บทที่ 384: เหตุใดฉันจึงเป็นเหล่าซ่ง?
หมิงเซิ่งเบะปากพลางจ้องมองซ่งอวี้หน่วนตาแป๋ว เช่นเดียวกับหู่จื่อที่มองมาทางเธอเหมือนกัน
ในใจของเด็กชายทั้งสองกำลังคิดเรื่องเดียวกัน…‘นี่คือพี่สาวแท้ๆ ของเรานะ คุณแม่ก็ย้ำนักย้ำหนาว่าเป็นพี่สาวแท้ๆ แล้วจะให้เรียกเหมือนคนอื่นว่า ‘พี่เสี่ยวหน่วน’ ได้อย่างไรกัน’
แบบนั้นมันไม่ถูกเสียหน่อย
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองน้องชายแวบหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “มันก็แค่คำเรียกน่า บางทีพี่ก็ยังเรียกพ่อว่า ‘สหายเหล่าซ่ง’ เรียกแม่ว่า ‘สหายเสี่ยวเซี่ย’ เลย”
คำพูดนั้นทำเอาหู่จื่อถึงกับเบิกตากว้าง เป็นแบบนั้นได้ด้วยเหรอ
ส่วนซ่งเหลียงที่นั่งฟังอยู่ พอได้ยินก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “เออ พ่ออยากจะถามลูกมานานแล้ว ทำไมแม่ของลูกถึงเป็นสหายเสี่ยวเซี่ย แต่พ่อกลับเป็นเหล่าซ่งล่ะ”
บรรยากาศในบ้านครึกครื้นขึ้นมาทันที แม้ว่าการแสดงคอนเสิร์ตทางวิทยุจะจบลงไปแล้วและทิ้งไว้เพียงความรู้สึกเสียดาย แต่เพื่อเป็นการประหยัดถ่าน ปู่ซ่งจึงไม่รีรอที่จะปิดวิทยุ แล้วบรรจงวางมันลงบนตู้ข้างคังอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหยิบผ้าฝ้ายปักลายผืนงามมาคลุมไว้อย่างดี
จากนั้นปู่ซ่งก็หันมามองซ่งอวี้หน่วน ในใจพลันเกิดคำถามขึ้นมา… ‘ถ้าลูกชายปู่เป็นเหล่าซ่งแล้ว แล้วตัวปู่ล่ะจะเป็นอะไร เหล่าเหล่าซ่งอย่างนั้นรึ’
ความคิดนั้นทำให้ทุกคนในบ้านต่างพากันหัวเราะครื้นเครง
ขณะเดียวกันนั้น ณ ที่ทำการกองพลน้อย ฉู่จื่อโจวก็เพิ่งจะฟังการแสดงจบลงเช่นกัน
แววตาของเขาฉายประกายอ่อนโยน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา แต่เพียงชั่วครู่เดียว คิ้วเรียวของเขาก็ขมวดเข้าหากัน
แม้ว่าช่วงนี้คุณแม่ของเขาจะไม่ได้เร่งรัดเรื่องการแต่งงานเหมือนเคย แต่ก็ยังอดเปรยๆ ไม่ได้ว่าอยากให้เขาลองคบหาดูใจกับใครสักคนแล้วหมั้นหมายไว้ก่อน เขาจึงต้องยกเหตุผลสารพัดมาอธิบายให้ท่านเข้าใจ
เพราะถ้าหากเผลอบอกไปว่ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว ด้วยความเฉียบแหลมของคุณแม่ มีหวังท่านคงเดาออกในทันทีว่าเป็นซ่งถิง ซึ่งนั่นอาจจะสร้างความลำบากใจให้กับเธอได้
เขาได้ปรึกษากับคุณปู่แล้ว ซึ่งท่านก็เห็นด้วยว่าเส้นทางที่เขากำลังเดินอยู่นั้นถูกต้อง เขาจำเป็นต้องทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในระดับรากหญ้าเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่คุณปู่จะเกษียณอายุ ถึงจะถูกย้ายกลับไปประจำที่ปักกิ่งได้
ภายในปีนี้ เขาจะได้รับการโยกย้ายไปรับตำแหน่งรองหัวหน้าคอมมูน ส่วนหัวหน้าคอมมูนหวงคนปัจจุบันก็จะย้ายเข้าไปประจำที่ทำการอำเภอแทน เรียกได้ว่าชีวิตของเขายังคงต้องวุ่นวายอยู่กับการทำงานอีกพักใหญ่
