บทที่ 380: แต่งงานครั้งที่สอง?
จูเฟิ่งที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้าน ชะงักค้างอยู่ตรงธรณีประตู สายตาของเธอทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่เมื่อครู่สี่เชว่ยังอยู่กับเสี่ยวหน่วน
จูเฟิ่งตัดสินใจยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้น เพื่อรอดูว่าวังเสี่ยวหม่านจะทำอย่างไรต่อไป
เห็นได้ชัดว่าวังเสี่ยวหม่านยังคงงุนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แต่จ้องมองสี่เชว่ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
อันที่จริงแล้ว คำพูดทั้งหมดที่สี่เชว่เอ่ยออกมานั้น ซ่งอวี้หน่วนเป็นคนสอนเธอเอง ซ่งอวี้หน่วนคาดการณ์ไว้แล้วว่าเมื่อเธอกลับถึงบ้านจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ถึงแม้จะไม่ตรงเป๊ะทุกคำ แต่ก็ใกล้เคียงความเป็นจริงอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ สี่เชว่จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อโต้ตอบกลับไป
แม้ว่าแววตาที่เบิกกว้างของวังเสี่ยวหม่านแม่ของเธอจะทำให้เธอหวาดกลัวจนขาสั่น แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของพี่เสี่ยวหน่วน เธอก็ยืดอกเชิดหน้าขึ้นมาได้ อีกอย่าง คุณย่าก็ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย
“ที่หนูพูดมามันไม่จริงเหรอคะ ตอนที่แม่อยากกลับมาอยู่บ้าน แม่สัญญากับหนูไว้ว่ายังไง”
“แม่บอกว่าจะทำตัวดีๆ กับคุณย่า กับพ่อ แล้วก็กับหนู แต่พอกลับมาได้เกือบเดือน แม่ทำอะไรไปบ้างล่ะคะ เคยทำกับข้าวให้พวกเรากินบ้างไหม เคยซักเสื้อผ้าให้สักครั้งหรือเปล่า คุณย่าอายุมากขนาดนี้แล้วยังต้องมาคอยหุงหาอาหารให้แม่กินอีก แม่ไม่อาย ไม่รู้สึกผิดบ้างเลยเหรอคะ”
“แม้กระทั่งเสื้อผ้าของตัวเองก็ยังจะให้คุณย่าซักให้อีก แม่คิดว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมอยู่หรือไง”
“อาเล็กเขาไม่เหมือนพ่อนะคะ ไม่ได้ใจดีขนาดนั้นนะ ถ้าแม่จะหาเรื่องพ่อ ท่านก็คงไม่เข้ามายุ่งหรอกค่ะ แต่ถ้าแม่กล้าแตะต้องคุณย่าเมื่อไหร่ล่ะก็ อาเล็กไม่ปล่อยแม่ไว้เฉยๆ แน่”
“แล้วนี่อะไรคะ วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่เดินร่อนไปบ้านนั้นทีบ้านนี้ที ทำตัวขี้เกียจแถมยังปากดีพูดจาแขวะคนอื่นไปทั่ว”
“คุณย่ากับพ่อไม่ได้ทำอะไรให้แม่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจเลยนะ แม่ลองคิดทบทวนดูดีๆ สิ ตอนที่แม่แต่งงานใหม่ครั้งที่สอง ผู้ชายคนนั้นเกือบจะซ้อมแม่ปางตาย แม่สามีคนใหม่ก็ด่าว่าแม่ทุกวัน ตอนนั้นแม่เป็นคนมาบอกหนูเองว่าเสียใจมาก คุณย่ากับพ่อดีกับแม่ที่สุดแล้ว”
