บทที่ 393: ความจริงคืออะไร
แม้เวลาจะล่วงเลยมานานถึง 30 ปี แต่สำหรับผู้เฒ่ากู้แล้ว ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนั้นยังคงแจ่มชัด ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง
ชายชรากล่าวต่อ “พอพวกเราเข้าไปในหุบเขา รถก็ติดหล่มโคลนอย่างที่คาดไว้จริงๆ ทีมของเราทุกคนต้องลงจากรถมาช่วยกันเข็นทีละคัน ดูจากรูปการณ์แล้วอีกสัก 10 นาทีน่าจะผ่านพ้นไปได้ แต่ใครจะไปนึกว่าจู่ๆ จะมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในสภาพซอมซ่อวิ่งกรูกันลงมาจากบนเขา”
ตอนนั้นพวกเราทำอะไรไม่ได้เลย คนพวกนั้นพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ในกลุ่มนั้นมีเด็กอยู่คนหนึ่งอายุราว 5 ขวบ พอได้ยินว่ามีของกินก็คงรีบวิ่งมากเกินไปจนสะดุดล้มลง แล้วก็ไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย”
แม่ของเด็กคนนั้นกอดร่างลูกน้อยร่ำไห้ปานจะขาดใจ พอชาวบ้านคนอื่นเห็นภาพนั้น ก็ยิ่งโกรธแค้นบุกเข้ามาทำร้ายพวกเราอย่างไม่คิดชีวิต ทำให้พวกเราต้องเสียคนในทีมไปถึง 2 คน”
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ ดวงตาของผู้เฒ่ากู้ก็เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
น้ำเสียงของชายชราแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด “แต่แล้วจู่ๆ มู่หรงเฟิงก็ยกปืนขึ้นเล็งมาที่ปู่ กระสุนนัดหนึ่งเจาะเข้าที่ไหล่ อีกนัดฝังเข้าที่ขา ที่จริงเขาตั้งใจจะยิงที่หัวของปู่ แต่ปู่หลบเร็วกว่าจึงยิงสวนกลับไปทันที เขาก็ล้มลงไปตรงนั้น”
คราวนี้กู้หวยอันถึงกับตกตะลึง เขาจ้องมองปู่ของตัวเองนิ่ง
ผู้เฒ่ากู้ชี้ไปที่หัวไหล่และขาของตน ก่อนจะพูดคล้ายไม่ใส่ใจ “ตอนนี้ยังมีเศษกระสุนฝังอยู่ข้างในเลย แปลกดีเหมือนกัน ตอนหนุ่มๆ มันปวดอยู่เรื่อยๆ แต่พอแก่ตัวลงกลับหายปวดไปเสียอย่างนั้น”
“เรื่องนี้ปู่ไม่เคยเล่าให้พวกแกฟัง คนที่รู้ก็มีน้อยมาก เพราะภารกิจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ห้ามเปิดเผย จากการสืบสวนภายหลังถึงได้รู้ว่า นอกจากหัวโจกไม่กี่คนที่เป็นสายลับแล้ว ที่เหลือเป็นแค่ผู้ลี้ภัยที่กำลังเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยการขอทานประทังชีวิต”
เสียงของผู้เฒ่ากู้สั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำ เขาหันหน้าไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึกอ่อนไหวแล้วรีบปาดน้ำตาทิ้ง
“แม้ว่าชาวบ้านที่เหลือจะตกใจจนไม่กล้าบุกเข้ามาต่อ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม เกิดน้ำป่าไหลหลากขึ้นอย่างกะทันหัน กระแสน้ำโคลนขุ่นคลั่กถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น ดวงตาของผู้เฒ่ากู้ก็ฉายแววเจ็บปวดรวดร้าว
กู้หวยอันค่อยๆ ยื่นมือออกไป แม้จะลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจวางมือลงบนหลังมือของปู่แล้วตบเบาๆ เพื่อปลอบใจ
ผู้เฒ่ากู้เล่าต่อ “ท้ายที่สุดแล้ว พวกเรากู้คืนมาได้แค่ทองคำ 380,000 เหลี่ยงกับของโบราณอีก 7 หีบเท่านั้น ที่เหลือหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
“หายไปอย่างไร้ร่องรอย หมายความว่ายังไงครับ” กู้หวยอันถาม
“พวกเราค้นหาจนทั่วทั้งบริเวณปลายน้ำและพื้นที่ใกล้เคียง แต่ก็ไม่พบอะไรเลย พวกหัวโจกที่เป็นคนก่อเรื่องตายไป 7 คน ถูกจับได้ 3 คน แล้วก็หนีออกนอกประเทศไปได้ 2 คน”
