บทที่ 381: คนึงหาผู้อยู่ไกลโพ้น
ซ่งถิงไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้เลยสักนิด
หลินเสวี่ยจูมีทางเลือกเดียวคือลาออกไปเอง เพราะโอกาสที่เธอจะถูกไล่ออกนั้นแทบไม่มีทางเป็นไปได้ ซึ่งก็ตรงกับที่ซ่งอวี้หน่วนเคยพูดไว้ไม่มีผิด
“ตอนนี้เธอไปทำงานอยู่แผนกพลาธิการของโรงงานเครื่องจักรค่ะ เป็นลูกมือในโรงอาหารกับคอยทำความสะอาด เรียกได้ว่าชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย”
ซ่งถิงเล่าต่อ “อ้อ แล้วเธอกับหลิ่วหยวนก็ยังไม่ได้ถอนหมั้นกันนะ ได้ยินมาแว่วๆ ว่ากำลังจะแต่งงานกันวันขึ้นปีใหม่นี้แหละ แต่เหตุผลจริงๆ คืออะไรก็ไม่มีใครรู้ แล้วล่าสุดแม่เพิ่งพาพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้เล็กบุกไปถึงบ้านตระกูลหลี่ จัดการสวดสั่งสอนย่าหลี่ซะชุดใหญ่จนแกไม่กล้าหือเลย เดี๋ยวนี้ฝีปากย่าคมกริบขึ้นทุกวัน”
ซ่งอวี้หน่วนฟังแล้วก็ให้กำลังใจอาของตัวเอง “อาคะ ต่อไปนี้ถ้ามีเรื่องอะไรห้ามเก็บไว้คนเดียวนะคะ ห้ามทน ห้ามยอมใครเด็ดขาด ครอบครัวเราตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เรามีคนคอยหนุนหลังอยู่”
“ที่ปักกิ่งเราก็มีทั้งบ้าน ทั้งบริษัทการค้านำเข้าและส่งออก ถึงนายน้อยรองจงจะสติไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย แต่บอดี้การ์ดอย่างอาต้ากับอาเฉิงข้างตัวเขาก็เป็นคนฉลาด หนูบอกพวกนั้นไว้หมดแล้วค่ะ”
“อีกอย่าง ปู่รองของเราก็ไม่ใช่ธรรมดาเสียเมื่อไหร่ อาตั้งใจเรียนร้องเพลงให้เต็มที่เลยนะคะ พอแสดงงานวันขึ้นปีใหม่จบ อาจารย์ของอาก็น่าจะส่งตัวไปเรียนต่อที่วิทยาลัยดนตรี ถึงตอนนั้นอาก็จะได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว”
คำพูดของหลานสาวทำเอาซ่งถิงที่อยู่ปลายสายน้ำตาซึม
ซ่งอวี้หน่วนรีบปลอบ “ปีหน้าหนูกับพี่ใหญ่ก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พี่น่าจะสอบติดที่ปักกิ่งได้สบายๆ ส่วนหนูยิ่งไม่ต้องห่วงเลยค่ะ แค่ต้องเลือกว่าอยากจะเข้าที่ไหนก็เท่านั้นเอง”
ซ่งถิงพูดเสียงเจือสะอื้น “เด็กคนนี้นี่ พูดจาเป็นผู้ใหญ่จริงๆ เอาล่ะ รีบไปอ่านหนังสือได้แล้ว ทางนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง อาจารย์ดูแลอาดีมาก ฝากบอกแม่กับทุกคนด้วยนะจ๊ะ”
อันที่จริงซ่งอวี้หน่วนไม่ได้กังวลเรื่องของอาสาวเท่าไหร่นัก แต่กลับเป็นห่วงนายน้อยรองจงมากกว่า
เขาไม่ได้โทรศัพท์มานานมากแล้ว ถึงแม้ปู่รองจะบอกว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี แค่ต้องใช้เวลา แต่คำว่า 'เรียบร้อยดี' นี่แหละ คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับเขา
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิด บริษัทนำเข้าและส่งออกนั้นจดทะเบียนในชื่อของนายน้อยรองจง ถึงเธอจะเป็นประธานก็ตามที แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แค่บริษัทที่ไร้ตัวตนอีกต่อไป เพราะมีสินค้าอยู่ในคลังมากมายมหาศาล ไหนจะไข่มุกน้ำจืดขนาดใหญ่ที่เธอมีอีกไม่น้อย
