บทที่ 402: รู้หรือไม่ว่ากระดูกหมูก็น่าลิ้มลอง
ในตอนนั้น ฮานส์จำต้องฝืนใจพูดออกไปเช่นนั้น เพราะไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ต้องหาเหตุผลที่ฟังขึ้นมาอธิบายให้ได้
ความจริงแล้วเขาไม่เคยเชื่อคำพูดของซ่งอวี้หน่วนเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยความเป็นห่วงลูกชายที่อาจจะต้องขับรถตามลำพังบนเส้นทางอันตราย เขาจึงจำต้องหาข้ออ้างเพื่อเดินทางกลับกลางคัน และข้ออ้างที่ว่าก็คือสัญชาตญาณของเขากำลังร่ำร้องว่ามีภัยอยู่เบื้องหน้า
แน่นอนว่าคนที่ไม่ได้ลงรอยกับเขาหรือกระทั่งเป็นคู่แข่งกันอยู่ลึกๆ ต่างก็พากันเยาะเย้ยถากถางอย่างไม่ไว้หน้า คำพูดเหล่านั้นช่างบาดหูเสียเหลือเกิน
ฮานส์ได้แต่เก็บงำความขุ่นเคืองไว้ในใจ พลางสาปแช่งเด็กสาวบ้านนอกที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนไม่หยุดหย่อน หากไม่ใช่เพราะเธอพูดจาเหลวไหลไร้สาระ ลูกชายของเขาหรือจะแอบหนีออกจากโรงเรียนเพื่อมาดักเจอเขากลางทางแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเจมค์เชื่อเรื่องเล่าสุดโต่งของซ่งอวี้หน่วนอย่างสนิทใจ
กระนั้น ฮานส์ก็ยังต้องปั้นหน้ายืนกรานในเหตุผลเดิมของตนเอง แม้แต่กับเพื่อนสนิท เขาก็บอกไปเช่นนั้น แต่ก็ยังเคารพการตัดสินใจของเพื่อนทุกคน เมื่อกล่าวจบ เขาก็แยกตัวออกมาก่อน
ตลอดเส้นทางที่ขับรถมายังเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เสียงสาปแช่งในใจของเขายังคงดังก้อง กิจกรรมปีนเขาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่ได้จัดขึ้นบ่อยครั้งนัก เขาเฝ้าเตรียมตัวมานานหลายปี แต่กลับต้องกลายเป็นคนขี้ขลาดที่หนีทัพเอาดื้อๆ เขานึกภาพออกเลยว่าเพื่อนร่วมทีมคงกำลังหัวเราะเยาะเขาอย่างสนุกปาก
แต่แล้ว ทันทีที่รถของเขามาถึงปากทางเข้าเมือง ภูเขาไฟที่หลับใหลมานานนับร้อยปีก็เกิดการปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
วินาทีนั้นเขารู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝัน โลกทั้งใบสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นประดุจฟ้าจะถล่มดินจะทลาย แม้จะอยู่ห่างไกลถึงเพียงนี้ เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของธรรมชาติที่มนุษย์มิอาจต้านทาน
ภายหลังเขามารู้ว่า ถึงแม้เพื่อนๆ จะไม่เชื่อคำพูดของเขา แต่พวกเขาก็เกิดมีปากเสียงกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง และเพื่อรักษาหน้าของเขา พวกนั้นจึงตัดสินใจถอนตัวออกจากทีมปีนเขาทั้งหมด ตอนแรกที่ได้ข่าว เขาคิดว่าทุกคนคงไม่รอดชีวิตเสียแล้ว หัวใจของเขาแทบสลายเมื่อนึกถึงภาพเต็นท์ว่างเปล่าที่หน่วยกู้ภัยพบเห็นบริเวณตีนเขา
เขากับลูกชายใช้เวลาอยู่ในเมืองเล็กๆ นั้นหนึ่งคืน ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปในเมืองอีกครั้ง การได้พบหน้าเพื่อนๆ ที่รอดชีวิตราวกับปาฏิหาริย์ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่
และในตอนนี้ ฮานส์อยากจะกล่าวคำขอโทษจากใจจริงสำหรับความดื้อรั้นและความหยิ่งผยองของตนเอง แต่เจมค์กลับส่งสายตาปรามไว้ไม่ให้เขาเอ่ยคำใดออกมา จนกระทั่งการสนทนาทางโทรศัพท์สิ้นสุดลง
เจมค์จึงเอ่ยขึ้นว่า "พ่อครับ พ่อไม่ต้องไปหรอก ผมกับผู้ช่วยจัดการเองได้ อีกอย่าง...คุณซ่งอวี้หน่วนบอกผมว่าสินค้าบางรายการในบัญชีให้ชะลอการขายไว้ก่อน เธอมีวิธีที่จะทำให้เราทำกำไรได้มากกว่านี้ แต่เรื่องนี้คุยทางโทรศัพท์ไม่สะดวก ต้องไปหารือกันต่อหน้าครับ"
