บทที่ 406: ช่วยฉันทำเรื่องหนึ่ง
คำพูดนั้นราวกับค้อนหนักทุบลงกลางใจของกู้หวยอัน ความรู้สึกหนักอึ้งเกาะกุมจิตใจของเขาทันที
ใช่แล้ว... เรื่องทั้งหมดก็สมเหตุสมผล ถ้าทุกอย่างเป็นอย่างที่คุณปู่ว่าจริง ต่อให้มีเหตุผลที่พอจะให้อภัยได้หรือสถานการณ์บีบบังคับแค่ไหน คุณปู่ก็คงไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต
ผู้เฒ่ากู้ยกมือขึ้นลูบใบหน้า พยายามข่มอารมณ์ที่ปั่นป่วนให้สงบลง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ “จากหลักฐานจดหมายลับ ตราสัญลักษณ์ที่มู่หรงนำมาให้ ประกอบกับเอกสารลายลักษณ์อักษรของญาติฝั่งแม่ของมู่หรงเฟิง ชี้ชัดว่าตัวตนของเขาเป็นความลับสุดยอดระดับหนึ่ง มีคนรู้แค่ 3 คนเท่านั้น แต่ทั้ง 3 คนเสียชีวิตไปหมดแล้ว เขาเองก็ขาดการติดต่อไป... ตอนปี 1950 เขากำลังรอขนย้ายทองคำและสมบัติล้ำค่ากลับปักกิ่งให้เรียบร้อยเสียก่อน ถึงจะไปติดต่อองค์กรเพื่อยืนยันตัวตน แต่...”
พอถึงตรงนี้ ผู้เฒ่ากู้ก็ไม่อาจพูดต่อไปได้อีก
เขามองหน้าหลานชายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “โชคยังดีที่เหลือผู้รู้อีกคนหนึ่ง ตอนนี้เขาประจำการอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ส่งคนไปตรวจสอบแล้ว คาดว่าอีกสัก 3-4 วันคงได้เรื่อง... หวยอัน ถ้าทั้งหมดนี้เป็นความจริง เราคงต้องย้ายออกจากบ้านพักหลังนี้ไปตลอดกาล”
กู้หวยอันไม่ได้แสดงความแปลกใจออกมา เขากล่าวอย่างใจเย็น “คุณปู่ครับ ตราบใดที่ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย ตอนนี้จะพูดอะไรก็ยังเร็วเกินไปครับ”
ใบหน้าของผู้เฒ่ากู้ซีดเผือด “ตำแหน่งหน้าที่มันไม่จีรัง มีขึ้นก็ต้องมีลง... ปู่เข้าใจดี”
ยังไม่ทันที่กู้หวยอันจะได้เอ่ยคำใดต่อ ชายชราก็ลุกขึ้นยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เพียงชั่วอึดใจเดียว ผู้เฒ่ากู้ก็กลับมามีท่าทีสุขุมเยือกเย็นเช่นเคย
เขาตบไหล่หลานชายเบาๆ “เรื่องที่แกสืบอยู่ให้พักไว้ก่อน ต่อจากนี้ปู่จะจัดการเอง แกกลับไปตั้งใจทำงานวิจัยของแกเถอะ ไม่ต้องเข้ามายุ่ง”
กู้หวยอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับคำ
แต่เขาก็เอ่ยเสริมขึ้นว่า “คุณปู่ครับ ผมได้ยินมาว่าภรรยารองของคุณปู่เฉียนมีความสามารถในการปรุงเครื่องหอม แต่ผมก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ครับ ผมเคยได้ยินว่าที่ปักกิ่งมีตระกูลปรุงเครื่องหอมเก่าแก่ตระกูลหนึ่งที่แซ่ซู ผมไม่แน่ใจว่าจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับภรรยาเอกของคุณปู่เฉียนหรือเปล่า เบาะแสนี้อาจมีเงื่อนงำซ่อนอยู่ก็ได้ครับ ในเมื่อเราจะรื้อคดีขึ้นมาใหม่แล้ว ก็ควรจะสืบให้กระจ่างแจ้งทุกประเด็น ไม่อย่างนั้นการสืบสวนครั้งนี้ก็จะสูญเปล่า”