ฉู่จื่อโจวเกาหัวอย่างครุ่นคิด ที่จริงแล้วเรื่องทั้งหมดนี้ต้องโทษหวยอัน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนแนะนำให้มาเป็นผู้ใหญ่บ้านที่นี่ เขาคงไม่ได้มาอยู่ที่นี่หรอก
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่
เพราะการมาอยู่ที่นี่ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายและเติบโตขึ้นอย่างแท้จริง แถมยังทำให้เขาได้พบกับหญิงสาวที่เขาถูกใจอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง ตอนที่เขาอธิบายเหตุผลให้คุณแม่ฟัง ท่านที่เคยเบื่อหน่ายทุกครั้งที่เขาเอ่ยปากพูด กลับตั้งใจฟังและพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง ทั้งยังให้คำมั่นว่าจะไม่เข้ามาก้าวก่ายเรื่องการแต่งงานของเขาอีก ขอเพียงเป็นคนที่เขาชอบก็พอ
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เขาก็ยังไม่สามารถเปิดเผยเรื่องนี้ออกไปได้อยู่ดี
คุณแม่ไม่ชอบผู้หญิงที่ทำงานร้องรำทำเพลง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรื่องของป้าจูม่าน
แต่เสี่ยวหน่วนพูดถูก...ต่อหน้าความสามารถที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง แผนการร้ายใดๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับเสือกระดาษ ตราบใดที่เขามีอำนาจและเป็นที่ยอมรับ คุณแม่ก็ไม่สามารถเข้ามาวุ่นวายเรื่องคู่ครองของเขาได้
ทว่า...ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงความคิดของเขาฝ่ายเดียว เพราะในความเป็นจริงแล้ว ซ่งถิงในตอนนี้ ยังไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ กับเขาสักนิด
ฉู่จื่อโจวสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วหันกลับมาตั้งหน้าตั้งตาจัดการงานที่กองอยู่ตรงหน้าให้เสร็จสิ้น ทั้งเรื่องการส่งมอบงานที่นี่ และการวางแผนสำหรับงานใหม่ที่กำลังจะมาถึง
***
เมื่อถึงเวลาเข้านอน หมิงเซิ่งที่นอนห้องเดียวกับซ่งอวี้หน่วนมาตลอด ก็ออกมาเต้นรำในท่าที่เขาคิดขึ้นเองให้พี่สาวดูอย่างสนุกสนาน ก่อนจะลงมือปูเตียง พับผ้าห่ม และจัดหมอนให้เข้าที่อย่างคล่องแคล่วว่องไว
เด็กน้อยคนนี้น่ารักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาได้กินอิ่มนอนหลับสบาย ก็ยิ่งดูน่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาเด็กน้อยนำโชคที่ปรากฏในภาพวาดมงคลเข้าไปอีก
เขาโผเข้ากอดซ่งอวี้หน่วน แหงนหน้าขึ้นมองพี่สาวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยว่า “ขอบคุณครับพี่สาว”
ซ่งอวี้หน่วนแกล้งเย้าน้องชาย “หืม อยู่ดีๆ มาขอบคุณพี่เรื่องอะไรกัน”
หมิงเซิ่งตอบกลับอย่างน่าเอ็นดู “ขอบคุณที่ช่วยรักษาหน้าผมไว้นะครับ ไม่อย่างนั้นวันนี้ผมคงขายหน้าหู่จื่อไปแล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนเอื้อมมือไปบีบแก้มกลมๆ ของน้องชายที่ยื่นหน้าเข้ามาหาอย่างเอ็นดู “ก็เราเป็นพี่น้องแท้ๆ กันนี่นา”