หากเป็นเมื่อหลายวันก่อน ฮานส์คงได้แต่แค่นหัวเราะให้กับคำพูดเช่นนี้ แต่ครั้งนี้เขากลับพยักหน้ารับอย่างจริงจัง ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือเท็จ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ขอเลือกที่จะเชื่อ
หลังจากวางสาย ซ่งอวี้หน่วนก็หันไปพูดกับโจวอิง พนักงานหญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ "น้าอิงจื่อคะ หนูคงต้องไปพบรองหัวหน้าอำเภอจ้าวหน่อยค่ะ มีเรื่องสินค้าบางอย่างที่ต้องไปจัดการให้เรียบร้อย ทั้งกล่องเก็บของจักสาน ขนแปรงหมู แล้วก็ยังมีพวกผ้าไหมอีกด้วยค่ะ"
โจวอิงเป็นคนจิตใจดีและยิ้มแย้มเสมอ เธอพยักหน้ารับปากอย่างเต็มใจ แม้ตามระเบียบแล้วเธอไม่จำเป็นต้องติดตามไปด้วย แต่เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นแขกต่างชาติ การอำนวยความสะดวกจึงเป็นเรื่องสำคัญ
อีกทั้งการทำเช่นนี้ก็เป็นผลดีต่อซ่งอวี้หน่วนเองด้วย เด็กสาวคนนี้ไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจ กลับกันยังนำลูกอมมาฝากเธอทุกครั้งที่มา แถมยังเรียกเธอว่า ‘น้าอิงจื่อ’ อย่างน่าเอ็นดู
เมื่อบอกลาโจวอิงแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็มุ่งหน้าไปพบรองหัวหน้าอำเภอจ้าวทันที การเจรจาเบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนสินค้าและวิธีการขนส่งจึงได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว
แม้รองหัวหน้าอำเภอจ้าวจะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังคงสุขุมและบอกกับซ่งอวี้หน่วนว่าให้เธอเดินหน้าเจรจาได้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เหลือ ทางหน่วยงานจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง
สำหรับเรื่องผ้าไหมและเครื่องลายคราม ซ่งอวี้หน่วนได้ติดต่อไปยังหัวหน้าหลิว ซึ่งเป็นผู้ดูแลคณะจากเทศมณฑลในงานแสดงสินค้าครั้งก่อน และก็ได้รับคำตอบกลับมาอย่างน่าชื่นใจว่าสินค้าทั้งหมดมีพร้อมจัดส่งแน่นอน
หลังจากจัดการธุระทุกอย่างจนลุล่วง ซ่งอวี้หน่วนก็ควบม้ากลับเข้าสู่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ทันทีที่เธอมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ภาพของจงเส้าชิงและหมิงเซิ่งที่กำลังนั่งหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่บนเลื่อนหิมะก็ปรากฏแก่สายตา โดยมีบอดี้การ์ดอาต้าทำหน้าที่เป็นสารถีจำเป็น ออกแรงดึงเชือกเลื่อนให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง
เกล็ดหิมะขาวละเอียดฟุ้งกระจายขึ้นรอบตัวพวกเขาทุกย่างก้าวที่วิ่งไป จงเส้าชิงโอบกอดร่างเล็กของหมิงเซิ่งไว้แน่น ความเร็วของเลื่อนทำให้สายลมพัดผ้าพันคอของเขาจนหลุดปลิวไปกลางอากาศ
ซ่งอวี้หน่วนผู้มีท่วงท่าสง่างามบนหลังม้าเอื้อมมือออกไป คว้าผ้าพันคอลายสก็อตที่ปลิวมานั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ ท่วงท่าของเธอช่างเฉียบคมและงดงามหาที่ติไม่ได้
จงเส้าชิงเงยหน้าขึ้นมองภาพนั้นอย่างไม่เชื่อสายตา เขานิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองศึก โลกทั้งใบพลันเงียบสงัด เสียงรอบข้างเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงภาพของเด็กสาวตรงหน้าที่มุมปากมีรอยยิ้มกรุ้มกริ่มประดับอยู่...รอยยิ้มที่งดงามจนทำให้ใครก็ตามที่ได้เห็นไม่อาจละสายตาไปได้ พร้อมกับผ้าพันคอลายสก็อตในมือของเธอ
หมิงเซิ่งเงยหน้าขึ้นมอง ‘พี่ชายเส้าชิง’ ที่กำลังกอดเขาอยู่ พี่ชายคนนี้ใจดีกับเขามาก เหมือนกับพี่หวยอันไม่มีผิด และเขาก็รู้ดีว่าเป็นเพราะเหตุใด
เด็กน้อยเก็บรอยยิ้มเปี่ยมสุขไว้ในใจ ก่อนจะรีบโบกไม้โบกมือให้พี่สาว "พี่จ๋า! พี่จ๋า! มาเล่นเลื่อนหิมะด้วยกันไหมครับ"
