บทที่ 413: ไส้ศึก
ล่วงเลยจนถึงสี่ทุ่ม กู้หวยอันจึงเก็บกระดานดำและแจ้งให้สองแม่ลูกทราบว่าการพูดคุยสิ้นสุดลงแล้ว เขาบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลให้พวกเธอพักผ่อนได้อย่างสบายใจ พร้อมกับแจ้งข่าวดีว่าหลูลี่ชุนสามารถเริ่มงานได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป และรับรองว่าหลูจื้อกั๋วจะไม่กล้ากลับมารบกวนชีวิตของพวกเธออีก
ระหว่างการซักถาม หลูลี่ชุนถูกแยกตัวไปอีกห้องหนึ่ง เธอจึงไม่รู้เลยว่าแม่ได้เปิดเผยเรื่องราวใดออกไปบ้าง แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เอ่ยถาม หญิงสาวตั้งมั่นในใจว่าจะเชื่อฟังและตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด เพื่อทะนุถนอมชีวิตอันสงบสุขที่เพิ่งได้กลับคืนมาเคียงข้างมารดา
ในเวลาเดียวกัน เซี่ยจื้อทรุดตัวลงนั่งกับพื้นห้องนอนอย่างหมดแรง ใบตรวจร่างกายหลายฉบับจากโรงพยาบาลหลายแห่งกองอยู่ตรงหน้า เขาขยี้ผมตัวเองอย่างหัวเสีย ดวงตาฉายแววเคียดแค้นอย่างปิดไม่มิด แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณหลังมือ ร่างกายของเขาก็พลันแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ความหวาดกลัวอันไร้ที่สิ้นสุดถาโถมเข้าใส่จนแทบหายใจไม่ออก เขานึกแค้นบิดาที่สั่งให้ไปเยี่ยมซ่างกวนหว่าน และเกลียดชังหญิงสาวผู้นั้นที่เป็นต้นตอของหายนะทั้งมวล
เรื่องราวเกิดขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากวันส่งท้ายปีเก่า ตอนที่เขาไปเยี่ยมซ่างกวนหว่านตามคำสั่งของพ่อ ทุกอย่างดูปกติดีจนกระทั่งเขาดื่มชาที่เธอรินให้ไปหนึ่งถ้วย
ความรู้สึกวิปริตก็บังเกิดขึ้น เขารู้สึกราวกับมีแมลงตัวเล็กๆ ไชชอนอยู่ใต้ผิวหนัง ความหวาดกลัวทำให้เขาร้องลั่นจนสุดเสียง เหงื่อกาฬแตกพลั่กทั่วแผ่นหลัง มือไม้สั่นเทิ้มควบคุมไม่ได้ ทว่าซ่างกวนหว่านกลับยืนกรานว่าไม่มีอะไรผิดปกติ มันเป็นเพียงอุปาทานของเขาเอง
ส่วนจางเอ้อร์กูกลับอ้างว่าเขาอาจไปล่วงเกินสิ่งลี้ลับเข้าจนเกิดอาการประสาทหลอน เธอยืนยันว่าสามารถรักษาให้หายได้ แต่มีข้อแม้เพียงข้อเดียวคือ เขาต้องหาทางพาตัวซ่งอวี้หน่วนมาที่บ้านหลังนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม หากทำไม่สำเร็จ อาการนี้จะตามหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต ทำให้เขาไม่มีวันพบกับความสงบสุขอีกเลย
เซี่ยจื้อตกตะลึงกับข้อเสนอนั้น เขาแย้งว่าซ่งอวี้หน่วนอยู่ห่างไกลเหลือเกิน จะให้เขาไปพาตัวเธอมาได้อย่างไร แต่หญิงชรากลับแสยะยิ้มพร้อมบอกว่าอีกไม่นานซ่งอวี้หน่วนจะเดินทางมาเอง หน้าที่ของเขามีเพียงอย่างเดียว คือคิดหาวิธีล่อเธอมาที่นี่ให้สำเร็จ
