บทที่ 399: หลงใหล
ซ่งอวี้หน่วนวางสายจากเซี่ยโป๋เหวินพร้อมกับข่าวร้ายเรื่องทีมปีนเขาที่ประสบอุบัติเหตุ ดูท่าว่าต่อให้เธอเตือนล่วงหน้าไปแล้ว แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่เชื่อ ก็คงทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้
หากตระกูลของเจมค์เกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ธุรกิจทองคำและอัญมณีก็คงต้องพับโครงการไป แต่ถ้าเจมค์สามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง เธอก็พร้อมจะยื่นมือเข้าไปช่วยให้เขามีที่ยืนในตระกูลอย่างมั่นคง
สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา
อย่างไรก็ตาม สินค้าตัวอย่างชุดแรกกำลังจะถูกส่งมาถึงปักกิ่งในอีกไม่ช้า ทว่านายน้อยรองจงกลับเดินทางออกจากปักกิ่งมุ่งหน้ามายังอำเภอหนานซานเสียแล้ว ซ่งอวี้หน่วนเองก็ไม่รู้ว่าเจมค์ส่งตัวอย่างมามากน้อยเพียงใด รู้เพียงว่าขนส่งมาทางเรือ ซึ่งหมายความว่าเธอจำเป็นต้องเดินทางไปปักกิ่งสักครั้ง
แต่กว่าจะออกเดินทางได้ก็คงต้องรอให้พ้นวันที่ 5 ของเดือนไปก่อน ไม่อย่างนั้นผู้ใหญ่ที่บ้านคงไม่ยอมปล่อยเธอไปไหนแน่ เพราะนี่ถือเป็นเทศกาลตรุษจีนครั้งแรกที่เธอได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
บรรยากาศภายในบ้านครึกครื้นไปด้วยการประดับประดาโคมไฟกว่า 10 ดวง มีทั้งโคมไฟน้ำแข็ง ซาลาเปาไส้ถั่วแดงกวน อีกทั้งสาลี่แช่แข็งที่ซื้อมาเต็มตะกร้า แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือถังหูลู่ฝีมือย่าซ่ง ที่นำผลซานจาไปคว้านเมล็ดออกจนหมดแล้วเคลือบด้วยน้ำตาลกรอบ รสชาติเปรี้ยวอมหวานชื่นใจ
ปู่ซ่งถึงกับลงทุนทำที่เสียบถังหูลู่จากฟางข้าวขึ้นมา 2 อัน อันหนึ่งตั้งไว้ที่บ้าน อีกอันส่งไปให้สี่เชว่ โดยเอาไปวางไว้ในห้องเก็บของฝั่งตะวันออก ใครนึกอยากกินก็แค่เดินไปหยิบมาลิ้มลอง
หลังจากซ่งอวี้หน่วนและย่าซ่งเดินสำรวจความเรียบร้อยรอบๆ บ้านทั้งสองหลังแล้ว ทุกคนก็เตรียมตัวฉลองปีใหม่อย่างสบายอารมณ์
***
กู้หวยอันได้รับข่าวจากฉู่จื่อโจวว่าจงเส้าชิงเดินทางไปยังหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแล้ว
“...ว่าแต่นายน้อยรองจงนั่นคิดอะไรของเขากันแน่”
กู้หวยอันเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนั้น แต่ย้อนถามกลับไปว่า “แล้วนายจะกลับอำเภอหนานซานเมื่อไหร่”