“แล้วผลลัพธ์มันเป็นยังไงล่ะคะ แม่ลองมองดูการกระทำของตัวเองสิ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แม่ต้องเลิกทำตัวแบบนี้ได้แล้ว การกลับตัวเป็นคนดีมันไม่ได้มีอยู่แค่ในลมปาก แม่ต้องลงมือทำให้เห็นด้วย”
“แล้วก็เลิกชี้นิ้วสั่งหนูได้แล้ว หนูต้องอ่านหนังสือ ต้องทำการบ้าน คุณย่าก็แก่มากแล้ว ต่อไปนี้จะไม่ทำกับข้าวให้แม่อีก พ่อก็ยืนยันว่าจะไม่มีวันกลับไปคืนดีกับแม่เด็ดขาด”
“เพราะฉะนั้น แม่จะมาอาศัยอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ มันน่าเกลียด”
“อีกอย่าง ทะเบียนบ้านกับที่ดินของแม่ก็อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวซานถุนไม่ใช่เหรอคะ แม่กลับไปที่นั่นเถอะ คุณย่ากับพ่อไม่มีภาระหน้าที่ต้องมาเลี้ยงดูแม่อีกแล้ว”
“ส่วนหนู ถึงจะมีหน้าที่นั้น แต่ก็ต้องรอให้โตแล้วทำงานหาเงินได้ก่อน ถ้าแม่ไม่รีบก็รอไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน แต่ถ้าแม่รีบ ก็ลองแต่งงานใหม่อีกสักรอบสิคะ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ลูกชายสมใจก็ได้นะคะ แบบนั้นก็มีคนให้พึ่งพิงไปตลอดชีวิต ดีกว่าหนูที่เป็นของไร้ค่าตั้งเยอะ”
จูเฟิ่งนึกทึ่งอยู่ในใจ ไม่คิดว่าหลานสาวที่ปกติพูดจาติดๆ ขัดๆ จะสามารถพูดจาได้ฉะฉานราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้
พอมาคิดดูอีกที ก็คงจะเป็นเสี่ยวหน่วนนั่นแหละที่สอนให้เธอพูด
วังเสี่ยวหม่านเพิ่งจะตั้งสติได้ ถึงแม้จะเป็นคนหน้าหนา แต่พอได้ยินคำว่า ‘แต่งงานครั้งที่สอง’ ก็รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าอย่างแรงจนชาวาบไปทั้งแถบ ใบหน้าของเธอพลันบูดเบี้ยว ก่อนจะตวาดด่าออกมาด้วยความโมโห
“นังลูกไม่รักดี! กล้าดียังไงมาว่าแม่ตัวเองแบบนี้ ฉันจะตีแกให้ตายเลย!”
สิ้นเสียง วังเสี่ยวหม่านก็ถลาเข้าไปหาสี่เชว่ทันที จูเฟิ่งเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งออกมา เพราะรู้ดีว่าวังเสี่ยวหม่านเวลาลงไม้ลงมือกับลูกไม่เคยยั้ง หากเกิดพลาดพลั้งตีจนพิการขึ้นมาจะทำอย่างไร
สี่เชว่เองก็ใช้ความกล้าเฮือกสุดท้ายระบายทุกสิ่งที่อัดอั้นตันใจออกมาจนหมดสิ้น ราวกับว่าความขุ่นข้องหมองใจที่สะสมมานานได้ถูกปลดปล่อยออกไปจนหมด
เด็กสาววิ่งหนีออกจากห้องไป
วังเสี่ยวหม่านวิ่งไล่ตามมาติดๆ ในขณะที่จูเฟิ่งก็ผลักประตูพรวดพราดเข้ามา
พอเห็นว่าวังเสี่ยวหม่านกำลังไล่ตีสี่เชว่ ความโกรธก็พุ่งขึ้นจนต้องตะโกนด่าออกไป “แกมันนังคนหน้าไม่อาย! ตอนที่แกหย่ากับลูกชายคนโตของฉัน เรื่องมันดังไปทั่วหมู่บ้านหลิ่วซู่ ไม่มีใครเขาไม่รู้เรื่อง! หย่าตอนเช้า แต่งงานใหม่ตอนบ่าย วังเสี่ยวหม่าน ที่ไม่มีใครเขาพูดเรื่องนี้ ก็เพราะเห็นแก่หน้าสี่เชว่หรอกนะ เขาไม่อยากให้หลานฉันมีแม่ที่น่ารังเกียจแบบแก! ถ้านิสัยแกมันดีขึ้นก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มันสันดานจริงๆ สินะ…”
