหนึ่ง ซ่งเหนียนกำลังจะยกกระติกน้ำร้อนที่เพิ่งเติมเสร็จใหม่ๆ ไปที่ห้องโถงกลาง แต่จู่ๆ กระติกก็เกิดระเบิดขึ้นกลางทาง ซึ่งตอนนั้นฉินซือฉีในวัย 8 ขวบกำลังยืนอยู่ตรงนั้นพอดี
เป็นถิงถิงที่ตัดสินใจพุ่งเข้าไปดึงตัวฉินซือฉีออกมา จนแผ่นหลังของตัวเองโดนน้ำร้อนลวก ยังดีที่เป็นช่วงฤดูหนาวและสวมเสื้อนวมหนาๆ ไว้ แต่ถึงอย่างนั้น บริเวณต้นคอก็ยังไม่วายโดนน้ำเดือดลวกจนได้
ถิงถิงในตอนนั้นก็ยังเด็ก เจ็บจนร้องไห้จ้า แต่ปากก็ยังพร่ำบอกให้ทุกคนรีบไปดูว่าฉินซือฉีเป็นอะไรไหม
นับว่าโชคดีที่บ้านมียาน้ำมันแบดเจอร์ทาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกเก็บไว้ ถ้าไม่สังเกตใกล้ๆ ก็แทบมองไม่เห็นรอยแผลเป็น
พอฉินซือฉีถูกรับตัวกลับไป ลูกสาวคนซื่อของเธอก็เอาแต่ร้องไห้ถามว่าจะเขียนจดหมายไปหาได้ไหม แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
นี่ก็เพราะเสี่ยวหน่วนเป็นคนจิตใจดี ถ้าเป็นเด็กใจแคบ ก็คงผูกใจเจ็บไปนานแล้ว
แต่ดูตอนนี้สิ ยังต้องมาพัวพันกับเรื่องบ้าๆ บอๆ แบบนี้อีก
ดูท่าว่าครั้งนี้ต่อให้กระโจนลงแม่น้ำฮวงโห ก็คงล้างมลทินไม่หมดสิ้น
ปู่ซ่งขมวดคิ้วมุ่น ส่วนซ่งเหลียงนั้นอยากจะซัดหน้าหลิ่วหยวนตัวต้นเรื่องให้คว่ำไปกองกับพื้น
ทั้งหมดเป็นเพราะเขาคนเดียว ถ้าไม่มีเขา เรื่องวุ่นวายพวกนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
แต่หากหลินเสวี่ยจูยังกล้าพูดจาให้ร้ายลูกสาวเขาอีก ต่อให้ต้องขายหน้าแค่ไหน เขาก็จะหยุดเธอให้ได้ ปากคนยาวกว่าปากกา หากปล่อยให้เธอพล่ามใส่ร้ายป้ายสีไปเรื่อยเปื่อย ชื่อเสียงของถิงถิงคงได้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดีเพราะน้ำมือของหลินเสวี่ยจู
ส่วนฉู่จื่อโจวนั้นอยากจะตะโกนออกไปว่า ก็แค่ซื้อหนังสือให้กัน มันจะเป็นอะไรไปนักหนา ทำไมทุกคนต้องทำท่าทางตกใจใหญ่โตกันขนาดนี้ด้วย นี่มันสมัยโบราณหรือไงกัน หนังสือความรู้ด้านดนตรีเล่มเดียวมันจะสื่อความหมายอะไรได้นัก
ไม่เห็นจำเป็นต้องใส่ใจเลยสักนิด
ในความคิดของเขา หลินเสวี่ยจูก็แค่รู้สึกอิจฉา เลยหาเรื่องเพื่อทำลายชื่อเสียงของซ่งถิงเท่านั้น
เรื่องแค่นี้จะทำลายชีวิตคนคนหนึ่งได้เชียวหรือ
ฉู่จื่อโจวเองก็ไม่แน่ใจนัก เขาไม่กล้าเสี่ยงลองพิสูจน์ หญิงสาวที่เคยจูบกับฟางเส้าหมินถูกครอบครัวส่งกลับไปแต่งงานที่บ้านเกิด ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
แต่การแต่งงานที่รีบร้อนขนาดนั้น ชีวิตคู่จะราบรื่นไปได้อย่างไร
ถึงกระนั้น ฉู่จื่อโจวก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบ เพราะเรื่องทำนองนี้ เขาไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว
อีกอย่าง เขาเป็นผู้ชาย หากกระโจนเข้าไปร่วมวงด้วย มีแต่จะทำให้สถานการณ์ยุ่งเหยิงไปกันใหญ่