แน่นอนว่าเซี่ยจื้อไม่เชื่อเรื่องเหลวไหล เขาตระเวนไปตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งเข้ารับการเอกซเรย์ หรือแม้กระทั่งเครื่องมือวินิจฉัยล้ำสมัยที่เพิ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่ผลที่ได้กลับว่างเปล่า เขาถึงกับกินยาถ่ายพยาธิและเข้าพบจิตแพทย์ แต่ก็ไร้ผล
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ไอ้ตัวประหลาดใต้ผิวหนังของเขาจะเริ่มเคลื่อนไหวอย่างคึกคักก็ต่อเมื่อเขาอยู่ตามลำพังเท่านั้น มันเกาะติดเขาประดุจเงาตามตัว โดยที่เครื่องมือทางการแพทย์หรือสายตาของคนอื่นไม่อาจมองเห็นได้
แล้ววันหนึ่ง ซ่างกวนหว่านก็โทรศัพท์มาแจ้งข่าวว่าซ่งอวี้หน่วนจะเดินทางมาถึงปักกิ่งในวันที่เจ็ดหลังปีใหม่ เธอกำชับให้เขารีบลงมือพาตัวซ่งอวี้หน่วนมาให้ได้ เพื่อที่เธอจะได้รักษาอาการของเขาเสียที พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่แตะต้องซ่งอวี้หน่วนแม้แต่ปลายเล็บ แค่ต้องการถามคำถามบางอย่าง แล้วจะส่งตัวกลับไปยังบ้านของผู้เฒ่าจี้อย่างปลอดภัย
เซี่ยจื้อไม่มีวันหลงเชื่อคำพูดเหล่านั้น เขารู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่คนที่จะหาเรื่องด้วยได้ง่ายๆ
แต่แล้วเขาควรทำอย่างไรต่อไป จะไปบอกพ่อ พ่อก็ไปทำงานต่างเมืองที่ไห่เฉิง พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ก็ไม่อยู่บ้าน พี่รองก็พึ่งพาอะไรไม่ได้ ส่วนน้องเล็กก็ขี้ขลาด บอกไปก็เปล่าประโยชน์ ครั้นจะไปแจ้งตำรวจก็ไม่มีหลักฐาน เพราะคนอื่นมองไม่เห็นสิ่งที่เขาเห็น หากอ้างว่าประสาทหลอนหรือโดนคุณไสย เรื่องราวคงยิ่งไปกันใหญ่
ถึงจุดนี้เขากระจ่างใจแล้วว่าซ่างกวนหว่านกับจางเอ้อร์กูเป็นพวกเดียวกัน พวกเธอต้องวางยาเขาจนทำให้เกิดภาพหลอนที่สมจริงจนน่าขนลุกเช่นนี้
วันนั้น เซี่ยจื้อตัดสินใจเผชิญหน้ากับชะตากรรม เขาข่มความรู้สึกขยะแขยงจนสุดกำลัง ลุกขึ้นคว้ามีดปังตอกับมีดสั้นเตรียมบุกไปยังบ้านของซ่างกวนหว่าน มีดปังตอซ่อนไว้ในเสื้อนวม ส่วนมีดสั้นซุกอยู่ในถุงมือผ้าฝ้าย เขาตั้งใจจะข่มขู่จางเอ้อร์กูให้มอบยาแก้พิษให้
ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าในห้องมีบอดี้การ์ดอยู่ด้วย เขาจึงถูกจับตัวไว้ได้ในที่สุด ส่วนจางเอ้อร์กูก็ทำท่าทีเกรี้ยวกราดขู่จะแจ้งความจับเขาในข้อหาบุกรุกและพยายามฆ่า เธอยึดอาวุธทั้งสองชิ้นไว้เป็นของกลาง มิหนำซ้ำยังนำรูปถ่ายที่บันทึกภาพเขาขณะถือมีดด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวมาแสดงเป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นรูปที่ถูกอัดล้างเสร็จเรียบร้อยภายในวันเดียว