หมิงเซิ่งยิ้มกว้างอย่างดีใจ
“แต่ว่านะ พวกพี่ๆก็เป็นเด็กดีเหมือนกัน เราจะไปตีตัวออกห่างหรือขีดเส้นแบ่งเขากับเราไม่ได้หรอกจริงไหม” ซ่งอวี้หน่วนพูดต่ออย่างใจเย็น
“น้องเองก็เรียกพวกเขาว่าพี่ไม่ใช่เหรอ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ ขอแค่ในใจของพี่รู้ว่าหมิงเซิ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่คนเดียวก็พอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้หรอก...พี่พูดแบบนี้พอจะเข้าใจไหม”
หมิงเซิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบ “เข้าใจครับ”
เขาเข้าใจความหมายของพี่สาวดี...เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพูดออกไปให้ใครได้ยิน โดยเฉพาะหู่จื่อที่เป็นจอมฟ้องตัวยง
ในสายตาของคุณย่า หลานทุกคนก็สำคัญเท่ากันหมด แต่ก่อนหน้านี้เพราะหู่จื่อไม่ค่อยได้มาหา เลยกลายเป็นคนโปรดไปโดยปริยาย คุณย่าเป็นคนอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก ถ้าโดนฟ้องบ่อยๆ เข้า มีหวังได้โดนทำโทษแน่
หมิงเซิ่งเบะปากอย่างไม่ค่อยพอใจนัก...หู่จื่อนี่มันจอมฟ้องจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้น หู่จื่อก็ดีกับเขามาก คอยบอกใครๆ เสมอว่าเขาเป็นน้องชายแท้ๆ ของตัวเอง แถมพอกลับมาครั้งนี้ ก็ยังเอาปืนพกไม้มาให้เป็นของขวัญอีกด้วย
ขณะเดียวกันนั้น ซุนจินหรงก็กำลังนั่งคุยอยู่กับย่าซ่ง
“เรื่องของหลิวจินชุ่ยถูกตัดสินประหารชีวิตแล้วค่ะ ทั้งแม่ทั้งลูกเลย ส่วนเรื่องทางบ้านฉัน ฉันไม่มีข่าวคราวอะไรเลย แล้วก็ไม่อยากจะตามหาแล้วด้วย ต่อให้อยากตามหาขึ้นมาจริงๆ ฉันก็ไม่มีเบาะแสให้ตามหาอยู่ดี เสียเวลาเปล่าๆ ค่ะ ต่อไปนี้ฉันจะคิดว่าแม่เป็นแม่แท้ๆ ของฉันแล้วกันนะคะ”
ย่าซ่งเหลือบมองซุนจินหรงแวบหนึ่ง ในใจก็อดคิดไม่ได้… ‘นี่คงเป็นเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วสินะ เมื่อก่อนเธอไม่เคยคิดแบบนี้เลย ปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นตัวอะไรสักอย่างที่คอยให้ผลประโยชน์เท่านั้นแหละ’
แต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว จะรื้อฟื้นไปก็ไม่มีประโยชน์
หญิงชราจึงเอ่ยขึ้นเรียบๆ “อืม ลูกเต้าก็โตป่านนี้แล้ว แต่ก็ไม่ต้องรีบร้อนหรอกนะ เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับวาสนา เร่งไปก็เท่านั้น”
ซุนจินหรงเพียงแค่ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย ถือโอกาสนี้แสดงความจริงใจให้แม่สามีได้เห็น
ใครจะไปคาดคิดว่าภายในเวลาไม่ถึงปี ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวซ่งจะพลิกผันมาถึงจุดนี้ได้
ไม่ต้องพูดถึงใครไกล แค่น้องสาวสามี…ซ่งถิง เมื่อก่อนใครๆ ก็คิดว่าการแต่งงานของเธอกับหลี่เปิ่นจงคือวาสนาที่ดีที่สุดแล้ว แต่อนาคตก็คงไม่พ้นการเป็นแม่บ้าน ทำนา เลี้ยงลูก ถ้าโชคดีหน่อยก็อาจจะได้เป็นคนงานชั่วคราวในคอมมูน ซึ่งนั่นก็ถือเป็นบุญของบรรพบุรุษแล้ว
