บทที่ 374: เธอจะต้องชดใช้
หลิ่วหยวนระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเหลืออด “หลินเสวี่ยจู! ในสายตาคุณผมเป็นตัวอะไรกันแน่ เป็นสัตว์ร้ายหรือเทพเจ้าแห่งโรคระบาดหรือไง หนังสือที่ผมเอามาทำไมจะขายให้ซ่งถิงไม่ได้ หรือว่าเราเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาแต่ชาติปางไหน”
“ผมยอมรับว่าเคยชอบซ่งถิง แต่หลังจากที่เธอปฏิเสธ ผมก็ไม่เคยมีความคิดอกุศลกับเธออีกเลย”
“วันนี้ผมตั้งใจมาหาคุณเพื่อเอาใบเสร็จค่าผ้าพันคอมาให้ดู แต่ดันมาเจอซ่งถิงระหว่างทางเสียก่อน ผมรู้เรื่องน่ารังเกียจที่คุณทำลงไป เลยอยากจะขอโทษซ่งถิง แต่เธอไม่แม้แต่จะมองหน้าผมด้วยซ้ำ ผมเลยถามว่าคุณอยู่ที่ไหน เธอก็บอกว่าอยู่ในห้องซ้อม มันเป็นแค่การเดินสวนกันธรรมดา แต่คุณกลับพุ่งเข้ามาต่อว่าผมเสียๆ หายๆ โดยไม่ถามไถ่ให้ดีก่อน...”
น้ำเสียงของหลิ่วหยวนเย็นชาลงเรื่อยๆ ราวกับตัดสินใจจะแตกหักกันไปข้างหนึ่ง “หลินเสวี่ยจู จริงๆ แล้วมันเป็นแค่เรื่องขี้ปะติ๋ว แต่ความริษยาของคุณกลับทำให้เรื่องมันบานปลายจนกู่ไม่กลับ แค่หนังสือเล่มเดียว ผมก็เก็บเงินซ่งถิงมา 3 หยวน 5 เหมาแต่ในสายตาของคุณมันกลับกลายเป็นว่าผมทำความผิดมหันต์อย่างนั้นแหละ”
“อย่าเอาเรื่องเงินมาดูถูกผมอีก….หลินเสวี่ยจู! ผมขอสาบานต่อฟ้าดินเลยว่าซ่งถิงจ่ายเงินค่าหนังสือให้ผมแล้ว เราสองคนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก ถ้าผมโกหกขอให้ไส้ทะลักตายอย่างน่าสมเพช ขอให้ชีวิตการทำงานของผมไม่มีวันได้ดี! แบบนี้พอใจคุณหรือยัง”
น้ำตาของหลินเสวี่ยจูร่วงเผาะๆ
“...ทำไมต้องสาบานด้วยล่ะคะ ฉันเชื่อคุณนะพี่หยวน อย่าทำแบบนี้เลย ฉันไม่ได้โทษคุณจริงๆ นะคะ”
ซ่งอวี้หน่วนลอบกลอกตามองบนอย่างระอา ถ้าไม่โทษหลิ่วหยวน แล้วจะให้โทษตัวเองหรือไง
หัวหน้ากู่ขมวดคิ้ว แต่แทนที่จะถามคนอื่น เขากลับหันมาถามซ่งอวี้หน่วน “แล้วเรื่องมันเป็นยังไงต่อ?”
ซ่งอวี้หน่วนยื่นหนังสือในมือให้ซ่งถิง ก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อาคะ ตอนแรกหนูว่าจะรอไปโรงเรียนมะรืนนี้แล้วค่อยเอาหนังสือไปให้ แต่อยู่ๆ ก็มีคนโทรมาบอกว่าอาเป็นลม หนูเลยหยิบหนังสือติดกระเป๋ามาด้วย ไม่นึกเลยว่าจะได้ใช้จริงๆ”
“อาคะ ต่อไปอยากได้อะไรก็บอกหนูนะ ถ้ามันพอจะหามาได้ หลานคนนี้จะหามาให้เอง อาไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรทั้งนั้น ตั้งใจเรียน ตั้งใจร้องเพลงให้มีความสุขก็พอแล้วค่ะ”
ดวงตาของซ่งถิงแดงก่ำ คลอไปด้วยหยาดน้ำใส หัวใจของเธอเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกผิด ทั้งหมดเป็นเพราะความไม่รอบคอบของเธอเอง ที่สร้างปัญหาใหญ่หลวงให้กับครอบครัว
เสี่ยวหน่วนทั้งที่ยังเด็ก แต่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครเลยสักครั้ง ตรงกันข้าม กลับเป็นคนที่ช่วยให้ชีวิตของทุกคนในบ้านดีขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังได้รับอานิสงส์จากหลานสาวคนนี้
แต่วันนี้อาที่ไม่เอาไหนอย่างเธอกลับสร้างเรื่องวุ่นวายใหญ่โต คิดว่าคงต้องแบกรับตราบาปนี้ไปตลอดชีวิตเพราะความผิดพลาดของตัวเอง เสียใจจริงๆ ที่รับหนังสือเล่มนั้นมา