ทว่าน่าแปลกที่เขากลับไม่รู้สึกกังวลเลยสักนิด
ซ่งอวี้หน่วนมีความสามารถที่ร้ายกาจเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นตระกูลเซี่ยแห่งปักกิ่ง หรือตระกูลซ่างกวนและตระกูลจงแห่งฮ่องกง มีตระกูลไหนบ้างที่ไม่ใช่มหาอำนาจ
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซ่งอวี้หน่วน ทุกคนก็ล้วนแต่ต้องยอมสยบไม่ใช่หรือ
ในสายตาเขา หลินเสวี่ยจูคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับต้นถั่วงอกอ่อนๆ แต่เขาก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าซ่งอวี้หน่วนจะพลิกสถานการณ์นี้และดึงตัวซ่งถิงออกมาจากวังวนปัญหาได้อย่างไร
ซ่งถิงนึกเสียใจอยู่เงียบๆ หากรู้ว่าจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขนาดนี้ เธอก็ไม่ควรซื้อหนังสือเล่มนั้นมาเลย ตอนนั้นเธอไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนจริงๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่เธอต้องการใช้พอดี
ซ่งอวี้หน่วนกวาดสายตามองคนทั้งสามอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้เนื้อเรื่องบางส่วนได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเหตุการณ์ แต่ก็มากพอสำหรับเธอ
เธอไม่เปิดโอกาสให้อาหญิงของเธอได้พูด
อาหญิงของเธอควรจะได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเหตุการณ์นี้ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เธอได้เรียนรู้ที่จะระมัดระวังคำพูดและการกระทำของตัวเองมากขึ้น ซึ่งมันส่งผลดีต่ออนาคตของอาหญิงอย่างมหาศาล
ดังนั้น แม้คนในครอบครัวจะทำสีหน้าทุกข์ระทมราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้ไม่มีข้อมูลจากเนื้อเรื่อง เธอก็มั่นใจว่าสามารถคลี่คลายสถานการณ์ในวันนี้ได้ แต่เมื่อมีข้อมูลอยู่ในมือแล้ว ทุกอย่างก็ยิ่งง่ายดายขึ้นไปอีก
อีกไม่ช้าก็เร็ว อาหญิงก็ต้องเดินทางไปปักกิ่ง ซึ่งสภาพแวดล้อมที่นั่นสลับซับซ้อนกว่าที่นี่มากนัก
ก่อนที่เธอจะกลับมายังอำเภอหนานซาน เธอได้แวะไปหาคุณป้าจูม่านที่บ้านเป็นการเฉพาะ โดยไปพร้อมกับปู่รองของเธอ
ทำให้ได้ทราบความในใจของจูม่านที่ว่า เธออยากจะโทรศัพท์ไปหาซ่งถิงอยู่หลายครั้ง แต่ก็รู้สึกว่าถึงแม้ซ่งถิงจะมีพรสวรรค์ แต่กลับขี้อายเกินไป หนานซานเปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เธอไม่อยากจากไปไหน
จูม่านยังยิ้มและบอกอีกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับเด็กสาวเช่นนี้