ฉู่จื่อโจวเข้าใจได้ในทันทีว่าเพื่อนของเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องของจงเส้าชิง จึงเปลี่ยนประเด็นสนทนาตาม “คงกลับหลังวันที่ 5 อีกไม่นานก็จะเริ่มฤดูไถหว่านแล้ว”
กู้หวยอันหัวเราะออกมาเบาๆ “จื่อโจว นายนี่ดีขึ้นเรื่อยๆจริงๆ”
คำชมที่ไม่คาดคิดทำเอาฉู่จื่อโจวอดยิ้มดีใจไม่ได้ แต่ในใจเขายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะปรึกษา ทว่ามันไม่เหมาะที่จะพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ เรื่องนั้นคือการที่ปู่ของเขาเริ่มรื้อฟื้นคดีเก่าเมื่อ 30 ปีก่อนขึ้นมาสืบสวนใหม่ ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับปู่ของกู้หวยอันและผู้เฒ่าเฉียนโดยตรง
เขาสัมผัสได้ถึงความกดดันมหาศาลที่ปู่แบกรับไว้ ไม่ได้เจอกันเพียงไม่กี่วัน ผมของท่านก็ขาวโพลนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมร่างกายยังซูบผอมลงไปมาก
เขาจึงเอ่ยถามกู้หวยอัน “แล้วนายจะกลับปักกิ่งเมื่อไหร่”
“ถึงบ้านตอนเที่ยงของวันส่งท้ายปีเก่า”
ฉู่จื่อโจวรับคำเบาๆ ก่อนจะชวนคุยเรื่องสัพเพเหระอีกสองสามประโยคแล้วจึงวางสายไป
ทันทีที่วางโทรศัพท์ กู้หวยอันก็มุ่งหน้าไปยังห้องทดลองของเขา หากทองคำและโบราณวัตถุในครั้งนั้นยังไม่ถูกเคลื่อนย้ายไปไหน มันก็จะต้องยังคงอยู่ในบริเวณนั้น เขาไม่มีเวลามากพอที่จะลงพื้นที่สำรวจด้วยตัวเอง แต่เขาสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของอุปกรณ์สำรวจให้ดียิ่งขึ้นได้
***
ภายในห้องหนังสือ ผู้เฒ่าเฉียนนั่งนิ่ง ขมวดคิ้วเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม
คนของตระกูลมู่หรงมาถึงแล้ว เป็นลูกสาวคนสุดท้องของมู่หรงเฟิง ว่ากันว่าเธอนำหลักฐานติดตัวมามากมาย แต่ในฐานะที่เขาและเหล่ากู้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบหลักฐานเหล่านั้น
ในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ไม่ได้มีเพียงแค่เขากับเหล่ากู้ ยังมีคนอื่นๆ อีกหลายคน บางคนยังคงติดต่อกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ บางคนก็ล่วงลับไปแล้ว ส่วนบางคนก็ย้ายออกจากประเทศจีนไปตั้งรกรากที่ฮ่องกงหรือต่างประเทศ
ทว่าจากบทสนทนาที่เหล่าฉู่เรียกพวกเขาไปคุย ดูเหมือนว่ามู่หรงเฟิงคนนั้นจะไม่ใช่สายลับของศัตรู แต่ถ้าเขาไม่ใช่ แล้วเหตุใดวันนั้นเขาถึงได้ลั่นไกปืนใส่เขากับเหล่ากู้?
