บทที่ 417: วันนี้จะร้ายหรือดี?
จางเอ้อร์กู “...” เธอยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากอะไรด้วยซ้ำ แต่อีกฝ่ายกลับร่ายยาวมาเสียขนาดนี้
หญิงชราสูดหายใจลึก พยายามตั้งสติ ทันทีที่เธอจะหันหลังเดินเข้าห้องด้านในเพื่อจุดธูป ซ่งอวี้หน่วนก็คว้าแขนของเธอไว้แน่น
แม้ใบหน้าของซ่งอวี้หน่วนจะประดับรอยยิ้ม แต่น้ำเสียงกลับกดต่ำจนน่าหวาดหวั่น “จางเอ้อร์กู อย่าเพิ่งรีบไปไหน ช่วยแก้มนตร์มายาให้เซี่ยจื้อก่อนสิ พอเขาหายดีแล้ว เราค่อยมานั่งคุยกันยาวๆ ก็ยังไม่สาย”
ขณะเดียวกันนั้น ที่ด้านนอก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ก็เห็นซ่งอวี้หน่วนและเซี่ยจื้อเดินเข้าไปในบ้านแล้ว
เขากำลังจะจัดกำลังคนและปลอมตัวเป็นพนักงานจดมิเตอร์ไฟฟ้าเพื่อหาจังหวะเข้าไปสมทบ แต่จู่ๆ กลุ่มคุณป้าจากคณะกรรมการชุมชนซึ่งสวมปลอกแขนสีแดงทุกคนก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
พวกเธอเข้ามาซักถามเขาทันที แต่เมื่อได้เห็นบัตรประจำตัวก็เปลี่ยนเป็นกระซิบกระซาบว่าได้นัดแนะกับเด็กสาวที่เข้าไปข้างในเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่รอสัญญาณจากเธอ พวกเธอก็พร้อมจะบุกเข้าไปจับกุม
คนข้างในกำลังประกอบพิธีกรรมงมงายไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องจับตัวจางเอ้อร์กูที่หลอกลวงชาวบ้านให้ได้คาหนังคาเขา ไม่อย่างนั้นคงมีผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเหยื่ออีกนับไม่ถ้วน
เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เอง! เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะถอยไปยืนสมทบอยู่หลังกลุ่มคุณป้าอย่างว่าง่าย เพื่อรอสัญญาณจากซ่งอวี้หน่วน
ภายในบ้าน ซ่งอวี้หน่วนยังคงจับแขนของจางเอ้อร์กูไม่ปล่อย นิ้วเรียวยาวขาวผ่องของเธอดูบอบบางภายใต้แสงแดด แต่เรี่ยวแรงที่บีบรัดนั้นกลับหนักแน่นราวกับคีมเหล็ก ทำให้จางเอ้อร์กูขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย
เซี่ยจื้อรีบฉวยโอกาสพูดสนับสนุน “ผมพาตัวเธอมาให้คุณแล้ว รีบแก้มนตร์มายาให้ผมได้แล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวเสริม “ฉันรู้ดีว่าคุณต้องการรู้อะไร เพื่อไม่ให้เป็นปัญหายืดเยื้อ วันนี้ฉันจะบอกคุณให้หมดสิ้น แต่จะให้พูดลอยๆ คงไม่ได้ ในตัวฉันมีองค์เทพประทับอยู่ คุณต้องจัดเตรียมโต๊ะบูชาให้สมเกียรติ ไม่อย่างนั้นหากองค์เทพเสด็จลงมาแล้วเห็นสภาพน่าอนาถาเช่นนี้ มีหวังได้โชคร้ายกันทั้งคู่”
จางเอ้อร์กูเริ่มลังเลใจ ชักไม่แน่ใจว่าการกระทำของตัวเองนั้นถูกต้องหรือไม่
“งั้นเธอก็พูดมาก่อนสิ พอพูดจบฉันจะรักษาเขาให้” ในที่สุดเธอก็หาจังหวะพูดจนได้
“ไม่มีทาง ฉันไม่ไว้ใจคุณ อีกอย่าง เขาก็มีศักดิ์เป็นน้าของฉันคนหนึ่ง ฉันจะทนดูเขาต้องอับอายขายหน้าเพราะอาการวิกลจริตนี่ไม่ได้หรอกนะ เรื่องนี้จะว่าไปฉันก็มีส่วนผิด คุณต้องรักษาเขาก่อน ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าจะได้ยินอะไรจากปากฉันแม้แต่คำเดียว”
เซี่ยจื้อที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับหัวใจพองโต ความรู้สึกตื้นตันพลันจุกขึ้นมาที่อก ไม่ใช่เพราะเรื่องใครทำให้ใครเดือดร้อน แต่เป็นเพราะคำพูดนั้น...
