บทที่ 391: เงามืดที่คืบคลาน
เซี่ยซินตงถึงกับหลุดหัวเราะออกมา “โธ่แม่ครับ จะรีบร้อนไปไหนกัน ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย”
แต่จูเฟิ่งไม่สนใจแล้วว่าลูกชายจะหมายความว่าอย่างไร เพราะแค่กำจัดตัวปัญหาอย่างวังเสี่ยวหม่านออกไปได้ เธอก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก พลางสวดภาวนาอมิตาภพุทธในใจ
แน่นอนว่าประสบการณ์ครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนราคาแพง เธอต้องคอยกำชับสี่เชว่ให้ดีๆ เด็กคนนั้นทั้งขี้กลัวแล้วก็ใจอ่อน อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำรอยอีกเป็นอันขาด
ส่วนสี่เชว่เองก็รู้สึกสับสนในใจปนเปกันไปหมด ทั้งเสียใจ ทั้งผิดหวัง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความโล่งใจ
อันที่จริงเธอได้รับโอกาสแก้ตัวแล้วแท้ๆ หากครั้งนี้เธอปรับปรุงตัวได้จริง ไม่ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ และคิดถึงแม่ของตัวเองเป็นอันดับแรก ผลลัพธ์ก็คงไม่ลงเอยแบบนี้
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็รู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรมากมาย และดูเหมือนว่าจะเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
กลางเดือนมกราคม กู้หวยอันโทรศัพท์มาหาซ่งอวี้หน่วน เขาบอกเธอว่าพรุ่งนี้ตอน 10 โมงเช้า ถ้าว่างให้ลองเปิดวิทยุฟังดู เพราะจะมีการประกาศข่าวสำคัญเรื่องหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็ต้องขึ้นพูดด้วย
ซ่งอวี้หน่วนรับคำอย่างว่าง่าย แถมยังไปบอกข่าวให้ทุกคนในบ้านรู้ เหมือนกับตอนที่เปิดวิทยุฟังคอนเสิร์ตของอาหญิงไม่มีผิด
ตกเย็น ฉู่จื่อโจวก็แวะมาหาซ่งอวี้หน่วนถึงบ้าน เขาหวังว่าเธอจะยอมแย้มข้อมูลสำคัญให้ฟังสักนิด
“อ้าว พี่หวยอันไม่ได้บอกพี่เหรอคะ” ซ่งอวี้หน่วนถามด้วยความแปลกใจ
ฉู่จื่อโจวทำหน้าเซ็ง “ก็เปล่าน่ะสิ เขาบอกแค่ให้ฉันรอฟังตามเวลาเป๊ะๆ”
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ “เขาก็บอกฉันแบบนั้นเหมือนกันค่ะ พี่ต้องเชื่อฉันนะคะ”
“ไม่เชื่อหรอก เธอต้องรู้อยู่แล้ว แย้มๆ มาหน่อยน่า อย่างน้อยพรุ่งนี้พอได้ฟัง นอกจากจะอึ้งแล้ว ฉันจะได้พอตามความคิดเขาทันบ้าง ไม่ใช่เอ๋อไปเลย”
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมบอกใบ้ “เป็นโทรศัพท์มือถือที่เราวิจัยและพัฒนาขึ้นเอง พกติดตัวไปไหนมาไหนได้ ไม่ต้องติดตั้งอยู่กับที่ ขอแค่มีเบอร์โทรศัพท์ ต่อให้อยู่กลางป่ากลางเขาก็โทรหากันได้ แต่ก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานอย่างเครือข่ายการสื่อสารรองรับด้วยนะคะ”
ดวงตาของฉู่จื่อโจวเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ซ่งอวี้หน่วนยักไหล่ “พี่น่าจะลองไปดูงานที่หนานเฉิงหรือไม่ก็ฮ่องกง หรือจะไปต่างประเทศเลยก็ได้ โทรศัพท์มือถือมีมาตั้งนานแล้ว ที่เราทำได้ตอนนี้นับว่าเป็นการเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไป ซึ่งมันมีความสำคัญต่อยุคสมัยของเรามาก”
คำพูดของซ่งอวี้หน่วนไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะทันทีที่มีการประกาศข่าวนี้ออกไป ก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก
การวิจัยและพัฒนาขึ้นเองได้สำเร็จ หมายความว่ากลุ่มทุนจากต่างชาติบางกลุ่มจะหมดโอกาสเข้ามาทำตลาดในประเทศจีน ขณะที่คนในประเทศต่างก็ดีใจกันจนแทบจะปิดเมืองฉลอง
กู้หวยอันไม่ได้ยกความดีความชอบให้ตัวเอง แต่เขาเน้นย้ำถึงความสำเร็จของทีมงานทั้งหมด ส่วนเหตุผลที่ต้องประกาศข่าวนี้อย่างยิ่งใหญ่ ก็เพื่อเป็นการส่งสารถึงต่างประเทศว่า...เราสามารถผลิตเองได้แล้ว และไม่จำเป็นต้องซื้อจากพวกคุณอีกต่อไป
อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า เรามีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับกลุ่มทุนจากต่างชาติได้
ในฐานะผู้นำโครงการ กู้หวยอันควรจะได้รับความสนใจจากทุกฝ่าย แต่แล้วผู้เฒ่าเฉียนกลับเดินทางมาพบผู้เฒ่ากู้ที่บ้าน
ผู้เฒ่ากู้เองก็ดีใจกับความสำเร็จของหลานชายเช่นกัน ความรู้สึกภาคภูมิใจมันเอ่อล้นอยู่ในอก แต่หลังจากที่ได้สนทนากับผู้เฒ่าเฉียน อารมณ์ของเขาก็ดิ่งวูบลงสู่เหวทันที
ชายชราทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น
เขาหรี่ตามองเพื่อนเก่าด้วยสายตาแหลมคม
“ถึงเราสองคนจะไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่” ผู้เฒ่าเฉียนเปิดประเด็น
“แต่ในเรื่องนี้ เรามันหัวอกเดียวกันมาตลอด ฉันไม่มีทางสาวไส้ให้กากินแน่ แต่ทำไม...ทำไมถึงต้องรื้อฟื้นคดีขึ้นมาสอบสวนใหม่ แล้วทำไมคนที่เป็นหัวเรือใหญ่ถึงเป็นเหล่าฉู่”
ผู้เฒ่ากู้ยังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
ผู้เฒ่าเฉียนรู้นิสัยเพื่อนดี แต่เรื่องนี้มันก็พิลึกเกินไปจริงๆ การที่ผู้เฒ่ากู้จะสงสัยเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“คุณว่า...มันจะเกี่ยวกับพวกอิทธิพลจากข้างนอกรึเปล่า”
“คุณกลับไปจัดการคนในบ้านคุณก่อนเถอะ” ผู้เฒ่ากู้สวนกลับ
“ฉันสงสัยว่ามีหนอนบ่อนไส้ หรือไม่ก็เป็นฝีมือของเพื่อนสนิทคนใดคนหนึ่ง ทางฝั่งฉันก็เหมือนกัน”
ผู้เฒ่าเฉียนพยักหน้ารับคำแบบขอไปที ก่อนจะลากลับไปพร้อมกับสีหน้ากลัดกลุ้ม
ผู้เฒ่ากู้มองตามแผ่นหลังของเพื่อนเก่าไปจนลับสายตา แววตาของเขาเคร่งขรึมลง ความรู้สึกยินดีจากข่าวความสำเร็จเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย ก็มีเรื่องใหม่แทรกเข้ามา
และเห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของเรื่องนี้คือตระกูลกู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...กู้หวยอัน หลานชายของเขา
เขาไม่รู้เลยว่ามีอำนาจมืดจากฝ่ายใดกำลังจ้องเล่นงานอยู่ หลายปีที่ผ่านมา เขาพยายามสืบหาความจริงอย่างลับๆ มาโดยตลอด แต่กลับคว้าน้ำเหลว
มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก เพราะไม่มีร่องรอยหรือเบาะแสใดๆ ทิ้งไว้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อผู้เฒ่ากู้เดินออกมาจากห้องหนังสือด้วยสีหน้าเรียบเฉย ฉินซู่อวิ๋นและสามีก็สบตากันอย่างมีความนัย
แม้ท่าทีของท่านจะดูสงบนิ่ง แต่สัญชาตญาณของพวกเขากำลังร้องบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ...หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวกับตระกูลเฉียน
แต่ในเมื่อผู้เป็นพ่อไม่เอ่ยปาก พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้
แม้แต่ฉินซู่อวิ๋นเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะซักไซ้เรื่องราวใดๆ
ผู้เฒ่ากู้เอ่ยปากไล่ให้ทั้งสองคนกลับไปพักผ่อน
กู้หัวลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะนึกถึงคำที่ลูกชายเคยฝากฝังไว้ เขาจึงตัดสินใจถามออกไป “พ่อครับ...ผมเห็นสีหน้าพ่อไม่ค่อยดีเลย มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่าครับ พอจะเล่าให้ผมฟังได้ไหม ถึงผมจะไม่เอาไหน แต่ก็อาจจะพอช่วยอะไรได้บ้าง หรือเราจะบอกหวยอันดีครับ เขาฉลาดหลักแหลม ต้องมีวิธีจัดการดีๆ แน่”
ผู้เฒ่ากู้ทอดสายตามองลูกชายคนโตของตน ร่างกายของเขาอ่อนแอ เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ต้องพึ่งยาฉีดและยากินมาตลอดหลายปี
โชคยังดีที่ผู้เฒ่าจี้กลับมาและปรุงยาให้ชุดใหม่ ตอนนี้สีหน้าท่าทางของลูกชายจึงดูดีขึ้นมาก
ชายชรานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปอย่างกะทันหัน “พวกลูกรู้เรื่องที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีถูกศาลตัดสินลงโทษแล้วหรือยัง”
