บทที่ 382: ทำลายอาคม
หลังจากเซี่ยซินตงรับโทรศัพท์และสอบถามอาการของนายน้อยรองจงแล้ว เขาก็ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “พอดีผมต้องเดินทางไปสอบที่ปักกิ่งอยู่แล้ว งั้นผมจะออกเดินทางล่วงหน้าก็แล้วกันนะครับ พอไปถึงที่นั่นแล้วเราค่อยมาหารือกันอีกที”
ผู้เฒ่าจี้ไม่ลืมกำชับเป็นพิเศษว่าอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ให้เสี่ยวหน่วนรู้เป็นอันขาด
กำลังใจของนายน้อยรองจงนั้นแข็งแกร่งเกินคน เขาสามารถอดทนมาได้จนถึงทุกวันนี้ คงไม่ยอมให้ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน
เซี่ยซินตงขมวดคิ้วมุ่น “ยาตัวนั้นผมพอจะเคยได้ยินมาบ้างครับ แต่ราคาสูงลิ่ว แถมการจะหักดิบให้เลิกได้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ประเทศเราค่อนข้างเข้มงวดเรื่องนี้เลยไม่มีของพวกนี้ แต่ที่ฮ่องกงกับต่างประเทศกลับมีคนใช้กันให้เกลื่อน”
ผู้เฒ่าจี้ทอดถอนใจ “ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ เราคงต้องร่วมมือกันทั้งแพทย์แผนจีนและแผนตะวันตก ลุงเชื่อว่าเราต้องหาทางรักษาเขาได้แน่”
***
ขณะเดียวกันนั้น ที่อีกฟากหนึ่ง จงต้าเฉียวกับเทียนซื่อกำลังเก็บขวดยาลงตู้เซฟด้วยท่าทีแสนเสียดาย
“ป่านนี้น้องชายแกคงกำลังทรมานน่าดู” จงต้าเฉียวเปรยขึ้นมาลอยๆ
เทียนซื่อแสยะยิ้มอย่างสมน้ำหน้า “ไม่เป็นไรหรอกครับ น้องรองน่ะอึดจะตายไป ขนาดแด๊ดดี้ยังโดนเขาตบตามาแล้วเลยไม่ใช่เหรอครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของจงต้าเฉียวพลันเลือนหายไป เขามองลูกชายคนโตด้วยแววตาคมปลาบก่อนจะหรี่ตาลง “เทียนซื่อ อย่ามาพูดจาแบบนี้กับพ่อ ที่ฉันกับเส้าชิงต้องมาถึงจุดนี้ได้ มันก็เป็นเพราะแกกับแม่ของแกนั่นแหละที่คอยผลักไสให้มันเป็นไปทีละขั้นๆ…ยังไงซะเส้าชิงก็เป็นลูกชายของฉันเหมือนกัน แกไม่เห็นตัวอย่างของเซี่ยโป๋เหวินเหรอ รายนั้นแค่เพราะเซี่ยซินตงคนเดียวก็กล้าแตกหักกับซ่างกวนเหิงแล้ว”
เทียนซื่อรีบปรี่เข้าไปบีบนวดไหล่ให้บิดาพร้อมกับกล่าวประจบประแจง “ผมทราบครับ ผมรักแด๊ดดี้ที่สุดเลย โบราณว่าไว้ พ่อลูกร่วมใจ กำไรยิ่งกว่าทอง หมายความว่าถ้าเราสองพ่อลูกร่วมมือกันล่ะก็ ตระกูลจงของเราจะต้องกลายเป็นสุดยอดตระกูลที่มั่งคั่งได้อย่างแน่นอนครับ”
คำพูดของลูกชายถูกใจจงต้าเฉียวยิ่งนัก เป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่การเป็นตระกูลที่ร่ำรวย แต่ต้องเป็นสุดยอดตระกูลที่มั่งคั่งต่างหาก แบบนั้นถึงจะเรียกว่ามีรากฐานที่มั่นคงอย่างแท้จริง
แววตาของจงต้าเฉียวทอประกายวูบหนึ่ง เขากับภรรยามีลูกชายด้วยกันเพียงคนเดียว ซึ่งมันยังน้อยเกินไป เพราะในอนาคตเขาวาดฝันว่าจะต้องมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล
โชคยังดีที่เขามีลูกนอกสมรสอยู่อีกสองคนเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง แต่ติดที่ภรรยาของเขาเป็นคนขี้หึงอย่างแรง หากเธอรู้เรื่องนี้เข้า มีหวังบ้านแตกแน่ เขาจึงจำต้องส่งเด็กทั้งสองไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ
ส่วนเส้าชิง ตั้งแต่เจ้าตัวอายุครบ 18 ปี เขาก็เริ่มให้ยาเสพติดสัปดาห์ละครั้ง เมื่อเสพเข้าไปแล้วก็จะเกิดอาการเสพติด และมันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายต้องตกอยู่ในสภาพที่อยากอยู่ก็ทรมาน อยากตายก็ทำไม่ได้
แน่นอนว่ายาชนิดนี้เป็นสิ่งต้องห้ามร้ายแรง ขนาดเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลยังสั่งห้ามลูกน้องข้องเกี่ยวด้วยซ้ำ แค่นี้ก็บอกได้แล้วว่าฤทธิ์ของมันรุนแรงเพียงใด แต่เขาก็หมดหนทาง เพราะเส้าชิงเป็นเด็กที่ควบคุมได้ยากเหลือเกิน
แน่นอนว่าเรื่องนี้มีเพียงเขาที่รู้ แม้แต่บอดี้การ์ดก็ยังไม่ระแคะระคาย
“แด๊ดดี้ครับ ซ่งอวี้หน่วนคนนั้นดูไม่ธรรมดาเลยนะครับ แถมยังจ้องจะฮุบเงินของเส้าชิงอีกด้วย ดูท่าจะรับมือไม่ง่ายเลย ระวังให้ดีเถอะครับ เดี๋ยวเราจะกลายเป็นคนที่ลงแรงไป แต่สุดท้ายกลับเป็นคนอื่นที่ได้ผลประโยชน์”
จงต้าเฉียวแค่นเสียงหยัน “ก็แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว รอให้เราทำลายอาคมของเธอได้เมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นจะบีบก็ตายจะคลายก็รอดแล้วไม่ใช่หรือไง”
แววตาของเทียนซื่อลุกวาว “แด๊ดดี้ ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ก็คงจะวิเศษไปเลยนะครับ”
“นี่ไม่ใช่เรื่องของตระกูลเราแค่ตระกูลเดียว ยังมีอีกหลายตระกูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องรีบร้อน…รอดูท่าทีไปก่อน เราอย่าเพิ่งออกตัว ถ้าจะพูดถึงความแค้นทั้งเก่าและใหม่ล่ะก็ คงไม่มีใครเหมาะไปกว่าตระกูลเซี่ยกับตระกูลซ่างกวนอีกแล้ว”
เทียนซื่อมองบิดาด้วยสายตาเปี่ยมล้นด้วยความชื่นชม “แด๊ดดี้ ท่านสุดยอดไปเลยครับ นี่สินะที่เรียกว่าตั๊กแตนจับจั๊กจั่น โดยไม่รู้ว่ามีนกขมิ้นอยู่ด้านหลัง”
***
หลังจากซ่งอวี้หน่วนทราบข่าวว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี เธอก็ไม่ได้ติดตามเรื่องราวต่อจากนั้นอีกเลย แต่หันมาทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่
ก่อนที่เซี่ยซินตงจะเดินทางไปยังปักกิ่ง เขาได้นำยาที่คิดค้นขึ้นใหม่ซึ่งมีคุณสมบัติทั้งใช้ป้องกันตัวและโจมตีได้ในเวลาเดียวกันมามอบให้กับซ่งอวี้หน่วน
เธอใช้เวลาศึกษามันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะนำยาไปบรรจุใส่ปืนฉีดน้ำและขวดสเปรย์ขนาดกะทัดรัด
ขวดสเปรย์มีขนาดไม่ใหญ่ ทำให้พกพาได้สะดวก ไม่ว่าจะใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายหรือกระเป๋าเสื้อ
ฤทธิ์ของยาชนิดนี้รุนแรงถึงขั้นทำให้คนหมดสิ้นความสามารถในการต่อต้านได้ในพริบตา แถมยังออกฤทธิ์เป็นวงกว้าง เหมาะกับการโจมตีแบบกลุ่ม เพราะละอองสเปรย์จะฟุ้งกระจายครอบคลุมพื้นที่ได้เป็นบริเวณกว้าง