ตามปกติแล้ว บาดแผลที่ได้จากการต่อสู้ถือเป็นเกียรติยศที่สามารถนำไปโอ้อวดได้ แต่บาดแผลในครั้งนี้กลับกลายเป็นตราบาปที่น่าอัปยศซึ่งไม่สามารถเอ่ยถึงได้อีกเลย
ที่เจ็บปวดไปกว่านั้นคือ เฉียนเฉิง หลานชายเพียงคนเดียวของเขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากปฏิบัติการในครั้งนั้นด้วย
เฉียนเฉิงเป็นลูกชายคนเดียวของพี่ชายที่จากไปก่อนที่ลูกจะลืมตาดูโลก ตัวเขาเองก็เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของพี่ชายคนนี้ เขาอายุห่างจากเฉียนเฉิง 5 ปี ในตอนที่หลานชายต้องกลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ เขามีคู่หมั้นหมายอยู่แล้ว และกำลังรอให้สถานการณ์บ้านเมืองสงบสุขเพื่อจัดพิธีแต่งงาน
แต่หลังจากเกิดเรื่อง ฝ่ายหญิงก็มาขอถอนหมั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ พวกเขาจึงไม่ได้ยื้อเอาไว้
ถึงอย่างไรเฉียนเฉิงก็สติเลอะเลือนไปแล้ว ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เรื่องจะถอนหมั้นหรือไม่ถอนหมั้นจึงไม่มีความหมายสำหรับเขาเลยสักนิด ทั้งที่ตอนแรกเขาตั้งใจพาหลานชายมาด้วยเพื่อหวังให้สร้างผลงานและได้เลื่อนตำแหน่ง แต่ใครจะคาดคิดว่าบทสรุปจะลงเอยเช่นนี้
ผู้เฒ่าเฉียนครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ที่บ้านเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าจะต้องไปหาผู้เฒ่ากู้ให้รู้เรื่อง แต่ก่อนหน้านั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือเรื่องระหว่างอันน่ากับหวยอัน
กู้หวยอันในวันนี้ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป ความสามารถของเขานั้นเหนือกว่าที่เคยจินตนาการไว้ไกลนัก ยังไม่นับรวมความสำเร็จด้านการบินของเขา แค่โครงการโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว หากผลักดันสู่ตลาดได้สำเร็จ มันจะกลายเป็นขุมทรัพย์ทำเงินตราต่างประเทศมหาศาลให้กับประเทศได้เลยทีเดียว
สิ่งที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ก็คือ นานาประเทศอาจจะพร้อมใจกันปิดประตูกีดกันไม่ให้สินค้าของพวกเขาเข้าไปวางจำหน่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจนัก พวกนั้นเอาแต่จะส่งสินค้าของตัวเองมาขายในประเทศของพวกเขา แต่กลับปิดกั้นไม่ให้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีของพวกเขาเข้าไปตีตลาดบ้าง
เหล่านายทุนต่างชาติมากมายยังคงมองว่าประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างพวกเขามีปัญญาทำได้แค่ขายผ้าไหม ใบชา เครื่องลายคราม หรืองานหัตถกรรมพื้นบ้านเท่านั้น ไม่มีทางที่จะคิดค้นเทคโนโลยีล้ำสมัยเช่นนี้ขึ้นมาได้
แต่ถึงอย่างนั้น โทรศัพท์มือถือก็ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์แห่งยุคสมัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกวงการ หากเขาไม่สามารถดึงตัวคนเก่งกาจอย่างกู้หวยอันมาเป็นทองแผ่นเดียวกันกับตระกูลเฉียนได้ ก็เท่ากับว่ามิตรภาพที่สร้างสมกับเหล่ากู้มานานหลายปีนั้นสูญเปล่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น ก่อนจะเดินทางไปบ้านตระกูลกู้ ผู้เฒ่าเฉียนจึงแวะไปหาหลานสาวของตนก่อน
เฉียนอันน่ากำลังนั่งตัดข่าวของกู้หวยอันจากหน้าหนังสือพิมพ์อย่างขะมักเขม้น เพื่อนำไปติดลงในสมุดภาพตัดแปะของเธอ
