บทที่ 398: ภูเขาไฟระเบิด
โจวเสี่ยวฮวาเหลือบไปเห็นซ่งอวี้หน่วนพอดี เธอจึงรีบโบกไม้โบกมือทักทายอย่างดีใจ ท่าทางเหมือนมีเรื่องสำคัญอยากจะคุยด้วย
ซ่งอวี้หน่วนจึงหยุดรอ เธอมาที่นี่กับย่าซึ่งตอนนี้มีตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการใหญ่คอยคุมงานทั้งหมด
หญิงชราไม่ได้ลงไปช่วยงานด้วยตัวเอง แต่ยืนกอดอกมองการณ์ไกลอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทีสง่างามราวกับผู้นำ พร้อมกับใช้สายตาอันเฉียบคมกวาดมองไปทั่วบริเวณ
ส่วนพนักงานอีกคนคือหญิงสาวหน้าตากลมๆ ที่มักจะยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอและดูเป็นคนอารมณ์ดี เวลานี้ทั้งสองสาวต่างก็สามารถรับผิดชอบงานของตัวเองได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว
บนชั้นสองของร้านเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและของใช้สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ทั้งยังมีเคาน์เตอร์ที่จัดแสดงเครื่องประดับและเครื่องสำอางสำหรับคุณผู้หญิงโดยเฉพาะอีกด้วย เรียกได้ว่าชั้นบนนี้ไม่ต่างอะไรกับห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมเลยทีเดียว ส่วนชั้นล่างก็มีการจ้างพนักงานเพิ่มอีกคนเพื่อดูแลแผนกสินค้าเบ็ดเตล็ด
ระหว่างทางมาที่นี่ ย่าซ่งแอบกระซิบบอกซ่งอวี้หน่วนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า ร้านค้าเล็กๆ แห่งนี้สร้างรายได้ต่อเดือนสูงถึงราว 3,000 หยวนเลยทีเดียว
ท่านยังบอกข่าวดีอีกว่าบ้านที่อยู่ติดกับบ้านของผู้เฒ่าจี้กำลังจะขาย ที่ดินแถบนั้นเป็นบ้านชั้นเดียวแต่มีระบบทำความร้อนส่วนกลางติดตั้งไว้พร้อมสรรพ ย่าซ่งจึงหมายตาบ้านหลังนั้นไว้และตั้งใจว่าจะซื้อมัน
อันที่จริงการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นมีมานานแล้ว ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานจัดการบ้านพัก บ้านข้างๆ ของผู้เฒ่าจี้นั้นมีขนาดกำลังดี มีสวนหย่อมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อีกทั้งยังมีกำแพงอิฐสีแดงสดล้อมรอบอย่างสวยงาม บริเวณนี้ถูกเรียกว่าซอยซงซู่ เพราะเป็นย่านที่มีต้นสนปลูกอยู่หนาแน่นที่สุด
ย่าซ่งไม่รู้ว่าโจวเสี่ยวฮวามีเรื่องอะไรจะคุยกับหลานสาว แต่ท่านเดาว่าคงไม่พ้นเรื่องงานและเรื่องเรียน
“หนูรออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวย่าจะแวะไปดูบ้านหลังใหม่ของหนูสักหน่อย” ย่าซ่งเอ่ยกับซ่งอวี้หน่วน
เมื่อย่าซ่งเดินจากไปแล้ว โจวเสี่ยวฮวาก็ว่างพอดี เธอจึงฝากให้หยวนอวิ๋นช่วยดูแลร้านชั่วครู่ แล้วรีบเดินเข้ามาหาซ่งอวี้หน่วนทันที
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองหยวนอวิ๋นแวบหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีท่าทีปกติไม่แปลกใจ ก็พอจะเดาได้ว่าเธอคงรู้เรื่องที่โจวเสี่ยวฮวาจะคุยกับตัวเองอยู่แล้ว เธอจึงยิ้มให้อย่างเป็นมิตรและเชื้อเชิญให้เพื่อนเริ่มบทสนทนา
โจวเสี่ยวฮวาเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “...ช่วงไม่กี่วันนี้มีคนแวะเวียนมาถามฉันตลอดเลยจ้ะ ว่าโรงงานเสื้อผ้าจือหลานของเรากำลังจะเปลี่ยนเป็นโรงงานของรัฐจริงหรือเปล่า แถมยังถามอีกว่าจะเปิดรับสมัครคนงานเพิ่มไหม บางคนถึงกับพูดว่ากิจการของรัฐกับเอกชนมันต่างกัน กิจการเอกชนก็เหมือนนายทุนที่หวังแต่ผลกำไร ไม่มีความมั่นคง... ฉันก็เลยอยากจะรู้ความจริงจากเธอน่ะจ้ะ ว่าเราจะเปลี่ยนสถานะจริงๆ เหรอ เพราะฉันว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มันก็ดีมากแล้ว”
เรื่องนี้ซ่งอวี้หน่วนกับพ่อของเธอเคยคุยกันแล้ว และได้ข้อสรุปว่าจะยังคงรักษาสภาพเดิมเอาไว้
แน่นอนว่าการเปลี่ยนเป็นโรงงานของรัฐย่อมเป็นที่พอใจของพนักงาน เพราะการได้เป็นลูกจ้างของรัฐนั้นดูมีเกียรติและมั่นคงกว่าการเป็นลูกจ้างเอกชนมากนัก เปรียบเสมือนการได้ถือชามข้าวเหล็กที่ไม่มีวันแตกสลาย มีรัฐบาลคอยดูแลสวัสดิการทั้งเงินบำนาญและเงินเกษียณอายุ
ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ย่อมหมายถึงการต้องมีคณะผู้บริหารที่เป็นระบบระเบียบ ไม่ใช่ทีมงานเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาอย่างง่ายๆ เหมือนในปัจจุบัน ตอนนี้ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามแผนที่ซ่งอวี้หน่วนวางไว้ แต่ใครจะรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร หากวันหนึ่งเธอไม่มีเวลามาดูแลกิจการนี้ด้วยตัวเองแล้วล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้นในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศจะเข้าสู่ยุค 90 ซึ่งเป็นยุคแห่งการเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ หากโรงงานยังคงทำกำไรได้ดีก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าหากผลประกอบการย่ำแย่ ก็อาจต้องเผชิญกับการปิดตัวลง และถูกบริษัทเอกชนเข้ามาซื้อกิจการไปในที่สุด ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายก็คือคนงานจะถูกเลิกจ้าง ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพและจ่ายเงินบำนาญด้วยตัวเอง
ดังนั้นเมื่อมองการณ์ไกลแล้ว การเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ก็อาจกลายเป็นการกระทำที่สูญเปล่าในอนาคต
ซ่งอวี้หน่วนจึงอธิบายให้โจวเสี่ยวฮวาฟังอย่างใจเย็นว่า “ตอนนี้โรงงานของเรายังคงเป็นกิจการของหมู่บ้าน แม้จะแตกต่างจากโรงงานของรัฐ แต่สวัสดิการทุกอย่างที่พวกเธอได้รับก็เทียบเท่ากับคนงานของรัฐทุกประการ”
โจวเสี่ยวฮวาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ จากนั้นทั้งสองก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องผลการเรียนของเธอแทน
ในวันเทศกาลเสี่ยวเหนียนทางตอนเหนือ ย่าซ่งก็ได้ทำการซื้อขายบ้านหลังข้างๆ เป็นที่เรียบร้อย
จากนั้นท่านก็เริ่มลงมือทำความสะอาดทันที โชคดีที่เจ้าของเดิมดูแลบ้านไว้เป็นอย่างดี จึงแค่ทำความสะอาดประตูหน้าต่างเพียงเล็กน้อยก็เข้าอยู่ได้แล้ว
ย่าซ่งกล่าวอย่างมีความสุขว่าต่อไปนี้เวลาเข้าเมืองก็จะมีที่พักเป็นของตัวเองแล้ว แต่ท่านก็ไม่ลืมที่จะกำชับคนในครอบครัวเสียงดังฟังชัดว่าบ้านหลังนี้เป็นชื่อของเสี่ยวหน่วนแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นห้ามใครคิดจะมาครอบครองเป็นอันขาด
ซ่งอวี้หน่วนพอจะเดาออกว่าในสายตาของย่า การที่เธอสามารถซื้อบ้านในตัวอำเภอได้ในตอนนี้คงเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากแล้ว ท่านคงไม่คิดที่จะซื้อบ้านหลังที่สองเป็นแน่ แต่เรื่องของอนาคตใครเล่าจะหยั่งรู้ได้
อีกไม่นานก็จะถึงวันปีใหม่ บรรยากาศในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจึงคึกคักและมีชีวิตชีวามากกว่าทุกปี
หลังจากซ่งถิงกลับมาถึงบ้านได้เพียงสองวัน ฉู่จื่อโจวก็ต้องเดินทางกลับปักกิ่งด้วยรถไฟเช่นกัน
กระทั่งวันที่ 25 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติ ซ่งอวี้หน่วนก็ได้ยินข่าวสำคัญจากวิทยุ...ภูเขาไฟในเวสต์แคนยอนของประเทศ X ที่สงบเงียบมานานได้เกิดการปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
แต่เนื่องจากข่าวไม่ได้รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ เธอจึงไม่รู้ชะตากรรมของพ่อของเจมค์เลย ด้วยความเป็นห่วงเธอจึงรีบโทรศัพท์ไปหาเซี่ยโป๋เหวินเพื่อขอให้เขาช่วยติดตามข่าวนี้ให้
เซี่ยโป๋เหวินดีใจและประหลาดใจในเวลาเดียวกันที่เธอติดต่อมา เขารับปากอย่างแข็งขันว่าจะรีบตรวจสอบเรื่องนี้ให้ทันที
ในขณะเดียวกันเจมค์ที่ขับรถทั้งวันทั้งคืนก็ยังคงตามพ่อของเขาไม่ทัน
เมื่อมาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาก็ต้องหยุดชะงัก เขามองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า...ท้องฟ้าที่เคยสดใสบัดนี้กลับมืดครึ้มไปด้วยกลุ่มควันและเถ้าถ่านที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว แม้จะอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุหลายกิโลเมตรก็ตาม
ผู้คนบนท้องถนนต่างรีบเร่งฝีเท้า แต่ละคนสวมหน้ากากอนามัยและผ้าพันคอเพื่อป้องกันตัวเองจากอากาศที่เป็นพิษ ขณะที่ขบวนรถของสถานีโทรทัศน์ สำนักข่าว และทีมกู้ภัยต่างมุ่งหน้าไปยังเวสต์แคนยอนอย่างไม่ขาดสาย
ภูเขาไฟระเบิดแล้ว...