ชีวิตของผู้หญิงในชนบทก็เป็นแบบนี้ มองเห็นอนาคตได้ตั้งแต่ต้นจนจบ...ทั้งซักผ้า ทำอาหาร ทำนา พอมีลูกก็ต้องเลี้ยงดูจนโต หาเงินส่งเสียให้เรียนหนังสือ พอแต่งงานก็ต้องช่วยเลี้ยงหลานต่อ ถ้าสุขภาพแข็งแรงก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี แต่ถ้าไม่...ก็ไม่รู้ว่าจะจากไปวันไหน
ตัวเธอเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ตอนนั้นกว่าจะหนีออกมาได้ก็แสนลำบาก และเมื่อได้พบกับหลิวจินชุ่ย ก็เชื่อฟังคำพูดของเธอทุกอย่าง ยอมทำทุกสิ่งทุกอย่างให้จนแทบจะเฉือนเนื้อของตัวเองให้กินอยู่แล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง
แต่ดูซ่งถิงในตอนนี้สิ หลังจากถอนหมั้นกับเปิ่นจง เธอกลับได้ไปยืนร้องเพลงอย่างสง่างามในหอประชุมใหญ่ของปักกิ่ง ถ้าเป็นเมื่อก่อน ใครจะกล้าฝันถึงเรื่องแบบนี้กัน
แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังได้รับอานิสงส์จากความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่น้อย
เธอรู้ดีว่าทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเสี่ยวหน่วน แต่แม่สามีก็เปรียบเสมือนเสาหลักของบ้านเช่นกัน ดูอย่างเสี่ยวหน่วนสิ ยังให้ความเคารพแม่สามีขนาดไหน ร้านค้าในเมืองยังใช้ชื่อของแม่สามีเลย ถ้าเป็นบ้านอื่น ป่านนี้คงทะเลาะกันบ้านแตกไปแล้ว
ซุนจินหรงไม่กล้าคิดอะไรนอกลู่นอกทางอีกต่อไป...มีชีวิตดีๆ แบบนี้แล้วก็ควรจะรักษาไว้ให้ดีที่สุด
ทันใดนั้นก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เธอจึงพูดกับย่าซ่งว่า “เอ้อ แม่คะ พูดไปก็น่าแปลกนะคะ ตั้งแต่เกิดเรื่องกับหลิวจินชุ่ยและลูกชายของหล่อนซุนต้าจ้วง ภรรยาของซุนต้าจ้วงก็พาลูกหายตัวไปเลย ไม่ได้แวะมาหาฉันสักครั้ง จนป่านนี้ฉันก็ยังไม่เจอเธอเลยค่ะ”
ย่าซ่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถาม “ยังไม่เจออีกเลยเหรอ”
“ค่ะ ไม่เจอเลย ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว”
สะใภ้รองเหลียนเซียงที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น “เธอก็ไม่ใช่พี่สาวแท้ๆ ของสามีหล่อนสักหน่อย หล่อนจะมาหาเธอทำไม เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ รีบหนีไปให้ไกลยังจะดีกว่า”
ซุนจินหรงเองก็คิดว่าจริง
ความสัมพันธ์ระหว่างซุนต้าจ้วงกับกัวไห่ฉินภรรยาของเขาออกจะจืดชืด แต่ย่าของซุนต้าจ้วงคอยดูแลอย่างเข้มงวด ไม่เคยยอมให้หลานชายรังแกลูกสะใภ้เลย ทั้งสองคนมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับหมิงเซิ่ง
ในความทรงจำของซุนจินหรง ย่าของซุนต้าจ้วงดีกับลูกสะใภ้ของเธออย่างหลิวจินชุ่ยมากเช่น ดีเหมือนเป็นลูกสาวแท้ๆ เลยทีเดียว
[จบบท]
หลิวจินชุ่ย + ซุนต้าจวง = แม่กับน้องชาย(ไม่แท้)ของซุนจินหรง โดนนางเอกเล่นงานไปประมาณบทที่ 50