ตอนนี้ทั้งหมดถูกเก็บไว้ในคลังพลาธิการทหารของกู้หวยอัน ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมที่สุดแล้วในเวลานี้ ถึงจะไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว แต่ก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า
ถึงแม้ในบัญชีบริษัทจะมีเงินหมุนเวียนอยู่ไม่น้อย แต่ก็ควรต้องหาลู่ทางทำเงินเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติม
หญิงสาวหยิบจดหมายของเจมค์ขึ้นมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจส่งจดหมายที่เขียนตอบกลับไปตามที่อยู่ที่ให้ไว้ เหตุผลที่ไม่โทรศัพท์ไปก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ค่าโทรทางไกลระหว่างประเทศนั้นแพงหูฉี่ เธอเสียดายเงิน เพราะยุคนี้ไม่ว่าจะโทรออกหรือรับสายก็ล้วนแต่มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
ตระกูลฝั่งตาของนายน้อยรองจงเป็นเจ้าของเหมืองหยก ปัจจุบันจงต้าเฉียวได้ขยายกิจการบริษัทอัญมณีของพ่อตาจนใหญ่โตขึ้นเป็นเท่าตัว การจะบอกว่าเขาร่ำรวยมหาศาลก็คงไม่เกินจริงไปนัก
แล้วนายน้อยรองจงที่น่าสงสารคนนั้นเล่า...
ในเวลานี้ ชายหนุ่มผู้น่าสงสารกำลังถูกพันธนาการไว้ภายในห้องพักของสถานบำบัด บนพื้นเกลื่อนกลาดไปด้วยเศษข้าวของและอาหารที่ถูกทำลายจนเละเทะ เห็นได้ชัดว่าอาการของเขากำเริบขึ้นมาระหว่างมื้ออาหาร
ด้วยสถานะพิเศษของเขา จึงได้รับการจัดสรรให้พักในห้องชุดขนาดใหญ่ตรงหัวมุมของอาคารซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ดีเยี่ยม แต่แน่นอนว่าค่าเช่าก็สูงลิ่วตามไปด้วย
ผู้เฒ่าจี้ยืนขมวดคิ้วมองผ่านกระจกเข้าไปด้านใน แววตาเต็มไปด้วยความสงสารจับใจเมื่อเห็นสภาพของจงเส้าชิงที่ถูกมัดไว้กับเสาและมีผ้าขนหนูอุดปากไว้
สีหน้าของนายน้อยรองจงในยามนี้บิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ดวงตาของเขาเหม่อลอยไร้จุดโฟกัส ราวกับมองไม่เห็นสิ่งใด จะเปรียบว่าเขาเป็นดั่งร่างไร้วิญญาณที่เปี่ยมด้วยสัญชาตญาณดิบเถื่อนก็คงไม่ผิดนัก
แม้จะถูกมัดไว้กับเสา แต่เขาก็ยังคงดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เสาต้นนั้นไม่ได้สูงมากนัก แค่พอดีกับช่วงแผ่นหลังของเขา เพื่อป้องกันไม่ให้เขาใช้ท้ายทอยกระแทกทำร้ายตัวเองได้ แต่ถึงกระนั้น หน้าผากของเขาก็ยังมีเลือดไหลซิบ เพราะก่อนหน้านี้เขาเอาแต่โขกศีรษะเข้ากับกำแพงไม่หยุด
เสี่ยวตี๋จื่อเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากังวลขณะรายงานผู้เฒ่าจี้ “ทั้งนายน้อยรองและบอดี้การ์ดอีกสองคนต่างก็ไม่รู้ว่าถูกลอบวางยาเสพติดตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ดูเหมือนว่าคนร้ายจะรอบคอบมากครับ มีการควบคุมปริมาณยาอย่างเป็นหลักการ เพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดการดื้อยาเร็วเกินไป...”