ซ่งอวี้หน่วนพลิกตัวลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เธอยื่นผ้าพันคอในมือให้ ก่อนจะเดินเข้าไปหาเลื่อนหิมะ แล้วบรรจงพันผ้ากลับคืนรอบลำคอของจงเส้าชิงอย่างเบามือ ‘เจ้าหนูน่าสงสารเอ๊ย ท่าทางจะไม่เคยเล่นสนุกแบบนี้มาก่อนสินะ ดูสิ แก้มแดงไปหมดแล้ว’ เธอนึกในใจอย่างขบขัน
บอดี้การ์ดอาต้าที่ยืนมองอยู่ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทกวีบทหนึ่งขึ้นมาในใจ... เอ... มันชื่อว่าอะไรนะ... ‘ลูกเต๋างามสลัก ฝังถั่วแดงแห่งรัก อยากกินกระดูกหมูนัก...รู้หรือไม่?’ ใช่แล้ว! ต้องเป็นบทนี้แน่นอน! ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ
หัวใจของจงเส้าชิงยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ โชคดีที่เขาสวมเสื้อขนเป็ดตัวหนา มิเช่นนั้นแรงเต้นของหัวใจคงส่งให้ร่างของหมิงเซิ่งกระเด็นหลุดจากอ้อมแขนไปแล้ว
"พวกเธอเล่นกันไปก่อนเถอะนะ บ่ายนี้เราจะไปล่ากระต่ายป่ามาเป็นอาหารมื้อพิเศษฉลองปีใหม่กัน อ้อ! เราจะใช้หนังสติ๊กยิงนะ ฉันต้องกลับบ้านไปเอากระสุนดินเหนียวที่คุณปู่เคยปั้นไว้ให้ก่อน" ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยชวน
ในที่สุดจงเส้าชิงก็ดึงสติกลับมาได้ เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนออกมาช้าๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ประกายแสงบางอย่างฉายวาบขึ้นในดวงตา ก่อนที่เขาจะรีบเก็บซ่อนมันไว้ "ผม...ไปด้วยได้ไหมครับ" เขาถามเสียงเบา
"แน่นอนสิคะ แต่ในป่ามีกับดักนะ ห้ามวิ่งไปไหนมั่วซั่วเด็ดขาด"
เพียงเท่านั้น หัวใจที่เพิ่งจะสงบลงของจงเส้าชิงก็กลับมาพองโตอีกครั้ง รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ครับ! ผมสัญญาว่าจะไม่วิ่งไปไหนมั่วซั่วแน่นอนครับ" เขารับคำอย่างว่าง่าย
หมิงเซิ่งรู้ดีว่าพี่สาวคงไม่ยอมให้เขาไปด้วยแน่ๆ เพราะเขาตัวเล็กเกินไป หิมะในป่าก็หนาทึบจนอาจท่วมมิดหัวเขาได้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความหวัง "พี่จ๋า แล้วผมล่ะครับ ไปด้วยได้ไหม"
คำตอบที่ได้รับกลับเหนือความคาดหมาย "ได้สิ! เธอนั่งบนเลื่อนหิมะไปนะ เดี๋ยวพี่พาไปเอง เราจะไม่เข้าไปในป่าลึกหรอก แค่หาแถวๆ ทุ่งนานี่แหละ แถวนั้นกระต่ายเยอะจะตายไป"
หมิงเซิ่งดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้น "พี่สาวใจดีที่สุดในโลกเลย!"
และก็เป็นอย่างที่ซ่งอวี้หน่วนว่า ที่ทุ่งนามีกระต่ายป่าสีเทาอยู่มากมายจริงๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมง พวกเขาก็ได้กระต่ายมาถึง 5 ตัว และไก่ฟ้าอีก 6 ตัว คณะนักล่าจำเป็นในวันนั้นมีหลายคน แน่นอนว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ต้องออกแรงลากเลื่อนเอง เพราะบอดี้การ์ดอาต้าและบอดี้การ์ดอาเฉิงต่างแย่งกันทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มอกเต็มใจ
คืนนั้น หมิงเซิ่งบันทึกลงในไดอารี่ของเขาด้วยลายมือกลมป้อมว่า: ‘วันนี้มีความสุขที่สุดเลย!’
หากลองพลิกย้อนไปในหน้าก่อนๆ ก็จะพบกับบันทึกแห่งความสุขของเด็กชายตัวน้อย
‘วันนี้เจ้าขาวออกไข่ห่านฟองเบ้อเริ่มเลย ฉันดีใจจริงๆ’
‘วันนี้ได้กินหมูตุ๋นซีอิ๊วด้วยล่ะ อร่อยมาก ฉันมีความสุขจริงๆ’
‘วันนี้หิมะตกหนักมาก พี่สาวอ่านนิทานให้ฟังด้วย ฉันมีความสุขที่สุดเลย!’
ซ่งอวี้หน่วนไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโลกส่วนตัวของน้องชาย เพราะสำหรับเธอแล้ว... แค่น้องชายที่แสนน่ารักของเธอมีความสุข มันก็ดีที่สุดแล้ว
[จบบท]