บทที่ 386: หมาตื๊อ?
“หน้าไม่อายจริงนะ” เซี่ยซินซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงรังเกียจเดียดฉันท์
“ไปอยู่กับผู้ชายคนอื่นตั้งนาน ยังกล้ากลับมาหาฉันอีก คิดว่าฉันเป็นคนเก็บของเก่าหรือไง เธอดูถูกฉันมาตลอดไม่ใช่เหรอ เป็นอะไรไปล่ะ พอไม่มีฉันแล้วอยู่ไม่ได้หรือไง”
นับเป็นครั้งแรกที่เซี่ยซินซานสาดวาจารุนแรงใส่ใครเช่นนี้
ขนาดจูเฟิ่งที่ยืนมองอยู่ยังต้องชะงักไปเล็กน้อย เธอยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตู ไม่ได้ปริปากพูดอะไร ตั้งใจจะรอดูว่าผู้หญิงคนนี้จะทำอย่างไรต่อไป
แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะประเมินความหน้าด้านหน้าทนของวังเสี่ยวหม่านต่ำไป แม้จะโกรธจนหน้าแดงก่ำและกัดฟันกรอด แต่สองเท้าของเธอกลับไม่ยอมขยับไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว
ไม่กี่อึดใจต่อมา วังเสี่ยวหม่านก็เปลี่ยนมาทำหน้าตาน่าสงสารพลางมองเซี่ยซินซานแล้วอ้อนวอนเสียงแผ่ว “เห็นแก่สี่เชว่เถอะนะ ให้ฉันเข้าไปหลบหนาวในบ้านหน่อย ให้ฉันมีที่ซุกหัวนอนเถอะ ฉันสัญญาว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้พวกคุณแน่นอน คราวนี้ฉันจะซักผ้า ทำกับข้าว ทำงานบ้านทุกอย่าง ไม่ทำตัวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว…”
เซี่ยซินซานขมวดคิ้วมุ่น เขาเพิ่งเคยเห็นท่าทีน่าเวทนาเช่นนี้ของวังเสี่ยวหม่านเป็นครั้งแรก
“เข้ามาสิ” จูเฟิ่งเป็นฝ่ายเอ่ยปากในที่สุด
ในเมื่อเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง การจะมาอีกสักครั้งก็คงไม่เป็นไร อีกอย่างชาวบ้านต่างก็เห็นกันหมดแล้ว จะให้ไล่เธอออกไปเผชิญความหนาวเหน็บข้างนอกได้อย่างไร หากเธอเกิดหนาวตายขึ้นมาจริงๆ สี่เชว่คงได้เสียใจไปตลอดชีวิต
บ่ายของวันรุ่งขึ้น เซี่ยซินตงก็เดินทางกลับมาถึงบ้าน เขาหิ้วกระเป๋ามาด้วยสองใบ ส่วนพี่ลู่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เดินตามหลังมาก็ช่วยหิ้วอีกสองใบ
เซี่ยซินตงตรงไปที่บ้านตระกูลซ่งเป็นที่แรก เพราะของในกระเป๋าที่เขาถือมาล้วนเป็นของฝากจากนายน้อยรองจงที่ตั้งใจซื้อมาให้ซ่งอวี้หน่วนโดยเฉพาะ ไม่รู้ว่าเขาไปสรรหามาจากไหน ของทั้งหมดล้วนเป็นสินค้านำเข้าจากฮ่องกง
แต่ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่านายน้อยรองจงได้ติดต่อกับประธานหลิ่วอย่างลับๆ แล้ว
ในอดีตผู้เฒ่าหลิ่วและผู้เฒ่าไห่เคยเป็นสหายสนิทกัน ซึ่งผู้เฒ่าไห่ก็คือตาของนายน้อยรองจงนั่นเอง
คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลไห่เติบโตมาภายใต้การดูแลของผู้เฒ่าหลิ่ว เขาจึงเอ็นดูเธอเป็นพิเศษและหมายมั่นอยากจะได้มาเป็นลูกสะใภ้ เพราะเดิมทีเขากับผู้เฒ่าไห่ก็สนิทสนมกันอยู่แล้ว หากได้ดองกันก็จะยิ่งเป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