สีหน้าของฉินซู่อวิ๋นพลันเปลี่ยนไป เพราะเมื่อเอ่ยชื่อซ่างกวนอวิ๋นฉี ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนึกถึงเซี่ยโป๋เหวิน และแน่นอนว่า...ซ่งอวี้หน่วน
เด็กสาวคนนั้นเดินทางมาปักกิ่งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ล่าสุดยังไปเยี่ยมเลขานุการฟ่าน แต่พวกเขากลับไม่เคยได้เห็นแม้แต่เงาของเธอ
เป็นความจริงที่พวกเขาไม่กล้าเข้าไปก้าวก่ายหรือเอ่ยปากถาม แต่ในใจก็อดรู้สึกขุ่นเคืองไม่ได้
เธอยังไม่เชื่อว่าลูกชายจะไม่ได้ทุ่มเททำอะไรให้ฝ่ายนั้นเลย แต่ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดตอบแทนกลับมา อย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะแสดงความเคารพด้วยการเดินทางมาเยี่ยมเยียนผู้ใหญ่บ้าง
แต่คำพูดทั้งหมดนี้ เธอทำได้แค่คิดในใจเท่านั้น
ฉินซู่อวิ๋นจึงทำได้เพียงพูดไปตามบทสนทนา “ซ่งอวี้หน่วนที่หวยอันรู้จัก ก็คือหลานสาวของเซี่ยโป๋เหวินไม่ใช่เหรอคะ แต่เท่าที่ทราบมา ตระกูลเซี่ยทั้งสองบ้านตัดขาดกันไปแล้วนี่คะ”
ผู้เฒ่ากู้ส่ายหน้า “พ่อไม่ได้หมายถึงซ่งอวี้หน่วน เด็กคนนั้นฉลาดมาก สอบแข่งขันคณิตศาสตร์ได้ที่หนึ่งของประเทศ แถมผู้เฒ่าจี้ยังออกโรงปกป้องขนาดนั้น อนาคตไกลแน่นอน และที่สำคัญ อย่ามองคนแค่เปลือกนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าใช้สายตาของแม่สามีที่กำลังมองหาลูกสะใภ้ไปตัดสินเธอเด็ดขาด อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน”
ฉินซู่อวิ๋นยิ้มเจื่อนๆ “แหม พ่อคะ เราก็แค่คุยกันเล่นๆ ในบ้านเท่านั้นแหละค่ะ ไม่เอาไปพูดข้างนอกหรอกค่ะ”
สำหรับเธอแล้ว เรื่องนั้นยังไกลตัวเกินไป ลูกชายของเธอเพียบพร้อมขนาดนี้ บางทีความสนใจที่มีต่อเด็กคนนั้นอาจเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบก็ได้
ในสายตาเธอ เฉียนอันน่าต่างหากที่เหมาะสมที่สุด อย่างน้อยเด็กคนนั้นก็รักหวยอันอย่างจริงใจ และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลไม่ได้เป็นปรปักษ์กันอย่างที่ใครๆ เห็น
เฉียนอันน่าเป็นเด็กที่เธอเห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรจะสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้ดีไปกว่าการแต่งงานเกี่ยวดองกันอีกแล้ว
ส่วนเด็กสาวที่ชื่อซ่งอวี้หน่วน เธอก็เคยได้ยินแค่ชื่อ แต่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเสียที
ผู้เฒ่ากู้ลอบถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ประเด็นที่พ่อจะพูดไม่ใช่เรื่องซ่งอวี้หน่วน แต่เป็นเรื่องของซ่างกวนอวิ๋นฉีกับลูกๆ ของเธอ เธอลักลอบขายเซี่ยซินตงไปฮ่องกงโดยที่สามีไม่รู้เรื่อง ลูกๆ ของเธอก็ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยเลย”
“ด้วยเหตุนี้ คนที่ถูกตัดสินลงโทษจึงมีแค่ซ่างกวนอวิ๋นฉีเพียงคนเดียว...ลองคิดดูสิ ถ้าเซี่ยหมิงหรือคนอื่นๆ เกิดรู้เห็นเป็นใจด้วย คนที่ต้องรับโทษจะมีแค่ซ่างกวนอวิ๋นฉีคนเดียวงั้นหรือ”
แม้จะเป็นเพียงคำเปรย แต่ก็หนักแน่นพอที่จะทำให้คนฟังทั้งสองเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ได้ในทันที
ใบหน้าของกู้หัวซีดเผือดลงถนัดตา เขานั่งตัวแข็งทื่อ มองตรงไปยังผู้เป็นพ่อ
หัวใจของฉินซู่อวิ๋นหล่นวูบ...เกิดเรื่องขึ้นแล้วจริงๆ
แต่สุดท้ายแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
วินาทีนี้ พวกเขาไม่กล้าเอ่ยปากถามอีกต่อไป
เพราะต่อให้ถาม ก็คงไม่ได้คำตอบ...การที่พ่อยกเรื่องของซ่างกวนอวิ๋นฉีขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ ก็เพื่อต้องการปิดปากพวกเขา
การที่ไม่รู้...ก็เท่ากับว่าจะไม่มีใครต้องมารับข้อหาปกปิดข้อมูล
[จบบท]