เฉียนอันน่าจ้องมองภาพของกู้หวยอันด้วยสายตาเปี่ยมเสน่หา ภาพถ่ายสีบนหน้าหนังสือพิมพ์เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาซึ่งสะกดทุกลมหายใจ แต่แล้วเมื่อภาพของซ่งอวี้หน่วนผุดขึ้นมาในความคิด สีหน้าของเธอก็หมองลง
หากนำข้อมูลทุกอย่างมาปะติดปะต่อกัน เธอก็รู้ดีว่ากู้หวยอันมองซ่งอวี้หน่วนแตกต่างจากคนอื่น แม้จะไม่แน่ใจว่าเขารักซ่งอวี้หน่วนมากเพียงใด แต่เธอกล้าพูดได้เต็มปากว่าซ่งอวี้หน่วนคือผู้หญิงคนแรกที่กู้หวยอันให้ความสนใจ
ถึงกระนั้น เธอก็ยังไม่คิดจะยอมแพ้ เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยพบเจอชายใดที่จะโดดเด่นเทียบเท่ากู้หวยอันได้เลยสักคน ต่อให้ด้อยกว่าเขาสักนิดก็ยังไม่เคยเห็น ยิ่งไปกว่านั้น เท่าที่รู้มา ป้าฉินเองก็ดูจะไม่ค่อยชอบหน้าซ่งอวี้หน่วนสักเท่าไหร่ ถึงจะไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน แต่การจะไม่ชอบใครสักคนก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลมารองรับเสมอไป
ต่อให้กู้หวยอันจะชอบซ่งอวี้หน่วนแล้วอย่างไร ในเมื่อแม่ของเขาไม่ชอบ เรื่องก็คงไปต่อได้ยาก ซ่งอวี้หน่วนเองก็น่าจะเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีพอตัว เธอไม่เชื่อหรอกว่าผู้หญิงคนนั้นจะหน้าด้านตอแยเขาไม่เลิก
เมื่อคิดตกเช่นนี้ อารมณ์ของเฉียนอันน่าก็ปลอดโปร่งขึ้นมาทันใด อย่างไรเสียเธอก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะแต่งงานอยู่แล้ว
ทันใดนั้นคุณปู่ของเธอก็เดินเข้ามาในห้อง ท่านบอกกับเธอว่าไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม จะต้องผูกสัมพันธ์กับตระกูลกู้ให้จงได้ และการแต่งงานเพื่อรวบตัวกู้หวยอันมาเป็นคนในครอบครัวคือทางเลือกที่ดีที่สุด
เฉียนอันน่าเอ่ยขึ้นอย่างเขินอาย “...แต่ว่าคุณปู่คะ กู้หวยอัน...เขาไม่ได้ชอบหนูนะคะ เขาชอบซ่งอวี้หน่วน”
ผู้เฒ่าเฉียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องนี้หลานไม่ต้องไปใส่ใจหรอกน่า ก็แค่เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง มีค่าพอให้หลานต้องเก็บมาคิดด้วยหรือไง อย่าทำตัวไม่เอาไหนแบบนี้สิ”
ท่านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “ปู่อยากรู้ว่าช่วงนี้ฉินซู่อวิ๋นปฏิบัติต่อหลานเป็นยังไงบ้าง”
“ท่านป้าดีกับหนูมากค่ะ ดูจะสนิทสนมกับหนูมากขึ้นกว่าแต่ก่อน” เฉียนอันน่าตอบ แล้วถามต่อด้วยความสงสัย
“หนูรู้สึกเหมือนมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น คุณปู่พอจะทราบไหมคะ”
ผู้เฒ่าเฉียนรู้ดีแก่ใจว่าถึงแม้เหล่ากู้จะไม่ปริปากเล่าเรื่องในอดีต แต่สามีภรรยาคู่นั้นก็คงพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ เพราะต่อให้คดีจะถูกรื้อขึ้นมา หรือถึงขั้นพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาฆ่ามู่หรงเฟิงผิดตัว แต่คนที่ลงมือก็คือเหล่ากู้ ไม่ใช่เขา
เมื่อหลายปีก่อนเขาอุตส่าห์ช่วยรับผิดชอบแทน ก็ถือว่าทำหน้าที่ของสหายอย่างถึงที่สุดแล้ว
“เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่างหลานอย่าไปอยากรู้ให้มันมากนัก ตอนนี้หลานยังอยู่ในช่วงทดลองงาน การจะได้รับการบรรจุไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คอยเอาใจป้าฉินของหลานไว้ให้ดี ถึงเวลาเธอจะได้ช่วยพูดหนุนหลังให้ได้ เพราะในหน่วยงานของหลาน ปู่ไม่ค่อยรู้จักใคร”
[จบบท]