ผู้เฒ่ากู้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ในแววตาฉายประกายแห่งความหวังขึ้นมา ใช่แล้ว เรื่องนี้ต้องสืบให้รู้ความจริง
เขาต้องหาทางไปหยั่งเชิงตาเฒ่าเฉียนดูสักตั้ง และที่สำคัญต้องสืบเรื่องภรรยาเอกคนนั้นด้วย
น้องสาวของเธอหายสาบสูญไป เธอรู้เรื่องนี้หรือไม่ แล้วถ้าเธอรู้ เธอได้ไปทวงถามความจริงจากตาเฒ่าเฉียนบ้างหรือเปล่า
ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นเค้าลางของความลับดำมืดที่อาจซุกซ่อนอยู่
แต่เพียงแค่คิดถึงความเป็นไปได้ว่าตนอาจจะพลั้งมือสังหารผู้บริสุทธิ์ มือของผู้เฒ่ากู้ก็สั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
กู้หวยอันค่อยๆ ประคองปู่ของเขาเดินออกจากห้องหนังสือ
เมื่อผู้เฒ่ากู้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของลูกๆ เขาก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว
มื้อค่ำรวมญาติในวันนี้... อาจเป็นมื้อสุดท้ายของพวกเขาที่นี่
ผู้เฒ่ากู้นั่งลงบนเก้าอี้หัวโต๊ะ ก่อนจะหันไปพูดกับกู้หัว ลูกชายคนโตด้วยรอยยิ้ม “แกเป็นพี่ใหญ่ กล่าวอะไรสักหน่อยสิ”
ขณะเดียวกันนั้น ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ เนื่องจากเป็นช่วงที่ฟ้ามืดเร็ว ทุกคนจึงกินอาหารเย็นกันเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่บ่าย 3 โมง
งานเลี้ยงปีใหม่ปีนี้อลังการยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่ครอบครัวซ่งเคยมีมา บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรส ทั้งปลาตุ๋นซีอิ๊ว ซี่โครงหมูตุ๋นยาจีน หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน ไก่บ้านตุ๋นเห็ดหอมสารพัดผัดผักและยำรวมมิตรจานโต
และที่พิเศษสุดคือห่านตุ๋นหม้อเหล็กตัวใหญ่
ห่านตัวนี้เป็นห่านเลี้ยงจากหมู่บ้านอื่น ไม่ใช่ห่านเจ้าถิ่นจอมเกเรที่ครอบครัวซ่งเลี้ยงไว้
เรื่องเสื้อผ้าชุดใหม่คงไม่ต้องพูดถึง ทุกคนต่างได้รับกันถ้วนหน้าพร้อมรองเท้าคู่ใหม่เอี่ยม
ปีนี้ยังเป็นปีที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจุดประทัดฉลองกันอย่างคึกคักที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ผู้ใหญ่ในบ้านซ่งเตรียมซองอั่งเปาไว้พร้อมสรรพ จากที่เคยให้เงินเด็กๆ คนละ 1 เฟิน
ปีนี้ซ่งอวี้หน่วนเสนอให้ใช้กระดาษสีแดงทำเป็นซองอั่งเปาแล้วใส่เงินเข้าไปข้างใน เพื่อเป็นสิริมงคลให้โชคดีเฟื่องฟูตลอดปี
ข้อเสนอแนะนี้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน และถูกนำไปปฏิบัติทันที
ปีนี้เป็นปีที่ย่าซ่งมีความสุขใจอย่างแท้จริง
หลายปีที่ผ่านมา พอถึงเวลาต้องควักเงินให้อั่งเปาหลานๆ ทีไร เธอก็กลุ้มใจจนนอนไม่หลับ
เงินแค่ 1 เฟินยังรู้สึกเสียดาย