ในตอนนั้น ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจตอบรับข้อเสนอแทนอาหญิงของเธอไปเรียบร้อยแล้ว นี่คือเหตุผลที่ทำให้เธอพูดเช่นนั้นออกไปก่อนหน้านี้ ไม่ใช่การกุเรื่องขึ้นมาลอยๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงหันไปมองหลิ่วหยวน “เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็พูดคุยกันให้รู้เรื่องไปเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาขุดคุ้ยเรื่องเก่ากันในอนาคต เมื่อมองดูตอนนี้ ต้นเหตุของความขัดแย้งก็คือคุณช่วยซื้อหนังสือให้อาหญิงของฉันหนึ่งเล่ม ถูกต้องไหมคะ”
หลิ่วหยวนถอนหายใจยาว “ใช่ครับ ถ้าผมบอกว่าผมไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้นจริงๆ ก็คงไม่มีใครเชื่อ…”
“คุณพูดถูกค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนพูดแทรกขึ้นมา
“ไม่มีใครเชื่อหรอกว่ามันเป็นแค่การซื้อหนังสือให้อาหญิงของฉันโดยไม่มีเจตนาแอบแฝงใดๆ ก็เหมือนกับที่คุณซื้อของขวัญให้หลินเสวี่ยจู แต่เธอไม่เพียงไม่เชื่อ แถมยังใช้คำพูดหยาบคายด่าทอ จนคุณโมโหและทำลายผ้าพันคอสีแดงกับรองเท้าบูทหนังสีดำที่ยังไม่ทันได้มอบให้ทิ้งไป ใช่ไหมคะ”
หลิ่วหยวนที่กำลังจมอยู่กับความรู้สึกผิด เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจและหลุดปากถามออกไปว่า “คุณรู้ได้ยังไง”
ทางด้านหลินเสวี่ยจูยิ่งกว่ายืนตัวแข็งทื่อไปแล้ว
ผ้าพันคอสีแดงกับรองเท้าบูทหนังสีดำ เธอจำได้ว่าเคยบอกเขาว่าชอบมันมาก แต่ในตอนนั้นเขากลับไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ เลย
นี่เขาซื้อกลับมาให้เธอจริงๆ อย่างนั้นหรือ
จริงหรือแค่ล้อเล่น
หัวใจของหลินเสวี่ยจูเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวต่อ “เรื่องนี้วิเคราะห์ไม่ยากเลยค่ะ คนรอบคอบอย่างสหายหลิ่วหยวนไปทำงานต่างจังหวัดถึงเทศมณฑล จะไม่ซื้อของฝากกลับมาให้ครอบครัว โดยเฉพาะคู่หมั้นของตัวเองได้อย่างไร ประกอบกับปีนี้ที่มณฑลเป่ยฉวนของเรากำลังนิยมผ้าพันคอสีแดงกับรองเท้าบูทหนังสีดำ ฉันเห็นหญิงสาวที่เทศมณฑลใส่กันเยอะแยะไปค่ะ”
“สหายหลิ่วหยวนคงดีใจที่ซื้อของขวัญกลับมาได้ และคงตั้งใจจะหาเวลาดีๆ เพื่อมอบให้หลินเสวี่ยจู แต่ยังไม่ทันได้ให้ เธอก็ระเบิดอารมณ์ออกมาเสียก่อนเพียงเพราะหนังสือเล่มเดียว”
“ฉันเชื่อว่าทุกคนในที่นี้คงได้ประจักษ์ถึงความสามารถในการพ่นวาจาหยาบคายของหลินเสวี่ยจูแล้ว คนที่มีทิฐิและหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างสหายหลิ่วหยวนจะทนให้ใครมาดูถูกเหยียดหยามได้อย่างไร พอกลับถึงบ้าน เมื่อเห็นของขวัญสองชิ้นนั้นเข้า ด้วยความโมโหจึงทำลายมันทิ้งเสีย”
“และที่สำคัญที่สุดคือ ของขวัญสองชิ้นนั้นก็ไม่สามารถมอบให้ได้อีกต่อไป”
“เพราะหลินเสวี่ยจูเอาแต่ป่าวประกาศว่าคุณไม่ได้ซื้ออะไรให้เธอเลยสักอย่าง หากตอนนี้สหายหลิ่วหยวนนำของขวัญออกมา ก็มีแต่จะถูกคนใจแคบอย่างหลินเสวี่ยจูกล่าวหาว่ารู้สึกผิดเลยรีบไปหาซื้อมาให้ทีหลัง”
[จบบท]