ขณะเดียวกัน อาต้าก็เดินถือเอกสารเข้ามาสมทบ “หลังจากที่อาการกำเริบครั้งแรกของนายน้อยถูกท่านผู้เฒ่าระงับไว้ได้ เขาก็เซ็นเอกสารเพิ่มอีกฉบับครับ เขาบอกว่าตัวเขามั่นใจว่าจะทนไปจนถึงวันรับมรดกได้ แต่ก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน เลยร่างสัญญาโอนทรัพย์สินโดยเสน่หาขึ้นมาอีกฉบับ โดยระบุชื่อผู้รับเป็นพี่หน่วน หรือก็คือคุณซ่งอวี้หน่วนครับ สัญญาจะมีผลบังคับใช้ 24 ชั่วโมงหลังจากที่การรับมรดกของเขามีผลสมบูรณ์ครับ”
ผู้เฒ่าจี้ขมวดคิ้วมุ่น เขายังไม่ได้ลงความเห็นทางการแพทย์เลยด้วยซ้ำ แต่คนไข้กลับลิขิตชะตาของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว
“เหลวไหลสิ้นดี!” ชายชราสบถอย่างหัวเสีย
“เรื่องมรดกตกทอดมันใช่เรื่องที่จะเอามาทำเป็นเล่นขายของแบบนี้ได้ที่ไหน เกิดถึงตอนนั้นเขาหายดีเป็นปกติแล้วอยากแต่งงานมีครอบครัวขึ้นมา แล้วหลานสาวฉันจะเอาเอกสารบ้าๆ นี่ไปทำอะไรได้ ถ้าเขาเกิดเปลี่ยนใจเสียดายขึ้นมาทีหลัง มันจะไม่ใช่การล้อเล่นกับความรู้สึกคนอื่นหรือไง”
แม้จะเป็นคนแข็งกระด้าง แต่อาต้าก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของเจ้านายหนุ่มดี
เพียงแต่ความรู้สึกนั้นของนายน้อยรองกลับถูกเจ้าตัวตีค่าเสียต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพราะความรู้สึกละอายในสภาพของตนเอง คาดว่าชาตินี้ทั้งชาติคงไม่มีวันกล้าเอ่ยมันออกมา
อาต้าพลันนึกถึงบทกวีโปรดของนายน้อยรองขึ้นมา หลังจากได้อ่านเพียงครั้งเดียว เจ้านายของเขาก็ท่องมันได้ขึ้นใจ และทุกครั้งที่ฝึกคัดลายมือก็จะเขียนแต่บทกวีบทนี้เสมอ เขาลืมชื่อบทกวีไปแล้ว จำได้แค่ลางๆ ว่าเป็นผลงานของกวีที่ชื่อไป๋อะไรสักอย่าง...ไป๋ปู้อี้กระมัง
เมื่อเห็นผู้เฒ่าจี้ไม่ยอมรับเอกสาร อาต้าจึงได้แต่ถือมันค้างไว้ สายตาทอดมองเข้าไปในห้อง เห็นเจ้านายหนุ่มที่มีแววตาเลื่อนลอยไม่ต่างจากสัตว์ป่าที่สิ้นไร้หนทาง บทกวีท่อนนั้นก็ผุดขึ้นมาในความคิดอย่างชัดเจน
มีคนผู้หนึ่งให้ข้าคะนึงหา อยู่ห่างไกลในแดนไกลโพ้น มีเรื่องราวในใจให้ข้ารู้สึก ผูกเป็นปมลึกในใจ
ใช่แล้ว บทนี้เอง ในที่สุดเขาก็นึกออก
แต่แล้วผู้เฒ่าจี้กลับเปลี่ยนใจ “เอาเอกสารมานี่สิ ขอดูหน่อย”
อาต้ารีบยื่นให้ทันที
นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เฒ่าจี้ได้รู้ว่า แม้นายน้อยรองจงจะถูกช่วงชิงทรัพย์สินไปส่วนหนึ่งแล้ว แต่สมบัติที่เขายังมีอยู่นั้นมันมหาศาลเพียงใด ทั้งเกาะส่วนตัว เงินฝากในธนาคารที่มีเลขศูนย์นับไม่ถ้วน และเหมืองทองคำอีกหนึ่งแห่ง