รัศมีการทำงานของมันครอบคลุมพื้นที่ในระยะ 20 เมตร ซึ่งถือว่าไกลมากแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเซี่ยซินตงก็ยังไม่พอใจ เขากล่าวว่าพอกลับมาจากปักกิ่งเมื่อไหร่ จะปรับปรุงประสิทธิภาพของมันให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อถึงปลายปี 1980 เซี่ยซินตง ผู้เฒ่าจี้ และคนอื่นๆ ได้เดินทางไปยังหอประชุมใหญ่ โดยมีนายน้อยรองจงนั่งอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
แม้ร่างกายจะซูบผอมลงไปมาก แต่แววตากลับดูสดใสเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เซี่ยซินตงรู้ดีว่านายน้อยรองจงนั้นมีความทรหดอดทนยิ่งกว่าตนเสียอีก เขาเปรียบดั่งหญ้าป่าริมทาง ที่ถึงแม้จะถูกเหยียบย่ำจนแหลกลาญ แต่เพียงแค่ฝนโปรยปรายลงมา ก็สามารถกลับมาตั้งต้นได้อย่างสง่างามดังเดิม
แม้ว่าเซี่ยซินตงและผู้เฒ่าจี้จะยังไม่สามารถพัฒนายาถอนพิษได้สำเร็จ แต่ก็ได้ร่วมกันวางแผนการรักษาอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งเมื่อดูจากสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าน่าพอใจทีเดียว แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือความอดทนอดกลั้นที่มากล้นเกินมนุษย์ของนายน้อยรองจงด้วย
ส่วนการแสดงนั้น ซ่งถิงคือผู้ที่ได้รับเลือกให้ขึ้นแสดงอย่างไม่ต้องสงสัย เธอใช้ความสามารถอันโดดเด่นเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งฝีมืออันน่าทึ่งของเธอนี่เองที่กลายเป็นชนวนแห่งความอิจฉาริษยา ที่ใดมีผู้คน ที่นั่นย่อมมีการแข่งขันแก่งแย่ง และที่นี่ก็เช่นกัน
ปัจจุบันอาจารย์จูม่านดำรงตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าคณะนาฏศิลป์แห่งชาติจีน แม้จะมีอำนาจในการแสดงความคิดเห็นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจตัดสินใจทุกอย่างได้โดยลำพัง แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังอยากผลักดันให้ซ่งถิงได้ขึ้นแสดงในครั้งนี้
สำหรับคนอย่างซ่งถิงแล้ว ไม่ว่าเวทีจะเล็กหรือใหญ่ก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างให้เธอเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงเสียงดนตรีบรรเลงขึ้น เธอก็พร้อมจะดิ่งลึกลงไปในโลกแห่งศิลปะการแสดงได้ในทันที อีกทั้งครั้งนี้จูม่านยังเรียกตัวเธอให้มาล่วงหน้าด้วยเหตุผล 2 ประการ หนึ่งคือเพื่อการแสดงในวันขึ้นปีใหม่ และสองคือเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อในปีหน้า
ซ่งถิงจำเป็นต้องเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยดนตรี แต่โควต้ามีจำกัด เธอจึงต้องสร้างผลงานการแสดงครั้งสำคัญเพื่อการันตีที่นั่งของตัวเอง และบทเพลง ‘มาตุภูมิของฉัน’ ก็คือบทเพลงที่ซ่งถิงขับขานได้ไพเราะที่สุด
ท่ามกลางเสียงคัดค้านมากมาย ซ่งอวี้หน่วนได้ให้คำแนะนำแก่อาหญิงของเธอว่า ให้สงบนิ่งเข้าไว้ หากไม่รู้จะทำอะไรก็เพียงแค่ยิ้มรับ ท่าทีต้องอ่อนน้อมและอดทน พร้อมกันนั้นยังได้เล่าเรื่องราวความอดทนของนายน้อยรองจงให้ฟังเป็นอุทาหรณ์ ทำเอาซ่งถิงถึงกับน้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสาร...เด็กที่ไร้แม่ก็เปรียบเสมือนต้นหญ้าริมทางจริงๆ