“มู่หรงเฟิงเป็นพวกตีสองหน้า เขาสมคบคิดกับคนจากประเทศ X มาตั้งนานแล้ว”
“ตอนนั้นเมืองเซี่ยงไฮ้ถูกยึดคืนมาได้ คลังเก็บของก็ต้องถูกค้นพบในไม่ช้า การจะขนของกลับประเทศจึงเป็นไปไม่ได้”
“พวกมันเลยแสร้งทำเป็นมาแจ้งเบาะแส แต่ความจริงแล้ววางแผนกันไว้หมดแล้ว รอจนของถูกขนออกมาก็จะลงมือซุ่มโจมตีกลางทาง แล้วขับรถของเราปลอมเป็นคนของเราเพื่ออ้อมไปยังท่าเรืออย่างเปิดเผย ไม่อย่างนั้นพวกมันไม่มีทางขนของออกนอกประเทศได้แน่”
“แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดน้ำป่าขึ้นมาเสียก่อน ทำให้พวกที่ซุ่มโจมตีอยู่ก็ถูกกระแสน้ำซัดกระจัดกระจายไปจนไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง”
“ตอนนั้นปู่รอดมาได้แต่ก็ไม่ได้ไปโรงพยาบาล ที่ทนฝืนอยู่ก็เพราะอยากจะตามทองคำอีก 420,000 เหลี่ยงกับของโบราณอีก 5 หีบที่เหลือกลับคืนมาให้ได้ แต่ถึงจะค้นหาอยู่เป็นเดือนเต็มๆ ในรัศมีร้อยลี้ ชนิดที่เรียกว่าแทบจะพลิกแผ่นดินหาก็ยังไม่เจอเบาะแสอะไรเลย”
“สุดท้ายพวกเราจึงจำใจต้องถอยกลับปักกิ่ง คดีนี้เลยถูกจัดให้เป็นความลับสุดยอดที่ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้”
“มู่หรงเฟิงตาย ผู้เฒ่าเฉียนของแกก็บาดเจ็บ เขาเป็นคนอาสาไปรายงานผู้บังคับบัญชาเองว่าทุกคนเห็นตรงกันให้ใช้เส้นทางเดิม เพราะไม่ชำนาญเส้นทางในหมู่บ้านนั้นและเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงไม่ได้อ้อมไป”
“พวกเราสองคนขอน้อมรับบทลงโทษแต่โดยดี ต่อมาปู่ถึงได้ข่าวว่าเพราะมู่หรงเฟิงทำภารกิจพลาดจนตัวตนถูกเปิดโปง ทั้งครอบครัวของเขาเลยถูกฆ่าล้างโคตร”
“จนถึงตอนนี้ปู่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงมารื้อคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว ถ้าสามารถสืบหาความจริงจนกระจ่างได้ ปู่จะได้ตายตาหลับเสียที”
กู้หวยอันขมวดคิ้วมุ่น “คุณปู่แน่ใจจริงๆ หรือครับ ว่าคนที่ยิงคุณปู่คือมู่หรงเฟิง”
ผู้เฒ่ากู้ตอบอย่างหนักแน่น “ใช่สิ ปากกระบอกปืนดำมืดนั่นอยู่ห่างจากปู่แค่ระยะรถบรรทุก 2 คัน ปู่เห็นมันชัดเจนเต็มสองตา ตอนนั้นปู่ตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก ชะงักไปชั่วอึดใจ ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีทางยิงปู่โดนแน่”
กู้หวยอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิงคำถามเป็นชุด “ทายาทของมู่หรงเฟิงไม่มีแล้วเหรอครับ ในเมื่อเขาวางแผนเป็นไส้ศึก ทำไมถึงไม่ส่งครอบครัวไปอยู่ที่ปลอดภัยก่อน แล้วใครเป็นคนเสนอให้รื้อคดีนี้ขึ้นมาใหม่ เกี่ยวข้องกับตระกูลมู่หรงหรือเปล่า แล้วทำไมตอนนั้นมู่หรงเฟิงถึงยืนกรานความเห็นเดียวกับคุณปู่เฉียน แล้วหมู่บ้านที่ผ่านทางมา พวกคุณปู่ได้ไปสืบสาวราวเรื่องบ้างไหมครับ”
แม้จะถูกหลานชายซักถามอย่างละเอียด แต่ผู้เฒ่ากู้กลับมองกู้หวยอันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชม ก่อนจะค่อยๆ ตอบข้อสงสัยของเขาไปทีละประเด็น
“จากคำให้การของสายลับที่เราจับตัวได้ บอกว่าเขาคือผู้บัญชาการของภารกิจครั้งนั้น เป้าหมายแรกคือปู่ ส่วนเป้าหมายที่สองคือผู้เฒ่าเฉียน ตอนนั้นปู่ขวางทางกระสุนไว้ มันเลยยิงไปโดนที่ขาของปู่ แต่ก็ยังมีสายลับอีกคนหนึ่งยกปืนขึ้นมา ขาของคุณปู่เฉียนของแกก็เลยโดนยิงไปด้วย ทุกวันนี้พออากาศหนาวๆ ทีไร ก็จะปวดทรมานทุกที”