แต่ใครจะคาดคิดว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลไห่กลับไปต้องตาต้องใจจงต้าเฉียวเข้า เธอถูกความรักบังตาจนยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้แต่งงานกับเขาให้ได้
ในตอนนั้นจงต้าเฉียวยังเป็นเพียงนักเลงหัวไม้ไร้อนาคตที่อาศัยอยู่ในซอยลิ่วจือ สิ่งเดียวที่เขามีคือหน้าตาหล่อเหลา วาจาคมคาย และเสน่ห์ดิบเถื่อนที่มัดใจคุณหนูใหญ่ผู้ถูกเลี้ยงดูประคบประหงมมาอย่างดีจนตกหลุมรักหัวปักหัวปำ
ในที่สุดเธอก็ได้แต่งงานกับจงต้าเฉียวสมความปรารถนา และในปีต่อมาก็ได้ให้กำเนิดจงเส้าชิง
หลังจากนั้นผู้เฒ่าหลิ่วก็ตัดขาดการติดต่อกับตระกูลไห่ไปพักใหญ่ ต่อมาไม่นานผู้เฒ่าไห่และภรรยาก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต ไม่ถึงครึ่งปีคุณหนูใหญ่ตระกูลไห่ก็สิ้นใจตามไปอีกคน ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตระกูลไห่จึงตกเป็นของจงต้าเฉียว
เพียงสามเดือนให้หลัง ภรรยาคนปัจจุบันของจงต้าเฉียวก็พาเทียนซื่อเข้ามาอยู่ในบ้าน เทียนซื่อจึงกลายเป็นคุณชายใหญ่ ส่วนจงเส้าชิงก็ถูกลดขั้นเป็นนายน้อยรอง และไม่ถึงครึ่งปีต่อมาก็มีข่าวลือว่าเขาป่วยหนัก
ผู้เฒ่าหลิ่วเคยไปเยี่ยมเขาครั้งหนึ่ง และได้เห็นจงเส้าชิงในวัย 15 ปีกำลังมีอาการคลุ้มคลั่ง หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ไปพบอีกเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจงต้าเฉียวเองก็กีดกันไม่ให้เขาเข้าพบ
ในแวดวงธุรกิจ ตระกูลจงและตระกูลหลิ่วถือเป็นคู่แข่งกันมาโดยตลอด ในช่วงแรกตระกูลหลิ่วยังคงเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตระกูลจงกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนรุ่งเรืองถึงขีดสุด ทำให้ตระกูลหลิ่วต้องยอมสละธุรกิจบางส่วนไป
แต่ถึงกระนั้น ตระกูลหลิ่วก็ยังคงเป็นตระกูลเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในฮ่องกงและมีสถานะที่มั่นคงยากจะสั่นคลอน
ตระกูลหลิ่วไม่เคยล่วงรู้เลยว่าตระกูลจงแอบจัดตั้งห้องทดลองใต้ดินเพื่อทำการวิจัยที่ผิดกฎหมาย ทั้งยังขยายสาขาโรงงานไปทั่วโลกโดยไม่ยอมเสียภาษี ในขณะที่จงต้าเฉียวเองก็มีโรงงานใต้ดินเป็นของตัวเองอีกหลายแห่ง
จนกระทั่งในงานแสดงสินค้าครั้งนี้เองที่จงเส้าชิงได้มีโอกาสกลับมาติดต่อกับผู้เฒ่าหลิ่วอีกครั้ง
ของขวัญที่นายน้อยรองจงซื้อมาฝากนั้นมีมากมายละลานตา แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือกล่องดนตรีและลูกแก้วคริสตัล แน่นอนว่าเขายังมีของฝากสำหรับหมิงเซิ่งด้วย และดูเหมือนว่าของส่วนใหญ่จะตกเป็นของเจ้าตัวเล็กเสียเกินครึ่ง
เห็นได้ชัดว่านายน้อยรองจงก็รู้ตัวดีว่าการให้ของขวัญล้ำค่ามากเกินไปอาจดูไม่เหมาะสมนัก
หมิงเซิ่งตัวน้อยนั่งยองๆ อยู่ข้างกระเป๋าเดินทาง เอามือเล็กๆ ทั้งสองข้างเท้าคางแล้วพึมพำ “การได้เป็นน้องชายของพี่ซ่งอวี้หน่วนเนี่ย ทำไมมันมีความสุขอย่างนี้นะ”