ในที่สุดซ่งถิงก็เรียนรู้ที่จะอดทน อีกอย่างเธอก็รู้ดีว่าตนเองมีพื้นฐานน้อยที่สุด แม้จะชนะการแข่งขันได้อันดับ 1 มาก็ตาม แต่หากเธอถอนตัวไป ก็เท่ากับว่าคู่แข่งคนอื่นๆ จะลดลงไปหนึ่งคน จึงไม่แปลกที่หลายคนจะพ่ายแพ้อย่างไม่เต็มใจ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น สุดท้ายคณะกรรมการก็มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ซ่งถิงเป็นผู้ขึ้นแสดง
พี่สาวจินจวี๋เองก็มาร่วมงานนี้ด้วย โดยได้นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของผู้เฒ่าจี้ ก่อนหน้านี้เธอเคยโทรศัพท์คุยกับซ่งอวี้หน่วนครั้งหนึ่ง ประเด็นหลักคือการแจ้งข่าวดีว่าตอนนี้ได้มีการจัดตั้งทีมอนุรักษ์ทรัพยากรขึ้นมาแล้ว ไม่เพียงแค่ไม้พะยูงไหหลำในฉงไห่ แต่ยังครอบคลุมถึงในหนานเฉิงและไม้ชนิดอื่นๆ ด้วย
เรียกได้ว่าได้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังแล้ว
ระหว่างการสนทนาครั้งนั้น ซ่งอวี้หน่วนได้เอ่ยถึงซ่งถิง อาหญิงของเธอซึ่งตอนนี้ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของจูม่านและย้ายไปทำงานที่คณะนาฏศิลป์แห่งชาติจีนแล้ว ไม่กี่วันให้หลังจินจวี๋จึงไปหาซ่งถิงถึงที่ทำงาน และด้วยความที่จินจวี๋กับจูม่านพอจะรู้จักกันอยู่บ้าง จูม่านจึงเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำให้แก่คนทั้งสอง แม้จะไม่ถึงขั้นสนิทชิดเชื้อ แต่ก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกัน
ในงานเลี้ยงสำคัญระดับประเทศเช่นนี้ แน่นอนว่าจินจวี๋ต้องมาร่วมงานด้วย และเธอก็ได้นั่งอยู่แถวเดียวกับคณะของผู้เฒ่าจี้เช่นกัน ผู้เฒ่าจี้จึงถือโอกาสแนะนำให้ทั้งสองได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ
อันที่จริงในใจของจินจวี๋กำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แต่ภายนอกเธอกลับเก็บอาการได้อย่างแนบเนียน เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เธอลอบมองเซี่ยซินตงอยู่เงียบๆ ในตอนนี้
แต่เซี่ยซินตงเหรอจะไม่สังเกตุ? เขามีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมนะ
เขารู้เรื่องของจินจวี๋จากที่เสี่ยวหน่วนเล่าให้ฟัง เธอคือสหายที่เสี่ยวหน่วนชื่นชมและเลือกที่จะคบหาด้วย นิสัยใจคอคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน โชคดีที่อีกฝ่ายเพียงแค่เหลือบมองมาแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปดังเดิม
เซี่ยซินตงหันไปจับจ้องที่เวทีเบื้องหน้า การแสดงลำดับถัดไปเป็นของซ่งถิง
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ เขาก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ในขณะเดียวกันก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้ ใครเลยจะคาดคิดกันว่าซ่งถิง เด็กสาวจากชนบทที่เพิ่งจะฉายแววได้ไม่นาน จะสามารถก้าวขึ้นมายืนบนเวทีของหอประชุมใหญ่อันทรงเกียรติแห่งนี้ได้
นี่มันไม่ใช่แค่การเลื่อน 3 ขั้นแล้ว แต่เป็นการก้าวกระโดดถึง 9 ขั้นต่างหาก!
[จบบท]