“ส่วนที่ถามว่าทำไมเขาถึงไม่ย้ายครอบครัวไปก่อน มู่หรงเฟิงคงคาดไม่ถึงว่าปู่จะรอดตายมาได้ ส่วนผู้เฒ่าเฉียนก็แค่บาดเจ็บ”
“มู่หรงเฟิงมีทายาทอยู่คนหนึ่ง ใช้ชื่อว่า ‘มู่หรง’ อีกไม่กี่วันเธอจะเดินทางมาที่ปักกิ่ง เธอเป็นคนส่งเอกสารและจดหมายร้องขอให้มีการสืบสวนเรื่องนี้อีกครั้ง คนที่ดูแลคดีนี้โดยตรงก็คือผู้เฒ่าฉู่นั่นแหละ”
“แล้วหลังจากนั้นไม่ได้กลับไปสำรวจพื้นที่โดยละเอียดอีกเหรอครับ ซากต่างๆ อาจจะถูกน้ำซัดเข้าไปติดอยู่ตามซอกหินในหุบเขา หรือจมอยู่ในโคลนก็ได้”
ผู้เฒ่ากู้ส่ายหน้า “ไปดูแล้ว พวกเรากลับไปดูทุกปี คนที่รับผิดชอบพื้นที่ตรงนั้นคืออาสี่ของแก พอเขาเกษียณ คนที่มารับช่วงต่อก็คือลูกพี่ลูกน้องคนที่สองของแก”
ชายชราถอนหายใจยาว “ทองคำ 420,000 เหลี่ยง กับสมบัติล้ำค่าอีก 5 หีบยังคงหายสาบสูญ ตอนนั้นเมืองหานเฉิงแทบจะเป็นแดนมิคสัญญี เต็มไปด้วยกลุ่มอิทธิพลที่ซับซ้อน ไหนจะยังมีโจรภูเขาชุกชุมอีก”
“ที่จริงมันก็มีหลายอย่างที่น่าเคลือบแคลง แต่จะให้บอกว่าน่าสงสัยตรงไหนล่ะ จะหาว่าปู่ปรักปรำมู่หรงเฟิงอย่างนั้นหรือ แต่ในตัวปู่ยังมีกระสุนของเขาฝังอยู่จนป่านนี้ยังเอาออกไม่ได้เลย ทุกวันนี้ปู่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าคืนนี้หลับไปแล้ว จะได้มีโอกาสตื่นมาเห็นตะวันของวันพรุ่งนี้อีกหรือเปล่า”
กู้หวยอันรู้สึกปวดใจ เขาวางมือลงบนมือเหี่ยวย่นของปู่อีกครั้ง พลางเอ่ยถามอย่างลังเล “แล้วคุณปู่เฉียน... คุณปู่ไม่เคยสงสัยเขาบ้างเลยเหรอครับ”
“ในทีมมีหลานชายของคุณปู่เฉียนรวมอยู่ด้วย เขาเป็นลูกชายคนเดียวของพี่ชายที่เสียไปแล้ว ตอนนั้นเพิ่งจะอายุ 20 ปี เพราะเขาไม่ทันได้ยิงสวนกลับไป เลยถูกชาวบ้านกลุ่มนั้นรุมทึ้ง ใช้ก้อนหินทุบตีที่ศีรษะ... สุดท้ายเขาก็กลายเป็นคนสติฟั่นเฟือน ไม่รับรู้อะไรอีก นอนเป็นผักอยู่บนเตียงนานถึง 10 ปีก่อนจะเสียชีวิต... ”
“คุณปู่เฉียนของแกก็คงจะแค้นปู่อยู่เหมือนกัน แต่ในอีกทางหนึ่ง ปู่ก็เป็นคนรับกระสุนแทนเขา เรื่องความแค้นอะไรนั่นมันก็เลยกลายเป็นเรื่องซับซ้อนไปแล้ว”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่สีหน้าของผู้เฒ่ากู้กลับฉายชัดถึงความเจ็บปวดที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้
“คุณปู่ครับ แล้วคุณปู่เคยคิดบ้างไหมว่า บางทีหมู่บ้านนั้นอาจจะอันตรายยิ่งกว่าในหุบเขาก็เป็นได้”
“ปู่เคยคิด แต่หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านถูกน้ำป่าพัดจนราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว ต่อให้เคยมีร่องรอยอะไรอยู่ ก็คงถูกชะล้างไปจนหมดสิ้น อีกอย่างนั่นมันเหตุการณ์เมื่อปี 1950 เชียวนะ”
ผู้เฒ่ากู้หยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสริม “หวยอัน แกก็น่าจะรู้นิสัยปู่ดี ถึงคุณปู่เฉียนของแกจะแสดงความรับผิดชอบไป แต่ปู่ก็ยังนำความจริงทั้งหมดไปรายงานต่อผู้บังคับบัญชาอยู่ดี ซึ่งท่านก็บอกว่าในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด การตัดสินใจเดินทางตามเส้นทางเดิมนั้นถูกต้องแล้ว”
“หมู่บ้านที่ไม่รู้จัก เด็กเลี้ยงวัวที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้ ผู้นำยังปลอบใจปู่ว่า หมู่บ้านนั้นอาจจะอันตรายยิ่งกว่า บางทีพวกเราอาจจะถูกล้างบางทั้งกองทัพเลยก็ได้”
ผู้เฒ่ากู้ฝืนยิ้ม “แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ปู่ก็ยังรู้สึกว่าปู่ทำผิดต่อปู่เฉียนของแกอยู่ดี”
[จบบท]