เหอะ! นายน้อยรองผู้ไม่รู้หนังสืออย่างนั้นรึ ร่ำรวยเสียจริง ชายชราอดแค่นเสียงในใจไม่ได้
เงินที่เขาอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตเพื่อซื้อไม้พะยูงไหหลำที่เคยภาคภูมิใจนักหนาว่ามีมากโข พอมาเทียบกับสิ่งนี้แล้วช่างดูเล็กน้อยไปถนัดตา พวกนายทุนนี่มันน่าชิงชังจริงๆ
“นายน้อยรองของพวกนายมีจิตใจที่เข้มแข็งมาก ร่างกายก็ทนต่อฤทธิ์ยาได้ดี” ผู้เฒ่าจี้กล่าวกับอาต้า
“รอให้เขาผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้เมื่อไหร่ ฝากแกไปบอกเขาด้วยว่าจะฝังเข็มรักษาให้ ส่วนเอกสารนี่ก็เก็บคืนไปก่อน รอให้เขาหายดีและได้รับมรดกเรียบร้อยแล้ว ถ้าถึงตอนนั้นยังอยากจะมอบมันให้เสี่ยวหน่วนอยู่ ค่อยว่ากันอีกที!”
อาต้ารีบพยักหน้ารับคำ
ผู้เฒ่าจี้ทอดสายตามองไปยังจงเส้าชิงอีกครั้ง เรือนผมที่ยุ่งเหยิงบดบังใบหน้าและคิ้วตาอันหล่อเหลาของชายหนุ่ม เขากำลังค่อยๆ หลับตาลงราวกับเหนื่อยอ่อนเต็มที คงจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้แล้ว แต่ใครเลยจะรู้ว่าครั้งต่อไปจะมาเยือนเมื่อใด
ชายชราไม่ได้รู้สึกสงสารนายน้อยรองจนท่วมท้นนัก เพราะชีวิตของท่านเองก็รันทดไม่แพ้กัน และชีวิตของลูกสาวก็เจ็บปวดยิ่งกว่า ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด ท่านก็เคยร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวดและเสียใจไม่ต่างกัน
ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเองที่ดูคนไม่เป็น แถมยังดื้อดึงเชื่อมั่นในคำว่า ‘คนเก่งหาได้ยาก’ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนสายเกินไป
ตอนนี้การสืบสวนยังไม่คืบหน้า ความทรงจำของลูกสาวก็ยังไม่กลับคืนมา ลำพังแค่คำทำนายของเสี่ยวหน่วนนั้นไม่เพียงพอ เขาต้องการหลักฐานมัดตัวเว่ยชิงเหมยให้ดิ้นไม่หลุด เพื่อส่งนังลูกศิษย์ธรพีเข้าคุกไปรับโทษ ไม่ใช่แค่หนึ่งปีเหมือนอย่างที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีได้รับ เพราะสิ่งที่มันทำแตกต่างกัน
มันตั้งใจจะฆ่าซินอี๋ให้ตาย มันคือฆาตกร!
เขาจะต้องส่งมันไปรับโทษประหารให้ได้!
ผู้เฒ่าจี้กัดฟันกรอดด้วยความแค้น เขากำชับกำชาลูกศิษย์อีกสองสามคำก่อนจะปลีกตัวออกมา เขาต้องโทรศัพท์หาเซี่ยซินตง แม้แนวคิดบางอย่างของพวกเขาจะแตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพต่างวัยของทั้งคู่เลย...
[จบบท]