บทที่ 418: แพะรับบาป?
ซ่งอวี้หน่วนเปล่งเสียงกังวาน “ป้าเหลียงคะ พวกคุณเข้ามาข้างในได้เลยค่ะ”
สิ้นเสียงของเธอ ประตูที่ปิดสนิทก็มีเสียงทุบดังโครมคราม
เซี่ยจื้อรีบวิ่งไปจะเปิดประตู แต่กลับถูกบอดี้การ์ดร่างกำยำสองคนรั้งตัวเอาไว้
ซ่งอวี้หน่วนหันไปเผชิญหน้ากับจางเอ้อร์กู เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “คุณป้าคะ อันที่จริงการที่คุณป้าใช้ชีวิตสงบๆ อยู่ที่ฮ่องกงก็นับว่าดีอยู่แล้ว ทำไมต้องพาตัวเองเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้ด้วยล่ะคะ”
“คุณป้าคิดว่าตัวเองเป็นวีรสตรีผู้มากอบกู้โลก หรือคิดว่าเป็นนางฟ้าที่สวรรค์ส่งลงมาโปรดสัตว์กันคะ ต่อให้เป็นเทพเซียนจริงๆ ท่านก็ยังไม่คิดจะก้าวก่ายเรื่องราวบนโลกมนุษย์เลย”
“คุณป้าไม่กลัวบ้างหรือคะ ว่าการยื่นมือเข้ามาสอดส่องมากเกินไป อาจจะนำพาเคราะห์กรรมมาสู่ตัวเอง”
ในจังหวะนั้น บานประตูไม้ก็ถูกกระแทกจนเปิดออกอย่างแรง
กลุ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกรูกันเข้ามา และภาพที่เห็นคือซ่งอวี้หน่วนกำลังยื้อยุดฉุดกระชากหญิงชราในชุดนักพรตเต๋าเอาไว้แน่น
ป้าเหลียงซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม พอเห็นการแต่งกายของจางเอ้อร์กูก็ถึงกับเบิกตากว้าง “เมื่อไม่กี่วันก่อนทางเขตเพิ่งออกประกาศไปหยกๆ ทำไมคุณยังจงใจทำผิดกฎอีก ไหน...เอาทะเบียนบ้านกับเอกสารปันส่วนอาหารมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้”
กว่าเรื่องจะถึงหูกู้หวยอัน ทั้งจางเอ้อร์กูและซ่างกวนหว่านก็ถูกควบคุมตัวไปที่สถานีตำรวจเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากสถานะของทั้งสองคนค่อนข้างพิเศษ การดำเนินการจึงไม่สามารถทำได้โดยพลการ
แต่ฝั่งของซ่างกวนหว่านได้ติดต่อเซี่ยโป๋เหวินไปแล้ว ซึ่งเขาก็เพิ่งจะเดินทางกลับมาถึงพอดี และได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด
เซี่ยจื้อยืนตัวลีบด้วยความกลัวว่าพ่อจะลงโทษเขา แต่เซี่ยโป๋เหวินกลับเหลือบมองลูกชายด้วยแววตาชื่นชม อย่างน้อยที่สุด...เด็กคนนี้ก็ยังรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี
เรื่องราวกลับบานปลายใหญ่โต ยาหลอนประสาทที่พบกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สาวไปถึงตัวชวีลี่เหมย และเมื่อถูกสอบสวน ชวีลี่เหมยก็ซัดทอดต่อไปยังซ่างกวนอวิ๋นฉี
เหตุนี้เอง ชวีลี่เหมยซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับการชมดอกไม้อยู่ในเรือนกระจกของตระกูลเฉียน จึงถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปสอบสวนอย่างไม่ทันตั้งตัว
เมื่อผู้เฒ่าเฉียนบุกมาถึงบ้านตระกูลกู้เพื่อเอาเรื่อง ผู้เฒ่ากู้ก็ได้แต่มองหน้าเฉียนอิงเฉินนิ่งๆ
ในชั่วพริบตานั้น ความทรงจำเก่าๆ ก็ถาโถมเข้ามาในหัว คำถามมากมายผุดขึ้นมาจนแทบอยากจะตะโกนออกไป
‘ณ หุบเขาแห่งนั้นในวันวาน แกไม่เห็นจริงๆ หรือว่าหลานชายของแกพยายามจะฆ่าฉัน แกไม่เห็นจริงๆ หรือว่าเขาลงมือฆ่าซูเมี่ยวหลาน แล้วเรื่องที่ภรรยารองของแกกับหลานชายสมคบคิดกันทำเรื่องเลวร้าย แกไม่เคยระแคะระคายเลยอย่างนั้นรึ’
‘หากแกรู้มาโดยตลอดแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นมาจนถึงวันนี้ ก็ต้องนับว่าแกเป็นยอดนักแสดงที่ตบตาคนได้แนบเนียนที่สุด!’