แต่ใครจะคิดว่าเสี่ยวหน่วนจะคลี่คลายสถานการณ์ทั้งหมดได้ ซ่งถิงพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น “เสี่ยวหน่วน อาจำไว้แล้ว ต่อไปถ้าอยากได้อะไร อาจะบอกหนูเป็นคนแรกเลย”
ปู่ซ่งกับย่าซ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ มองหน้ากัน ย่าซ่งเผยรอยยิ้มออกมาบางเบา ความกังวลที่เกาะกุมหัวใจมาตลอดพลันสลายไปส่วนหนึ่ง ท่านตบหลังลูกสาวเบาๆ “คราวหลังก็หัดรอบคอบให้มันมากกว่านี้หน่อย”
ซ่งถิงพยักหน้ารับทั้งน้ำตา “หนูจำไว้แล้วค่ะ”
ฉู่จื่อโจวที่ยืนเงียบอยู่นาน อดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นมา “ถ้าไม่มีคนจงใจทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องทั้งหมดก็คงเป็นแค่เรื่องธรรมดาสามัญที่ไม่มีอะไรเลย”
ย่าซ่งเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเปรยขึ้นเบาๆ “ให้ได้บทเรียนบ้างก็ดีเหมือนกัน”
บัดนี้หลิ่วหยวนเข้าใจแล้วว่าซ่งอวี้หน่วนรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร คงต้องบอกว่าเป็นความบังเอิญที่พอเหมาะพอเจาะเหลือเกิน
ซ่งอวี้หน่วนหันไปเผชิญหน้ากับหลินเสวี่ยจู “คุณหลินเสวี่ยจู คิดว่าเรื่องหนังสือเคลียร์พอหรือยังคะ”
หลินเสวี่ยจูอ้าปากพะงาบๆ แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ใบหน้าของเธอซีดเผือดไปนานแล้ว หากยังดื้อดึงที่จะหาเรื่องต่อ มีหวังว่าคนในห้องประชุมนี้คงไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ แน่
แล้วเธอจะหยิบยกประเด็นไหนขึ้นมาสู้ได้อีก? จะให้โต้เถียงเรื่องที่ซ่งถิงไม่ควรซื้อหนังสือจากหลิ่วหยวนต่อน่ะหรือ?
เธอรู้จักหัวหน้าของหลิ่วหยวนดี เพราะเธอเรียกเขาว่าลุงหลี่มาตลอด ลุงหลี่กับพ่อของเธอสนิทกันมาก ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะกล้าอ้างชื่อท่านขึ้นมาลอยๆ
ในสายตาของทุกคนตอนนี้ เรื่องนี้มันเล็กน้อยเสียจนแทบจะไม่มีอะไรให้พูดถึง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีชื่อของหัวหน้าวังจากร้านหนังสือซินหัวสาขาเทศมณฑลและลุงหลี่จากกรมวัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องอีก จะให้บานปลายไปถึงขั้นต้องเชิญตัวคนทั้งสองมาให้การเลยหรือไร?
ซ่งอวี้หน่วนมองหลินเสวี่ยจูที่เอาแต่เงียบ “อ้าว ทำไมไม่พูดล่ะคะ ไหนว่าพูดเก่งนักไม่ใช่เหรอ”
จากนั้นก็รุกต่อ “หรือคุณจะบอกว่าหัวหน้าวังจากร้านหนังสือซินหัวสาขาเทศมณฑลไม่มีตัวตนจริง แล้วคำพูดของหัวหน้าสหายหลิ่วก็เป็นเรื่องโกหก ถ้าไม่เชื่อ ตอนนี้ก็ไปโทรศัพท์ได้เลย ฉันจะให้เบอร์ของหัวหน้าวัง คุณจะได้โทรไปถามให้แน่ใจว่าเรื่องหนังสือเรียนเล่มนี้มันเป็นมายังไง”
ซ่งอวี้หน่วนเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริม “ส่วนเรื่องหัวหน้าของสหายหลิ่ว คุณก็ไปที่ทำงานของเขาเพื่อพิสูจน์ความจริงด้วยตัวเองได้”
“ถ้าคุณไม่ไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา ปัญหาทั้งหมดที่เกิดจากหนังสือเล่มนี้ก็มีสาเหตุมาจากใจที่คับแคบและความอิจฉาริษยาของคุณแต่เพียงผู้เดียว คุณทนไม่ได้ที่จะเห็นคนอื่นดีกว่า พอมีโอกาสก็เลยฉวยมาขยายความให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่แน่นอน...คุณจะต้องชดใช้”