ภาพถ่ายตอนที่เขาถือมีดถูกบันทึกไว้ได้ เซี่ยจื้อรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสมเพชและไร้ค่าสิ้นดี
หากภาพนี้ตกไปถึงมือตำรวจ ชีวิตเขาคงหาความสงบสุขไม่ได้อีกต่อไป
ชายหนุ่มที่ทั้งหวาดผวาและเดือดดาลได้แต่ชกพื้นระบายอารมณ์อย่างบ้าคลั่ง นึกสาปแช่งในใจว่าพวกคนเลวคงจะโปรดปรานการถ่ายรูปเป็นพิเศษ
เมื่อจนปัญญา เขาจึงตัดสินใจไปหาเซี่ยลี่อิ๋งและเล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องสาวฟัง หญิงสาวกลัวแมลงเป็นชีวิตจิตใจ พอได้ฟังเรื่องราวก็ตกใจจนไม่กล้าเข้าใกล้พี่ชาย
ถึงกระนั้น เธอก็ยังรวบรวมความกล้าเตือนสติเขา "พี่คะ เรื่องไปสถานีตำรวจหรือเรื่องอาการประสาทหลอน ฉันว่ามันยังพอทนได้นะ แต่พี่ห้ามไปยุ่งกับซ่งอวี้หน่วนเด็ดขาดเลยนะ ฉันว่า...เธอน่ากลัวกว่าอาการบ้าๆ นี่อีก"
***
ซ่งอวี้หน่วนหารู้ไม่ว่าตนเองถูกเปรียบเปรยไว้เช่นนั้น เช้าวันต่อมา เธอก็ได้พบกับกู้หวยอันที่เดินทางมาหาถึงที่พัก
กู้หวยอันเอ่ยขึ้นก่อนว่าช่วงนี้เขาค่อนข้างยุ่ง อาจจะไม่มีเวลาพาเธอไปเที่ยวเล่นที่ไหน ซ่งอวี้หน่วนจ้องมองเขา แต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ เธอจึงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก "หน้าหนาวแบบนี้ ก็ไม่มีที่ไหนน่าเที่ยวอยู่แล้วนี่คะ"
"ผมมีเรื่องจะบอกคุณ" กู้หวยอันพูดต่อ "ซ่างกวนหว่านอยู่กับผู้หญิงที่ชื่อจางเอ้อร์กู ย่าเฉียนได้ปรุงเครื่องหอมชนิดหนึ่งให้พวกเธอ ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ใช่ของดีแน่ ผมส่งคนไปจับตาดูแล้ว แต่คุณเองก็ต้องระวังตัวให้มาก ช่วงนี้อย่าไปไหนมาไหนคนเดียว"
หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจเล่าเรื่องวุ่นวายภายในครอบครัวให้ซ่งอวี้หน่วนและผู้เฒ่าจี้ฟัง
ซ่งอวี้หน่วนเพียงแค่กะพริบตา แต่ในใจกลับครุ่นคิด【สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ยังคงดำเนินไปตามเส้นเรื่องเดิมสินะ ต่อให้สืบหาความจริงได้ ผู้เฒ่ากู้ก็คงไม่อาจหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาพลั้งมือฆ่าคนได้อยู่ดี มิน่าเล่าเขาถึงเลือกจบชีวิตตัวเอง คงเพราะแบกรับแรงกดดันและความรู้สึกผิดไม่ไหว】
กู้หวยอันไม่ปล่อยให้เธอจมอยู่กับความคิดนานนัก เขาหันไปกล่าวกับผู้เฒ่าจี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ "ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณปู่จี้ครับ ผมเดาว่าอีกไม่นานคุณปู่ของผมคงจะมาหาคุณปู่เพื่อปรับทุกข์ ถ้าท่านไม่เริ่มพูดก่อน คุณปู่ก็อย่าเพิ่งถามอะไรเลยนะครับ"
ผู้เฒ่าจี้ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