แต่ปีนี้กลับแตกต่างออกไป เธอแจกอั่งเปาให้เด็กๆ ทุกคนอย่างใจกว้างถึงคนละ 5 หยวน อันที่จริง ปู่ซ่งตั้งใจจะให้เด็กๆ คนละ 10 หยวนด้วยซ้ำ แต่ย่าซ่งกลับท้วงขึ้นก่อน
“ถ้าปีนี้ให้ 10 หยวน แล้วปีหน้าจะให้เท่าไหร่ล่ะ ชีวิตดีขึ้นแล้ว ปีหน้าต้องเพิ่มเป็น 20 หยวนเลยหรือ อีกอย่าง เงิน 10 หยวนนี่เกือบเท่ากับเงินเดือนครึ่งเดือนของคนงานคนหนึ่งแล้วนะ”
ให้เงินเยอะขนาดนี้ในคราวเดียว คนเขาจะไม่หาว่าคนจนอยากอวดรวยหรือไง ชีวิตน่ะ เขาไม่ได้ใช้กันแบบนี้ ตอนแรกย่าซ่งตั้งใจจะให้แค่ 1 หยวน แต่ก็กลัวว่าเสี่ยวหน่วน หลานสาวคนเดียวของเธอ จะมองว่าย่าคนนี้ขี้เหนียวเกินไป นี่เป็นวันตรุษจีนครั้งแรกหลังจากที่หลานกลับมาบ้านแท้ๆ
ครั้นจะแอบให้เพิ่มทีหลังก็ดูไม่เหมาะ เพราะนี่คือแต๊ะเอียที่ต้องให้ต่อหน้าทุกคน สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจใส่เงิน 5 หยวนลงในซอง
นายน้อยรองจงคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะได้รับแต๊ะเอียด้วย เดิมทีเขาช่วยเก็บจานชามเสร็จก็ตั้งใจจะหาเรื่องชวนเสี่ยวหน่วนออกไปเล่นจุดประทัดข้างนอก เพราะเขาสังเกตว่าเธอเป็นเด็กสาวที่รักสนุกมาก เวลาที่ได้เล่นสนุก ดวงตาของเธอจะทอประกายระยิบระยับมีชีวิตชีวา แต่ใครจะคิดว่าคุณย่าซ่งจะเมตตาให้ซองอั่งเปากับเขาด้วย
มือที่กำซองแดงสดสั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาฉายชัด ภาพของคุณตา คุณยาย และคุณแม่ที่มอบซองอั่งเปาให้เขาในวันปีใหม่ โดยเฉพาะคุณตาที่มักจะแอบเอาซองพิเศษมาสอดไว้ใต้หมอนของเขาเสมอ
คุณตาเคยบอกว่าที่ให้แต๊ะเอีย ก็เหมือนเป็นการ ‘กดทับสิ่งชั่วร้าย’ ไม่ให้มาย่างกรายทำร้ายหลานรักของท่านได้
ทว่า... มันกลับไม่เคยป้องกันอะไรได้เลย
ในวัย 12 ปี เขาต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับ วันปีใหม่ปีนั้น เทียนซื่อถือซองอั่งเปาใบเขื่องสองซองมายืนอวดเยาะเย้ยเขา ไม่สิ... ไม่ใช่ต่อหน้า แต่เป็นที่หน้าต่างบานเล็กของห้องมืดที่ใช้กักขังเขา
ตอนนั้นเขาคิดว่าตัวเองคงจะคลุ้มคลั่งและเกลียดชังจนควบคุมตัวเองไม่อยู่เมื่อเห็นซองอั่งเปานั้น ความเกรี้ยวกราดพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเขาจริงๆ แต่แล้วมันก็เลือนหายไปในพริบตา
เขารู้ดีว่านี่คือน้ำใจของคุณย่าซ่ง เขาจะอกตัญญูไม่ได้ ท่านมอบซองอั่งเปาให้ นั่นหมายความว่าท่านนับเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว
ความอบอุ่นสายหนึ่งค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจที่เย็นชาของนายน้อยรองจง เขายิ้มกว้างอย่างจริงใจ กล่าววาจาหวานหู “ขอบคุณครับคุณย่าซ่ง”
ธรรมเนียมการให้อั่งเปาของที่นี่แตกต่างจากความทรงจำของเขา ที่นี่จะให้กันทันทีหลังจบมื้ออาหารรวมญาติ