พี่ลู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
เซี่ยซินตงจึงบอกเขา “ช่วงนี้ผมจะอยู่บ้านสักพัก ผมให้คุณหยุดครึ่งเดือน กลับไปเยี่ยมพ่อแม่เถอะ”
พี่ลู่เป็นคนเทศมณฑลนี้ เขาเองก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้กลับบ้านบ่อยนัก
ตอนนี้เซี่ยซินตงเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพี่ลู่ การอนุมัติวันหยุดจึงเป็นอำนาจของเขาโดยสมบูรณ์โดยไม่ต้องขอความเห็นจากใคร อย่างไรก็ตาม พี่ลู่ก็ยังคงอยู่ช่วยงานต่ออีกสองวันก่อนจะเดินทางกลับ
วังเสี่ยวหม่านในตอนนี้พยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะทำอะไรไม่เป็นสับปะรดสักอย่าง เรื่องกินกลับไม่เคยเป็นรองใคร แต่เรื่องงานกลับไม่ได้เรื่อง
บ้านของตระกูลเซี่ยนั้นค่อนข้างกว้างขวาง ประกอบด้วยเรือนหลักห้าห้องขวางอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยเรือนทิศตะวันออกและตะวันตก ห้องครัวตั้งอยู่ใจกลางเรือนหลักและมีเตาฟืนถึงสองเตา
สี่เชว่ยังคงพักอยู่กับซ่งอวี้หน่วนไม่ได้กลับมาที่บ้าน ยิ่งเมื่อเซี่ยซินตงกลับมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกหนึ่งคน วังเสี่ยวหม่านที่ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันจึงดูเกะกะไปถนัดตา
ต่อหน้าเซี่ยซินซานกับจูเฟิ่ง เธอสามารถทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดได้ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเซี่ยซินตง เธอกลับไม่กล้าหืออือ
เซี่ยซินตงเคยพูดไว้ว่า ‘ประเทศมีกฎหมาย บ้านมีกฎบ้าน หากไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ก็ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข’
แม้จะหย่าร้างกันไปแล้ว วังเสี่ยวหม่านย่อมมีสิทธิ์ในการมาเยี่ยมลูกสาว แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย อีกทั้งตัวเขาและพี่ชายก็ยังไม่ได้แต่งงาน การที่เธอจะมาพักอาศัยอยู่ที่นี่จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
แต่จะว่าไป เธอก็ไม่มีที่ไปจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาที่น่าปวดหัวแม้แต่สำหรับเซี่ยซินตง
อันที่จริงเขามีวิธีจัดการบีบให้เธอไปจากที่นี่ได้ แต่การจะไล่เธอไปก็เหมือนคิดจะตีหนูแต่ก็กลัวข้าวของจะเสียหาย เขาไม่อาจทำอะไรโดยไม่นึกถึงความรู้สึกของหลานสาวอย่างสี่เชว่ได้ เขาจึงจนปัญญาที่จะหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
ในตอนนั้นเองที่ฉู่จื่อโจวแวะมาหาแล้วเสนอทางออก “ผมรู้ว่าวังเสี่ยวหม่านยังอยู่ที่นี่ คุณกับพี่เซี่ยย้ายไปพักที่หอพักของที่ทำการกองพลน้อยชั่วคราวก่อนสิ น่าจะสะดวกกว่าเยอะ”
จูเฟิ่งมองวังเสี่ยวหม่านที่ทำตัวเป็นหมาตื๊อไม่ยอมไปไหนด้วยสีหน้ากลัดกลุ้มใจ ทั้งตีทั้งด่าก็แล้ว แต่ก็ยังไล่ไม่ไป เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าวังเสี่ยวหม่านจะกลายเป็นคนไร้ยางอายได้ถึงขนาดนี้ ทีเมื่อก่อนตอนที่อยู่ต่อหน้าสองแม่ลูก กลับหยิ่งผยองและวางท่าเสียจริง