กู้หวยอันไม่ได้กลับบ้านมาทั้งคืน หลังจากแยกกับซ่งอวี้หน่วนแล้ว เขาจึงมุ่งหน้ากลับบ้านทันที
เมื่อไปถึง ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าและกำลังเก็บข้าวของใกล้จะแล้วเสร็จ กู้จินผู้เป็นอารองของเขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย "พ่อครับ ผู้ใหญ่ของผมบอกแล้วว่าพ่อไม่จำเป็นต้องย้ายออกไปเลย ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมพ่อถึงได้ดื้อรั้นขนาดนี้"
"ทำตามที่พ่อบอกเถอะ" กู้หัวเอ่ยเรียบๆ
"ผมไม่ได้หมายความว่าย้ายไปแล้วจะอยู่ไม่ได้!" กู้จินขยี้ผมอย่างหัวเสีย "แต่ลูกๆ ต้องไปโรงเรียนที่อยู่แถวนี้ แค่เดินข้ามถนนก็ถึงแล้ว แต่ถ้าเราย้ายไปบ้านเก่า ต้องขี่จักรยานตั้งครึ่งชั่วโมง ส่วนบ้านผมน่ะ ยิ่งไกลเข้าไปใหญ่"
ผู้เฒ่ากู้หน้าตาหมองคล้ำ ไม่เอ่ยวาจาใด
กู้จินเห็นดังนั้นจึงพูดต่อไปอย่างไม่เกรงกลัว "พ่อครับ พ่อก็แค่ห่วงหน้าตาตัวเองเกินไป มันก็แค่คดีพลั้งมือฆ่าคนตาย ไม่เห็นจะต้องทำเหมือนกับว่าตัวเองไปก่อความผิดมหันต์อะไรมาเลย"
คำพูดนั้นราวกับไปสะกิดโดนแผลเก่า ดวงตาของผู้เฒ่ากู้พลันแดงก่ำ เขายกนิ้วที่สั่นเทาชี้หน้าลูกชาย
"แกพูดง่ายดีนี่! แค่พลั้งมือฆ่าคนตายงั้นรึ นั่นไม่ใช่แค่ชีวิตเดียวนะ แต่มันพัวพันไปถึงคนสามรุ่น ทั้งพี่น้องของเขาอีก! ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน พวกเขาอาจจะย้ายหนีทันและไม่ตายก็ได้ มันเป็นความผิดของฉัน!" ผู้เฒ่าทุบหน้าอกตัวเองร่ำไห้จนน้ำตานองหน้า
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัด
ขณะนั้นเอง กู้หวยอันที่สีหน้าเคร่งขรึมก็ก้าวเข้ามาในห้องและปิดประตูลง เขามองตรงไปยังปู่ของตนแล้วเปิดประเด็นทันที
"คุณปู่ครับ ผมสืบมาได้บางส่วนแล้ว อย่างแรก เฉียนเฉิงคือไส้ศึก เขาขายข่าวนี้ให้คนสองกลุ่มเป็นเงินหนึ่งพันเหรียญ กลุ่มแรกคือสายลับที่ชื่อดีเทอร์ อีกกลุ่มคือพวกโจรภูเขา ซึ่งคนร้ายส่วนใหญ่ในวันนั้นก็คือพวกโจรภูเขาครับ"
"และที่สำคัญ ข้อมูลการสืบสวนในภายหลังถูกแก้ไข คุณปู่ลองเดาดูสิครับว่าใครเป็นคนทำ"
ภายในห้องมีเพียงสมาชิกสี่คนของตระกูลกู้ อีกสามชีวิตที่เหลือต่างจ้องมองกู้หวยอันเป็นตาเดียวด้วยความตกตะลึง
ผู้เฒ่ากู้ถึงกับหายใจติดขัด คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากอย่างเขาย่อมรู้ในทันทีว่าไม่ใช่ผู้เฒ่าเฉียนเป็นแน่
"ไม่ใช่...ผู้เฒ่าเฉียนหรอกรึ"
กู้หวยอันส่ายหน้า "ผู้เฒ่าเฉียนไม่มีปัญญาหรือความกล้าพอจะมาแตะต้องทองคำกับของเก่าพวกนี้หรอกครับ คนที่ลงมือแก้ไขเอกสารคือชวีลี่เหมย ภรรยารองของผู้เฒ่าเฉียนต่างหาก!"
[จบบท]