ผู้เฒ่าเฉียนในยามนี้ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างคนควบคุมตัวเองไม่อยู่ “ฉันไปทำอะไรให้แกนักหนาหา! เรื่องมันผ่านไปตั้ง 30 ปีแล้ว ยังจะขุดขึ้นมาฟื้นฝอยหาตะเข็บไม่เลิก ถ้าแกลากฉันลงไปเปื้อนโคลนด้วยไม่ได้ แกคงนอนตายตาไม่หลับใช่ไหมหา...ไอ้เฒ่ากู้!”
ผู้เฒ่ากู้กลับสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาดใจ
ข้าวของในบ้านถูกเก็บเตรียมย้ายเกือบหมดแล้ว อีกไม่กี่วันครอบครัวของเขาก็จะไปจากที่นี่ แม้จะอยู่ที่นี่มานานหลายปีจนผูกพัน แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องไป
หนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าในห้องหนังสือถูกบรรจุลงลังอย่างเป็นระเบียบ และบัดนี้ ทั้งคู่กำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่กลางห้องที่ว่างเปล่า จนเสียงพูดคุยของพวกเขาดูก้องกังวานผิดปกติ
ความจริงแล้ว เรื่องที่กู้หวยอันกำลังสืบสวนเกี่ยวกับเฉียนเฉิงยังคงดำเนินไปอย่างลับๆ และอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมหลักฐาน เรื่องนี้แม้แต่ผู้เฒ่าเฉียนเองก็ยังไม่รู้ มีเพียงคนในวงแคบไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบ ทำให้ความคืบหน้าเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะหากไร้ซึ่งหลักฐานที่มัดตัวได้ ก็ไม่อาจปรักปรำใครได้
ผู้เฒ่ากู้เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เหล่าเฉียน นี่ไม่เห็นจะเหมือนแกคนเดิมเลยนะ ทำไมถึงได้ร้อนรนจนผิดวิสัยขนาดนี้”
“ถ้าภรรยาของแกขาวสะอาด เดี๋ยวเธอก็ได้กลับบ้านเอง แต่ถ้าเธอมีส่วนพัวพันกับเรื่องผิดกฎหมายจริง มันจะมาเกี่ยวอะไรกับฉันได้ยังไง”
“จะไม่เกี่ยวได้ยังไง!” ผู้เฒ่าเฉียนสวนกลับ “ซ่งอวี้หน่วนกับหลานชายแกสนิทสนมกันจะตายไป ก็ไอ้เด็กสองคนนั่นแหละที่ร่วมหัวกันวางแผนเรื่องทั้งหมดขึ้นมา!”