จูเฟิ่งยิ่งด่ายิ่งมันปาก ในที่สุดเธอก็ได้ประจักษ์แก่ใจแล้วว่า เหตุใดคนจำนวนมากจึงต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันควรเพราะความโกรธที่สุมอยู่ในอก
การเก็บงำคำพูดไว้ในใจเป็นเวลานานช่างเป็นเรื่องที่ทรมาน แต่เมื่อได้ระบายออกมาจนหมดสิ้นแล้วกลับรู้สึกโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก
คนไร้ยางอายพรรค์นี้ กลับมาแล้วยังหน้าด้านคิดจะข่มเหงพวกเธออีกได้อย่างไรกัน
วังเสี่ยวหม่านหันขวับกลับไปมองอดีตแม่สามีที่เคยขี้ขลาดตาขาวราวกับดินน้ำมันปั้นง่ายด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ นี่โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว หรือว่าคนที่เธอรู้จักเปลี่ยนไปกันแน่
***
พอรุ่งเช้าของอีกวันขณะที่ปู่ซ่งกำลังจะไปส่งซ่งอวี้หน่วนที่โรงเรียน สายตาของเธอก็จ้องมองไปที่ประตูบ้านคุณยาย
“นั่งดีๆ อย่าหันไปมองทางทิศเหนือ เดี๋ยวลมเหนือพัดเข้าปากจะรู้สึกไม่สบายเอา” ปู่ซ่งเอ่ยเตือนหลานสาว ก่อนจะพูดต่อว่า “ในที่สุดวังเสี่ยวหม่านคนนั้นก็ไปซะที”
เมื่อคืนที่ผ่านมา วังเสี่ยวหม่านขนข้าวของออกจากบ้านไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
ซ่งอวี้หน่วนกระพริบตาปริบๆ ในใจคิดว่านั่นเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบของวังเสี่ยวหม่านเท่านั้น คอยดูเถอะ เดี๋ยวเธอก็ต้องกลับมาอีกจนได้ คงต้องหาทางจัดการปัญหานี้ให้เด็ดขาดเสียที
***
ซ่งถิงและฉู่จื่อโจวเดินทางถึงปักกิ่งโดยสวัสดิภาพ
ทว่าคนที่มารอรับพวกเขาสองคนที่สถานีรถไฟกลับเป็นอาจารย์จูม่านอย่างไม่คาดคิด
ความรู้สึกของจูม่านในตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อน เธอมองว่าเสี่ยวหน่วนเป็นเด็กที่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ที่น่าทึ่งคือเด็กสาวมอบโคมไฟตั้งโต๊ะที่ทำจากไม้พะยูงไหหลำให้เป็นของขวัญแก่เธอ ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ประณีตงดงามเกินกว่าจะจินตนาการได้ ถึงแม้เธอจะผ่านโลกมามาก แต่ก็เพิ่งเคยเห็นงานศิลปะที่สวยงามเช่นนี้เป็นครั้งแรก และรู้ดีว่าโคมไฟดวงนี้มีค่ามหาศาล
เสี่ยวหน่วนดีต่ออาหญิงของตัวเองมากจริงๆ ดีเสียจนเธอเองยังอดที่จะอิจฉาไม่ได้
การที่อาจารย์มารับด้วยตนเองทำให้หัวใจที่ตึงเครียดของซ่งถิงผ่อนคลายลง บรรยากาศรอบตัวก็ดูเบาสบายขึ้นมาก
จูม่านเหลือบมองฉู่จื่อโจวแล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ครูรับถิงถิงเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวจะโทรไปบอกที่บ้านซ่งให้เอง เธอไม่ต้องเป็นห่วง รีบกลับบ้านไปเถอะ นานๆ จะลางานได้สักที”
ฉู่จื่อโจวหันไปคุยกับซ่งถิงสองสามประโยค จากนั้นก็ไม่รีรอ รีบกลับบ้านไปทันที
ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ลืมโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวกับซ่งเหลียงว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี
หลังจากนั้นไม่นาน ซ่งเหลียงก็ได้รับโทรศัพท์จากซ่งถิงอีกครั้ง ทำให้เขาวางใจได้อย่างแท้จริง
หอพักเป็นห้องคู่ เพื่อนร่วมห้องของเธอเป็นหญิงสาวนิสัยดี ซึ่งทั้งหมดนี้จูม่านเป็นคนจัดการไว้ให้เป็นอย่างดี คณะนาฏศิลป์มีโรงอาหารขนาดใหญ่ และเอกสารต่างๆ ของซ่งถิงก็ได้รับการดำเนินการจนเสร็จสิ้น เรียกได้ว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น
ต่อมา ซ่งถิงจึงได้รู้จากปากอาจารย์ว่าเสี่ยวหน่วนได้มอบโคมไฟที่ทำจากไม้พะยูงไหหลำเป็นของขวัญ ซึ่งอาจารย์ไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้กับเธอเลย แต่ตัวเสี่ยวหน่วนเองกลับไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้สักคำ ซึ่งซ่งอวี้หน่วนก็ตั้งใจไว้แล้ว เพราะเธอคิดว่าให้จูม่านเป็นคนเล่าเองย่อมดีกว่า
เรื่องนี้ยิ่งทำให้ซ่งถิงตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี จะคิดก่อนพูดและรอบคอบในการกระทำทุกอย่าง เพื่อไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้อาจารย์
เมื่อมีโอกาสโทรศัพท์คุยกับซ่งอวี้หน่วน เธอก็ได้เล่าความตั้งใจนี้ให้ฟัง
ซ่งอวี้หน่วนเห็นด้วยกับความคิดของอาหญิง แต่ก็อดเตือนไม่ได้ว่าจิตใจของคนนั้นยากจะหยั่งถึง หากต้องเผชิญกับปัญหาที่แก้ไม่ตก ก็ให้ไปปรึกษาอาจารย์ อย่าเก็บงำไว้คนเดียว หรือกังวลว่าจะสร้างความลำบากใจให้อาจารย์และคนในครอบครัว เพราะพวกเขาไม่ได้เปราะบางถึงขนาดนั้น
ซ่งถิงตอบกลับ “อาก็ต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะนะจ๊ะ จะให้พึ่งพวกเธอไปซะทุกเรื่องได้ยังไง แบบนั้นอาก็กลายเป็นคนไร้ค่าสิ”
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยให้กำลังใจสองสามประโยคก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “หลินเสวี่ยจูวิ่งเต้นหาคนช่วยให้วุ่นไปหมด เธออยากจะย้ายไปที่อื่นเพื่อหนีการถูกไล่ออก สุดท้ายหัวหน้ากู่ก็เลยยอมปล่อยตัวไป”
ยุคนี้ข้าราชการกับคนงานเปรียบเสมือนมีชามข้าวเหล็กอยู่ในมือ จะไม่ถูกไล่ออกง่ายๆ เว้นแต่จะก่ออาชญากรรมร้ายแรง ความผิดของหลินเสวี่ยจูยังไม่ถึงขั้นนั้น การจะไล่คนออกเพียงเพราะเรื่องพนันขันต่อจึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้น เธอจึงถูกย้ายไปประจำที่โรงงานเครื่องจักรแทน
อย่างไรก็ตาม เธอก็ยังได้รับโทษภาคทัณฑ์ไว้
ก่อเรื่องสร้างราว ปล่อยข่าวลือใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น คิดว่าแค่ย้ายที่ทำงานแล้วเรื่องจะจบง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก
[จบบท]