วังเสี่ยวหม่านเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าบ้านตระกูลเซี่ยที่เธอเคยรังเกียจนักหนาจะกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเธอ หากไม่มีที่นี่ ในฤดูหนาวอันโหดร้ายนี้เธอคงไร้ที่ซุกหัวนอน
แต่เดิม พ่อแม่ของเธอเห็นแก่เงินสินสอดจึงบังคับให้เธอแต่งงานกับเซี่ยซินซาน ความขุ่นแค้นจึงฝังรากลึกอยู่ในใจเธอมาตลอด เธอเกลียดจูเฟิ่ง เกลียดเซี่ยซินซาน และเกลียดแม้กระทั่งสี่เชว่ลูกสาวของตัวเอง
ดังนั้นเมื่อหลัวจือซ่าน ชู้รักเก่ากลับมาหาเพื่อขอรื้อฟื้นความสัมพันธ์ เธอก็ตัดสินใจหนีตามเขาไปทันที
ชีวิตในช่วงแรกนั้นหอมหวานสมใจ แต่แล้ววันหนึ่งเพราะเรื่องลูกติดของเขา หลัวจือซ่านก็เผยธาตุแท้ เขาไม่ได้ดีอย่างที่เธอคิด สุดท้ายก็ลงมือทุบตีเธอแทบปางตาย
คราวก่อนคำพูดของสี่เชว่และคำด่าทอของจูเฟิ่งยังคงก้องอยู่ในหู ทำให้เธอรู้สึกอับอายจนใบหน้าร้อนผ่าว ด้วยความโมโหจึงหอบข้าวของกลับไปที่บ้านพ่อแม่ ไม่ใช่ว่าไม่มีที่ไปเสียหน่อย เหตุใดจะต้องทนอยู่ที่บ้านตระกูลเซี่ย
แต่แล้วเมื่อพี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ริบข้าวของที่เธอติดตัวมาจากบ้านตระกูลหลัวไปจนหมด พวกเขาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือและเริ่มขับไล่ไสส่งเธอ ส่วนพ่อที่รักลูกชายยิ่งกว่าสิ่งใดกับแม่ที่อ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องใครได้ก็ได้แต่นิ่งเงียบ
เมื่อไร้ซึ่งทางเลือก เธอจึงต้องซมซานกลับมายังหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ในยามนี้ ศักดิ์ศรีไม่ใช่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกต่อไป
***
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับกุมขมับเมื่อเห็นน้าใหญ่และน้าเล็กของตนต้องระเห็จไปอยู่ที่พักของที่ทำการกองพลน้อย
เซี่ยซินซานโกรธจนหน้าแดงก่ำแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“ตอนนี้ยังไม่มีวิธีไหนที่จะทำให้เธอจากไปเองได้ง่ายๆ” เซี่ยซินตงปรับทุกข์กับหลานสาว
“เธอไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ เลยยอมทิ้งศักดิ์ศรีทุกอย่าง เสี่ยวหน่วน น้าคิดว่าจะพายายกับน้าใหญ่ของหนูย้ายไปอยู่ที่อำเภอ”
“พี่ไม่ไป!” เซี่ยซินซานสวนขึ้นมาทันควัน “พี่ทำงานอยู่ที่นี่ โรงงานของพี่เขยก็กำลังยุ่ง ไหนจะที่ดินกับบ้านที่นี่อีก พี่ไม่ไปอำเภอเด็ดขาด”
เซี่ยซินตงขมวดคิ้ว “ถ้างั้นก็คงต้องแตกหักกันไปข้าง”
“เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องย้ายบ้านเลยเหรอคะ” ซ่งอวี้หน่วนรีบพูดขัดขึ้น “ถ้าอยากให้เธอไปจากที่นี่แบบเต็มใจและไม่กลับมารบกวนอีก หนูมีตั้งหลายวิธีแน่ะ”
น้าชายทั้งสองคนของเธอหันมามองเป็นตาเดียวกัน
[จบบท]