ผู้เฒ่ากู้เองก็เพิ่งทราบเรื่องราวเมื่อเช้านี้เอง ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เขาอดทึ่งไม่ได้ที่ทุกอย่างคลี่คลายอย่างรวดเร็วจนนำไปสู่การจับกุมชวีลี่เหมยได้
หญิงชราผู้เป็นถึงภรรยาของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเกษียณอายุ กลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาหลอนประสาท...เธอคิดจะทำอะไรกันแน่
ส่วนซ่งอวี้หน่วนคนนั้น...ช่างเป็นเด็กสาวที่ฉลาดหลักแหลมเสียจริง สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาซ้อนแผนได้อย่างเหนือชั้น แต่สิ่งที่เขายังสงสัยก็คือ จางเอ้อร์กูต้องการอะไรจากซ่งอวี้หน่วนกันแน่
ผู้เฒ่ากู้แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “เหล่าเฉียน แกนี่ชักจะพูดจาไร้เหตุผลไปกันใหญ่แล้วนะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษคนอื่น แต่เป็นเวลาที่แกต้องกลับไปคิดทบทวนให้ดี ว่าทำไมภรรยาของแกถึงได้ยอมทำตามคำสั่งของซ่างกวนอวิ๋นฉีอย่างว่าง่าย ถึงขนาดยอมทำของผิดกฎหมายอย่างปรุงยาหลอนประสาทให้...หรือว่าซ่างกวนอวิ๋นฉีจะกุมความลับอะไรของเธอเอาไว้อย่างนั้นรึ”
“แล้วจุดอ่อนที่ว่านั่น...แกรู้หรือเปล่าล่ะ”
“ซ่างกวนอวิ๋นฉีไม่ใช่คนธรรมดานะ”
ผู้เฒ่าเฉียนจ้องหน้าผู้เฒ่ากู้อย่างเอาเรื่อง ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมลงทุกขณะ ผ่านไปอึดใจใหญ่ เขาถึงเค้นเสียงเย็นลอดไรฟัน “ฉันคงจะดูเบาแกไปจริงๆ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้เล่ห์เหลี่ยมของแกกับหลานชายนะ ที่ทำทั้งหมดนี่ก็เพื่อจะลากตระกูลเฉียนของฉันให้ตกต่ำลงมาเป็นเพื่อนแก เพื่อที่แกจะได้รู้สึกผิดน้อยลงหน่อย...ใช่ไหม!”
ผู้เฒ่ากู้ส่ายศีรษะอย่างเชื่องช้า “หากตระกูลเฉียนของแกสุจริตจริง ต่อให้ฉันมีอำนาจล้นฟ้าก็ทำอะไรแกไม่ได้หรอก แต่ในทางกลับกัน นี่ไม่ใช่วิบากกรรมที่แกสมควรได้รับหรอกหรือ ลูกผู้ชายอกสามศอก เมื่อทำผิดก็ต้องกล้ายืดอกรับผิดชอบ ไม่ใช่เที่ยวมาพาลใส่คนอื่นแบบนี้”
“ภรรยารองของแกเพิ่งจะทำยาหลอนประสาทเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง แกจะรู้เรื่องบ้างไหม รีบกลับบ้านของแกไปซะ อย่ามาเสียเวลาที่นี่เลย” ผู้เฒ่ากู้ไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดอีกต่อไป
ผู้เฒ่าเฉียนสะบัดหน้าพรืด เดินกระทืบเท้าออกจากบ้านตระกูลกู้ไปอย่างหัวเสีย
ทว่าเมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านของตัวเอง หัวใจของเขาก็พลันหนักอึ้ง คิ้วขาวโพลนขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างครุ่นคิด เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองไม่เคยรู้เรื่องที่ชวีลี่เหมยทำยาหลอนประสาทเลยสักนิด
ซ่างกวนอวิ๋นฉีกุมความลับอะไรของเธอไว้กันแน่ เขาสังหรณ์ใจว่าผู้เฒ่ากู้ต้องรู้อะไรบางอย่าง แต่ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นไม่มีวันปริปากบอกเขาหรอก
ไอ้เฒ่านั่นต้องตายตาไม่หลับแน่ ถึงได้คิดจะลากใครสักคนไปตายเป็นเพื่อน!
ผู้เฒ่าเฉียนก้าวเข้าไปในลานบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเฉียนเฟิงกับเว่ยชิงเหมยเดินสวนออกมาพอดี เขาเมินหน้าหนีลูกชายคนโตที่ตัวเองไม่เคยชอบหน้า ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่บ้านเดียวกันจนกระทั่งถูกเขาไล่ออกไป
แต่สำหรับเว่ยชิงเหมย เขากลับรู้สึกดีกับเธออยู่ไม่น้อย ลูกสะใภ้คนนี้มีความสามารถและยังดูแลสุขภาพของเขาเป็นอย่างดี
เว่ยชิงเหมยไม่รอช้า เอ่ยขึ้นทันควัน “พ่อคะ หนูมีข่าวจะมาบอกค่ะ”
ผู้เฒ่าเฉียนมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพาทั้งสองคนเข้าไปในห้องหนังสือ
เว่ยชิงเหมยจึงเล่าว่า แม่แท้ๆ ของเฉียนเฟิงเพิ่งถูกคนกลุ่มหนึ่งมารับตัวไป จากคำบอกเล่าของหลูจื้อกั๋ว คนเหล่านั้นน่าจะเป็นคนจากฐานทัพหลงหัง และหนึ่งในชายหนุ่มที่มาด้วยก็ดูคล้ายกับกู้หวยอัน แต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาถูกพาตัวไปที่ไหน
ระยะหลังมานี้ ผู้เฒ่าเฉียนมักจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับภรรยาเอกอยู่บ่อยครั้งจนน่ารำคาญ แต่คราวนี้ เขากลับโกรธจนลุกขึ้นทุบโต๊ะดังปัง!