หลินเสวี่ยจูอ้าปากค้าง สมองตีบตันจนพูดอะไรไม่ออก
ซ่งอวี้หน่วนถามย้ำอีกครั้ง “หัวหน้ากับเพื่อนร่วมงานของคุณก็อยู่กันพร้อมหน้าตรงนี้ ตอบมาสิคะว่าเรื่องนี้มันกระจ่างชัดแล้วหรือยัง คุณต้องให้คำตอบที่แน่ชัด อย่าคิดว่าหันหลังกลับไปแล้วจะไปเที่ยวปล่อยข่าวลือสาดโคลนใส่คนอื่นได้อีก”
ตำรวจนายหนึ่งที่มาด้วยก็รู้จักหลินเสวี่ยจูดี เขาถึงกับรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับภารกิจในวันนี้ พอฟังเรื่องราวทั้งหมดก็เข้าใจได้ในที่สุด ที่แท้ก็เป็นฝ่ายหลินเสวี่ยจูที่หาเรื่องใส่ตัวเอง
หลินเสวี่ยจูคนนี้ช่างโง่เขลาเสียจริง ไปมีเรื่องกับใครไม่ดีกว่าหรือ ถึงได้กล้ามาแตะต้องซ่งอวี้หน่วน รู้หรือเปล่าว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ถึงได้หาญกล้าไปยุ่งกับครอบครัวของเธอ
ช่างเป็นคนที่สร้างแต่ปัญหาโดยแท้ ไม่น่าแปลกใจที่พ่อแม่ของเธอมักจะบ่นอยู่เสมอว่าได้ลูกสาวที่ชอบหาแต่เรื่องเดือดร้อนมาให้ ดูท่าแล้วเรื่องในวันนี้คงไม่จบลงโดยดีแน่ เพราะตัวหลินเสวี่ยจูเองก็ตั้งใจจะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตจนใครต่อใครรับรู้กันทั่ว แล้วมีหรือที่บ้านตระกูลซ่งจะยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ
แต่ถึงขนาดนี้แล้ว หลินเสวี่ยจูก็ยังคงยืนนิ่งเป็นหุ่นปั้น
ซ่งอวี้หน่วนเริ่มหมดความอดทน เธอยกมือเล็กๆ ของเธอขึ้นฟาดลงบนโต๊ะประชุมเสียงดังลั่น! ปัง! เสียงนั้นทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้งโหยง
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วมุ่น “จะเคลียร์หรือไม่เคลียร์ก็พูดมาสิคะ การที่คุณมายืนเงียบไม่พูดไม่จาแบบนี้มันหมายความว่ายังไง คิดว่าตัวเองหน้าด้านพอที่จะถ่วงเวลาของทุกคนให้มานั่งเล่นเป็นเพื่อนคุณอยู่ที่นี่ได้หรือไง หลินเสวี่ยจู! ตอบมา!”
หลินเสวี่ยจูสะดุ้งสุดตัวจนแทบจะลอยขึ้นจากพื้น เธอกำหมัดแน่น ก่อนจะเค้นเสียงตอบออกมาอย่างยากเย็น “เคลียร์...เคลียร์แล้วค่ะ”
ทุกคนในห้องต่างถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทว่าซ่งอวี้หน่วนกลับแค่นยิ้มเย็น “ในเมื่อเรื่องนี้จบแล้ว งั้นเรามาคุยเรื่องของย่าหลี่จากหมู่บ้านหลี่เจียกันต่อเลยดีกว่า”
น้ำเสียงของเธอเรียบเฉย ก่อนจะหันไปพูดกับย่าซ่ง “ย่าคะ เรื่องของย่าหลี่ หนูไม่เล่าแล้วกันนะคะ ย่ารู้เรื่องไหนก็เล่าให้พวกเขาฟังได้เลย อ้อ! วันที่ลูกสะใภ้ของย่าหลี่กินยาพิษฆ่าตัวตาย ก็คือวันเดียวกับที่ย่าหลี่จูงมือหลินเสวี่ยจู ซึ่งมีเจตนาร้ายไม่ต่างกัน มายืนคุยกันอย่างสนิทสนมนั่นแหละค่ะ”
หลินเสวี่ยจูเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ นี่มันเรื่องอะไรกันอีก!
ย่าซ่งเป็นคนฉลาด ท่านเข้าใจในทันทีว่าหลานสาวต้องการจะทำอะไร ท่านรู้เรื่องของย่าหลี่ดีที่สุด แต่ไม่รู้มาก่อนว่าย่าหลี่จะมาที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมด้วย
เรื่องราวก็คือ หลังจากบ้านตระกูลหลี่ถอนหมั้นไปไม่นาน หลี่เปิ่นจงก็แต่งงานใหม่ แต่ภรรยาของเขาก็ยังไม่มีลูกสักที พอไปตรวจที่โรงพยาบาลก็พบว่าร่างกายมีปัญหา แต่ก็สามารถรักษาได้ ทว่าหญิงชรากลับเสียดายเงิน เลยบีบบังคับให้ลูกชายหย่าร้าง...
[จบบท]