แม้จะโชคดีที่บริเวณใกล้เคียงไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ แต่เจมค์ก็รู้ดีว่าทีมปีนเขาของพ่อกำลังทำกิจกรรมอยู่ที่นั่น หากภูเขาไฟปะทุขึ้นในขณะที่พวกเขาอยู่ใกล้ๆ ป่านนี้ร่างกายของพ่อคงจะมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว
เบื้องหน้าของเขามีเครื่องกีดขวางของเจ้าหน้าที่ตั้งอยู่ ทำให้ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้อีก
ดวงตาของเจมค์แดงก่ำ มือของเขากำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น พยายามโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไร้สัญญาณ ที่นี่เป็นพื้นที่ห่างไกลเกินกว่าที่เครือข่ายการสื่อสารจะเข้าถึง ทำให้โทรศัพท์มือถือในมือของเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับก้อนอิฐ
ทว่าเขาเคยได้ยินมาว่าที่ประเทศจีนก็มีการพัฒนาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเช่นกัน แถมยังมีขนาดเล็กและบางกว่าเครื่องที่เขาใช้อยู่ คุณภาพการโทรก็ดีกว่ามาก...หากเขามีโทรศัพท์เครื่องนั้น เขาจะสามารถติดต่อพ่อได้หรือไม่นะ
เจมค์กำโทรศัพท์ในมือแน่นด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง เขาเพิ่งจะเดินทางมาถึงเมืองนี้ แต่กลับต้องมาติดอยู่ที่นี่
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งอยู่ริมถนน ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจไหลรินอาบแก้ม...แต่แล้วในขณะนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงนั้นสั่นเทาราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น
“เจมค์...”
เสียงนั้นทำให้เจมค์สะดุ้งสุดตัว เขารีบหันกลับไปมองด้วยความรู้สึกที่ยากจะเชื่อ
ที่นั่น...ไม่ไกลจากที่ที่เขายืนอยู่ ฮานส์ พ่อของเขากำลังยืนมองเขาอยู่
เจมค์กะพริบตาถี่ๆ เขาคิดว่าตัวเองกำลังฝันไปหรือไม่ก็เห็นวิญญาณของพ่อ เขายืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่าภาพตรงหน้าจะสลายหายไปกับสายลม
ฮานส์รู้ดีว่าลูกชายกำลังตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เขารีบวิ่งเข้าไปสวมกอดเจมค์ไว้แน่น
“เจมค์...ขอบใจลูกมากนะ ขอบใจที่ลูกเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ของตัวเอง และต้องขอบคุณเพื่อนของลูก หนูซ่งด้วย พ่อขอโทษสำหรับคำพูดพล่อยๆ ในวันนั้น พ่อผิดเองที่ไม่ยอมเชื่อลูก...พ่อขอโทษ”
ฮานส์เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิด สภาพอากาศที่นี่เลวร้ายอย่างยิ่ง เพียงแค่พูดไม่กี่คำก็ไอออกมาไม่หยุด
แต่นี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว...เพราะเขายังมีชีวิตอยู่
เขาตัดสินใจหยุดพักที่เมืองนี้ก่อนจะถึงที่หมาย หลังจากที่โทรกลับบ้านแล้วรู้ว่าเจมค์แอบขับรถตามมา ตอนนั้นเขาโกรธมาก แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกขอบคุณและโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา ฮานส์ก็ตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว...ทีมปีนเขาของเขามีสมาชิกทั้งหมด 39 ชีวิต แต่ตอนนี้...เหลือรอดเพียงเขาแค่คนเดียว
[จบบท]