‘มีศักดิ์เป็นน้า’
แม้ลึกๆ แล้วเขาจะไม่ได้ต้องการสถานะนั้นเลยสักนิด แต่เมื่อได้ยินแล้วกลับรู้สึกซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก ในใจพลันนึกโทษมารดาขึ้นมาอีกครั้ง...หากเพียงแต่แม่ของเขาจะมีเมตตาสักหน่อย เรื่องราวคงไม่ลงเอยเช่นนี้
เขาก้าวมายืนเคียงข้างซ่งอวี้หน่วน กัดฟันกรอดพลางชูกำปั้นขึ้นมาขู่ “อย่าคิดว่าฉันเป็นคนที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ นะ”
โต๊ะบูชางั้นหรือ?
จางเอ้อร์กูยอมอ่อนข้อ “ก็ได้ เธอพูดถูก ฉันจะไปตั้งโต๊ะบูชาเดี๋ยวนี้ ปล่อยแขนฉันได้แล้ว”
ซ่งอวี้หน่วนคลายมือออก
ทางด้านซ่างกวนหว่าน เมื่อนึกถึงท่าทีเกรี้ยวกราดของซ่งอวี้หน่วนในครั้งแรกที่เจอกัน ประกอบกับความเป็นห่วงจงเส้าชิง เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นมา “...ซ่งอวี้หน่วน แล้วนายน้อยรองจงเป็นอย่างไรบ้าง พวกเธอคงไม่ได้จับเขากักขังไว้เพื่อรีดไถเงินค่ารักษาหรอกนะ?”
ซ่งอวี้หน่วนหันขวับไปมองซ่างกวนหว่าน “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ?”
“ฉันเป็นคู่หมั้นของเขานะ! แน่นอนว่าฉันย่อมมีสิทธิ์ถาม” ซ่างกวนหว่านเชิดหน้าตอบ
ซ่งอวี้หน่วนกลอกตาเล็กน้อย ก่อนจะตบมือดังแปะ ทำทีเป็นเพิ่งนึกได้ “จริงด้วยสิ ฉันลืมไปเลยว่าเธอเป็นคู่หมั้นของเขานี่นา...ก็จริงอย่างที่เธอว่า ตอนนี้จงเส้าชิงอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เขากำลังอยู่ในช่วงที่ลำบากที่สุดเลยล่ะ”
“เธอรู้ไหมว่าพ่อใจหมาของเขาน่ะฉีดยาเสพติดให้นายน้อยรองจง พอขาดยาเมื่อไหร่ นายน้อยรองจงก็จะคลุ้มคลั่งจนเอาหัวโขกกำแพงดังปังๆ สภาพตอนนั้นน่ะน่าสยดสยองเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้เลยนะ ในเมื่อมาจากที่เดียวกัน ทำไมเธอไม่ไปช่วยหาซื้อยาดีๆ มาให้เขาสักหน่อยล่ะ หรืออย่างน้อยก็ไปอยู่เป็นเพื่อนคอยปลอบใจเขา ร้องรำทำเพลงให้เขาดู เขาก็น่าจะดีใจแล้ว”
“สองสามวันมานี้เขาอาการกำเริบอีกแล้ว ถูกจับมัดไว้ในห้อง ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงบุกมาหาเธอแล้ว ก็เขาเล่นชอบเธอขนาดนั้นนี่นา...เอาไว้เสร็จธุระตรงนี้เมื่อไหร่ ฉันจะอาสาพาเธอไปเยี่ยมเขาเอง”
ซ่งอวี้หน่วนกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มระรื่น ราวกับว่าการได้พาคู่หมั้นไปเจอคนรักเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
คำพูดของซ่งอวี้หน่วนเป็นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจซ่างกวนหว่าน จากที่เคยยืดอกอย่างมั่นใจ ตอนนี้กลับตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ใช่...เธอไปลืมเรื่องนี้ได้อย่างไร!
ภาพในอดีตฉายซ้ำในหัว...วันที่มามี้ของเธอกำลังต่อว่าแด๊ดดี้อย่างเกรี้ยวกราดที่ยอมทำสัญญาหมั้นหมายอย่างไร้หัวใจ ไม่นึกถึงความรู้สึกของลูกสาวแม้แต่น้อย เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจกับตระกูลจง
มามี้เล่าว่าประธานจงใช้วิธีฉีดยาชนิดรุนแรงที่ไม่มีวันเลิกได้ตลอดชีวิตเพื่อควบคุมลูกชายคนรองของตัวเอง ว่ากันว่ายาตัวนั้นมีชื่อว่า ‘ยาเทวดาเดินดิน’
ซ่างกวนหว่านผงะถอยหลังไปหลายก้าว ใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ
เซี่ยจื้อเหลือบมองอย่างเย็นชาแล้วกล่าวเสริม “เสี่ยวหว่าน ได้ยินมาว่าเจ้าคนวิกลจริตนั่นคลั่งไคล้เธอมากเลยไม่ใช่เหรอ ไม่ได้เจอกันนานขนาดนี้ คงจะคิดถึงเธอใจจะขาดแล้วล่ะมั้ง”
ซ่างกวนหว่านพยายามข่มความกลัวจนตัวสั่น “ฉะ...ฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ ที่จริงฉันกับเขายกเลิกการหมั้นกันไปนานแล้ว ฉันสาบานได้เลย!”
“ยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวงั้นเหรอ?” ซ่งอวี้หน่วนเอียงคอถามอย่างใสซื่อ
“ไม่ใช่! แด๊ดดี้ของฉันกับท่านประธานจงตกลงกันเอง เอาเป็นว่าตอนนี้เราสองคนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว ที่ฉันถามก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง”
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำหน้าผิดหวังอย่างสุดขีด
ขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรต่อ จางเอ้อร์กูก็เดินออกมาจากห้องด้านในเสียก่อน “เธอสองคนเข้ามาได้แล้ว” หญิงชรามองเลยไปที่บอดี้การ์ดสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูด้วยท่าทีทะนงตน
ในสายตาเธอ เซี่ยจื้อก็แค่ไอ้หนุ่มไร้พิษสง ส่วนซ่งอวี้หน่วนถึงจะแรงเยอะ แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนนี้ยาหลอนประสาทได้ถูกจุดขึ้นและส่งกลิ่นฟุ้งไปทั่วทั้งบ้านอย่างเงียบเชียบแล้ว
จางเอ้อร์กูจับจ้องดวงตาของซ่งอวี้หน่วนเขม็ง
ซ่งอวี้หน่วนกวาดตามองเข้าไปในห้องแล้วเปรยขึ้น “โห...จัดฉากไว้เต็มยศเลยนะ”
เธอสะกิดให้เซี่ยจื้อเดินนำเข้าไป ก่อนจะหันไปพูดกับจางเอ้อร์กู “แล้วคุณน่ะ ไม่คิดจะไปเปลี่ยนชุดให้มันเข้ากับบรรยากาศหน่อยเหรอ?”
พูดจบ ซ่งอวี้หน่วนก็แสร้งยกมือกุมขมับ ดวงตาที่มองจางเอ้อร์กูเริ่มพร่าเลือน ร่างกายโคลงเคลงไปมาเล็กน้อย “หรือว่า...องค์เทพจะมาแล้ว? ทำไมฉันรู้สึกมึนหัวแบบนี้นะ...คุณรีบไปเปลี่ยนชุดเร็วเข้า! เร็วๆ เลย!”
คนทรงเจ้าเข้าผีอย่างจางเอ้อร์กูย่อมต้องมีชุดประกอบพิธีกรรมเตรียมไว้อยู่แล้ว
ซ่งอวี้หน่วนกระทืบเท้าเร่ง “เร็วเข้าสิ! ถ้าองค์เทพเสด็จกลับไปแล้ว คุณจะไม่ได้รู้อะไรเลยนะ!”
จางเอ้อร์กูจึงรีบเดินเข้าห้องนอนไปเปลี่ยนเป็นชุดคล้ายนักพรตเต๋า ทันทีที่เธอเดินออกมา ซ่งอวี้หน่วนก็พุ่งเข้าไปกระชากแขนของเธอไว้แน่น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มองไม่ออกว่าจริงใจหรือเยาะเย้ย
“ก่อนจะทำเรื่องชั่วๆ ไม่ได้ลองเสี่ยงทายดูดวงชะตาตัวเองก่อนหรือไง ว่าวันนี้จะร้ายหรือดี? จะมีเคราะห์เลือดตกยางออกไหม? หรือจะมีชะตาต้องเข้าไปนอนในซังเตหรือเปล่า?”
เธอพูดพลางลากร่างของจางเอ้อร์กูตรงไปยังประตูหน้าอย่างไม่ปรานี
ซ่งอวี้หน่วนใช้เท้าถีบประตูจนเปิดออก ก่อนจะลากจางเอ้อร์กูออกไปยืนตระหง่านกลางลานบ้าน
จากนั้นเธอก็ตะโกนก้องไปยังประตูใหญ่ “ป้าเหลียง! พวกคุณรีบเข้ามาเลยค่ะ! มีคนชื่อจางเอ้อร์กูมาทำพิธีเข้าทรง หลอกลวงชาวบ้านอยู่ที่นี่!”
จางเอ้อร์กูพยายามสะบัดตัวให้หลุด แต่เรี่ยวแรงของซ่งอวี้หน่วนกลับมากมายจนเธอดิ้นไม่หลุด
ใบหน้าของจางเอ้อร์กูเขียวคล้ำ แววตาคมปลาบ “แกวางแผนไว้ตั้งแต่แรกแล้วสินะ ฉันนี่มันดูถูกแกเกินไปจริงๆ”
[จบบท]