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองนายน้อยรองจงอยู่ตลอด เมื่อครู่เธอเห็นมือของเขาสั่นระริกและแววตาที่วูบไหวไปด้วยความอำมหิตอย่างชัดเจน เธอไม่เคยเชื่อเลยว่าคนที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายขนาดนั้นมาได้จะเป็นคนใสซื่อไร้เดียงสา คนที่รอดชีวิตจากขุมนรกบนดินแล้วหนีออกมาได้ ไม่มีทางที่จะเป็นคนโลกสวย
เขามีความดีอยู่บ้าง แต่คงไม่มากนัก
ตอนเข้าค่ายฤดูร้อน เธอรู้ว่าเขาไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน แต่ถ้าเธอพลาดท่าขึ้นมา เขาก็คงไม่ยื่นมือเข้าช่วยเช่นกัน
ดังนั้น การที่คุณย่ามอบซองอั่งเปาให้ คงไปสะกิดโดนบาดแผลในใจของเขาเข้าอย่างจัง
ซ่งอวี้หน่วนกำหมัดน้อยๆ ของเธอแน่น เตรียมพร้อมเต็มที่ว่าถ้าเขาเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาเมื่อไหร่ เธอจะซัดให้เขาสลบไปเลย ถึงแม้การลงไม้ลงมือในวันปีใหม่จะไม่เป็นมงคล แต่ก็คงเลี่ยงไม่ได้
แต่ไม่น่าเชื่อว่าความเกรี้ยวกราดนั้นจะหายไปวับไปกับตา พลังใจของนายน้อยรองคนนี้ไม่ใช่ธรรมดาเลยจริงๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรักษาร่วมกันระหว่างปู่รองและน้าเล็กของเธอ นับเป็นความสำเร็จอันงดงามของการผสมผสานการแพทย์แผนจีนและตะวันตก
ในเวลาเดียวกัน
ชวีลี่เหมย ภรรยารองของผู้เฒ่าเฉียน ได้รับข่าวสารบางอย่างและกำลังนั่งเผชิญหน้าอยู่กับซ่างกวนอวิ๋นฉี
หากมองให้ดี จะเห็นว่าบนใบหน้าที่ได้รับการบำรุงมาอย่างดีของชวีลี่เหมยนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจและเบื่อหน่ายที่ต้องเก็บซ่อนไว้
ซ่างกวนอวิ๋นฉีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเปลี่ยนไปจากเดิมราวกับเป็นคนละคน ผมของเธอขาวโพลนไปกว่าครึ่ง ใบหน้าตอบซูบซีด ท่าทางอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด แต่ดวงตากลับลุกโชนไปด้วยไฟแค้น
ชวีลี่เหมยตกตะลึงกับภาพที่เห็น พลางสบถด่าในใจ ‘นังแก่สารเลว ยังกล้าเอาเรื่องเก่ามาข่มขู่ฉันอีก!’
แต่ในสถานการณ์ที่สามีกำลังถูกตรวจสอบ และอนาคตของลูกๆ กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เธอไม่กล้าพอที่จะเสี่ยง หากนังแก่บ้านี่แฉเรื่องในอดีตออกมาจริงๆ เธอก็คงต้องมีชะตากรรมไม่ต่างจากซ่างกวนอวิ๋นฉี ชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตคงพังพินาศ
จะให้มาเสียชื่อตอนแก่หรือ ไม่มีทาง!
ที่นี่ไม่เหมาะจะสนทนาเรื่องสำคัญ เพราะมีผู้คุมยืนเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
ซ่างกวนอวิ๋นฉีจึงไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความนัยว่า “เหล่าชวี ช่วยฉันทำเรื่องหนึ่ง ถ้าสำเร็จ เรื่องราวในอดีตระหว่างเราถือว่าจบสิ้นกันไป จะไม่มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกตลอดกาล”
[จบบท]