“ไอ้เฒ่ากู้นี่มันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้วนะ! เรื่องอะไรก็อยากจะเข้ามายุ่มย่ามไปเสียหมด ส่งหลานชายไปรับผู้หญิงคนนั้นมาเพื่ออะไร คิดจะป้ายสีให้ฉันมัวหมองหรือไง ไม่มีทาง! ฉันต้องไปคิดบัญชีกับมันให้รู้เรื่อง!”
เฉียนเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวกับตน
ผู้เฒ่าเฉียนหุนหันกลับไปที่บ้านตระกูลกู้อีกครั้ง แต่ก็ต้องพบกับความว่างเปล่า ผู้เฒ่ากู้ไม่อยู่บ้านเสียแล้ว เขาจึงปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายจงใจหลบหน้า แล้วหันไปโวยวายใส่กู้หัวแทน “ฉันยังไม่ทันได้เอาเรื่องที่พ่อแกทำตามอำเภอใจจนเป็นเหตุให้หลานชายฉันต้องตายเลยนะ แต่นี่อะไร กลับมายุ่งเรื่องครอบครัวของฉันอีก เขาคิดจะทำอะไรกันแน่หา!”
กู้หัวซึ่งรู้ความจริงทั้งหมดรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างยิ่งเมื่อได้ฟัง เขาได้แต่มองชายชราตรงหน้าแล้วสงสัยว่าอีกฝ่ายไม่รู้เรื่องจริงๆ หรือเพียงแค่เสแสร้งกันแน่
“คุณลุงเฉียนครับ” กู้หัวเอ่ยอย่างสุภาพ
“คุณลุงกับคุณแม่ของพี่เฉียนเฟิงหย่าขาดกันไปนานแล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กันอีก เรื่องนี้ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นเรื่องในครอบครัวของคุณลุงได้นะครับ อีกอย่าง คุณลุงไปได้ยินข่าวนี้มาจากไหน มีหลักฐานยืนยันหรือเปล่าครับ ตัวผมเองก็ไม่ทราบเรื่องเลย เอาเป็นว่าคุณลุงกลับไปตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน แล้วค่อยมาพูดคุยกับคุณพ่อของผมอีกทีจะดีกว่านะครับ”
ผู้เฒ่าเฉียนเสียหน้าอย่างแรง เขาเดินจากไปอย่างหัวเสียด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ในขณะเดียวกัน ณ ย่านที่พักอาศัยอู๋ถง ผู้เฒ่ากู้กำลังเดินวนไปวนมาอย่างกระสับกระส่าย ในกระเป๋าเสื้อของเขามีกำไลหยกวงหนึ่งซ่อนอยู่
หลังจากเดินวนอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็ยังตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะทำอย่างไรดี สุดท้ายจึงเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ
เขายังคิดหาข้ออ้างดีๆ ที่จะมอบกำไลหยกอันเป็นของรักของหวงของภรรยาผู้ล่วงลับให้แก่ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้จริงๆ
ชายชรานั่งลงที่โต๊ะด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อน เขาคลี่ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นออก เผยให้เห็นกำไลหยกเนื้อดีสีเขียวมรกตที่ส่องประกายแวววาวเมื่อต้องแสงแดด
โต๊ะข้างๆ มีสามีภรรยาคู่นั่งอยู่ พวกเขาเหลือบมาเห็นกำไลวงงามพอดี ก่อนจะหันไปสบตากันอย่างมีความหมาย...
[จบบท]