บทที่ 438: ดินเลนพอกกำแพง?
ย่าซ่งไม่ถนัดใช้ส้อมที่ให้มากับอาหารบนรถไฟ ส่วนตะเกียบก็ยาวเกินกว่าจะใส่ลงในกล่องข้าวได้ ด้วยความที่ไม่ชอบใช้ส้อมคันเล็กๆ ที่มีให้ ปู่ซ่งจึงอุตส่าห์ทำส้อมไม้ขนาดพอเหมาะให้เธอพกมาด้วย ซึ่งก็ไม่ได้มีใครใส่ใจอะไรกับส้อมไม้ธรรมดาๆ อันนั้น
จนกระทั่งตำรวจรถไฟนายหนึ่งที่เดินผ่านมาอย่างเร่งรีบเหลือบมาเห็นเข้าพอดี ดวงตาของเขาพลันฉายแววขึ้นมา เขาเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้าซ่งอวี้หน่วนแล้วเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
“เอ่อ... น้องนักเรียน พอจะมีส้อมไม้แบบนั้นเหลืออีกสักอันไหมครับ”
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่หยิบกล่องเหล็กใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า เปิดฝาออก เผยให้เห็นส้อมไม้ที่ถูกขัดเกลาจนเรียบเนียนเป็นอย่างดีวางเรียงรายอยู่กว่าสิบอัน
ช่างเหมือนกับว่าสิ่งที่ตามหามานานกลับปรากฏขึ้นตรงหน้าโดยไม่คาดฝัน
ตำรวจนายนั้นจึงรีบกวักมือเรียกเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคนที่ยืนคุยกันอยู่ตรงประตูให้เข้ามาดู ทุกคนต่างมีสีหน้าประหลาดใจและดีใจไปตามๆ กัน
แต่มีพนักงานรถไฟคนหนึ่งที่ท่าทางขวางๆ หน่อย อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา “ทำไมหนูถึงมีส้อมไม้เยอะแยะขนาดนี้ล่ะ ใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่ไม่ง่ายกว่าเหรอ”
ซ่งอวี้หน่วนอธิบาย “ตะเกียบใช้แล้วหนูเสียดายค่ะ แต่ถ้าเป็นส้อมไม้นี่ใช้แล้วทิ้งได้เลย”
เพื่อนอีกคนถึงกับตบหลังพนักงานคนนั้นไปหนึ่งที เป็นเชิงตำหนิว่าพูดจาเป็นหรือเปล่า น้องเขาอุตส่าห์มาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้แท้ๆ ยังจะไปซักไซ้ให้ได้เรื่องอีก
แล้วเขาก็หันไปเร่งเพื่อนอีกคนให้รีบไปแจ้งข่าวดีกับหัวหน้ารถไฟที่กำลังหัวหมุนกับการติดต่อสถานีข้างหน้าเพื่อขอให้ช่วยส่งส้อมมาให้
สุดท้ายพวกเขาจึงนำถาดอาหารที่สะอาดมาขอแบ่งส้อมไม้ไปสิบอัน ก่อนจะไปก็พยายามจะจ่ายเงินให้ แต่ซ่งอวี้หน่วนโบกมือปฏิเสธอย่างนอบน้อม “ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณปู่ของหนูทำไว้ตอนว่างๆ ถ้าท่านรู้ว่าของที่ทำได้ช่วยแก้ปัญหาให้ทุกคนแบบนี้ ท่านต้องดีใจมากแน่ๆ ค่ะ”
เมื่อเธอไม่ยอมรับเงิน พวกเขาก็ไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ หัวหน้ารถไฟจึงเดินมาขอบคุณซ่งอวี้หน่วนด้วยตัวเอง พร้อมกับเล่าว่าคุณอาลีน่าชอบส้อมไม้นี่มาก ถึงกับชมว่ามันสวยเหมือนเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
ซ่งอวี้หน่วนจึงถือโอกาสนี้แนะนำต่อทันที “คุณปู่ของหนูเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่โรงงานหัตถกรรมหนานเฉิงค่ะ พวกกล่องสานหรือของใช้ต่างๆ ในโรงงานก็ทำส่งออกทั้งนั้น จริงๆ ส้อมไม้นี่ถือว่ายังทำหยาบไปหน่อยนะคะ แต่ถ้าใช้แค่ชั่วคราวก็พอไหวค่ะ”
หัวหน้ารถไฟจึงเอ่ยปากชมฝีมือของคุณปู่ซ่งไม่หยุด พอซ่งอวี้หน่วนเรียกเขาว่าลุงหลิวอย่างสนิทสนม อีกฝ่ายก็เปลี่ยนมาเรียกเธอว่าเสี่ยวหน่วนอย่างเอ็นดูทันที แถมยังกำชับอีกว่าคราวหน้าถ้าจะซื้อตั๋วรถไฟก็ไม่ต้องไปลำบากหาใคร ให้ตรงไปที่ช่องขายตั๋วได้เลย เดี๋ยวเขาจะฝากเรื่องกับทางสถานีรถไฟหนานซานไว้ให้เอง
เขายังถามไถ่ถึงกำหนดการเดินทางกลับของเธอ และบอกว่าหากเป็นรถไฟขบวนที่เขาประจำการอยู่ ถึงจะหาตั๋วนอนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ซื้อตั๋วที่นั่งธรรมดามาสักใบ แล้วพอขึ้นรถไฟก็ให้มาหาเขาได้เลย
ในยุคสมัยนี้ การหาซื้อตั๋วรถไฟสักใบไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะตั๋วนอนชั้นดีๆ
ย่าซ่งมองหลานสาวแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ ความสามารถในการผูกมิตรกับผู้คนของหลานคนนี้ ช่างเป็นสิ่งที่ใครก็ยากจะเลียนแบบได้จริงๆ
***
หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ ซ่งถิงก็นั่งคุยกับสือจิ่งหลันต่ออีกสักพัก โดยมีแม่สือคอยนั่งปอกแอปเปิลให้ลูกสาวและเพื่อนอยู่ข้างๆ แววตาของเธอปราศจากความกังวลและเศร้าหมองเหมือนช่วงก่อนหน้านี้อีกต่อไป
ผลการตรวจร่างกายของสือจิ่งหลันออกมาแล้ว แม้จะมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร คงเป็นเพราะเธอถูกส่งตัวมารักษาได้ทันเวลา แค่พักฟื้นและรักษาตัวที่นี่สักเดือนหนึ่ง ก็สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ
ซ่งถิงได้โอกาสถามไถ่ถึงรายชื่อของคนที่ยืนอยู่ด้านหลังสือจิ่งหลันในวันเกิดเหตุจนได้ความ
สือจิ่งหลันเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ถิงถิง ฉันว่าเรื่องนี้ปล่อยไปดีกว่าไหม คนกลุ่มนั้นสนิทกันจะตาย เธอไปถามก็คงไม่ได้ความอะไรหรอก เผลอๆ จะโดนพวกนั้นหัวเราะเยาะเอาเปล่าๆ ฉันเองก็ไม่มีหลักฐาน ตอนนั้นมันแค่รู้สึกวูบเดียวจริงๆ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามีใครผลักฉันจากข้างหลังหรือเปล่า พอเวลาผ่านไปนานขนาดนี้ ฉันก็ยิ่งไม่มั่นใจเข้าไปใหญ่”
“ฉันอาจจะไม่ไปคุยกับพวกนั้นก็ได้” ซ่งถิงตอบ “แต่ไหนๆ อีกครึ่งเดือนเธอก็จะได้กลับไปทำงานแล้ว ฉันต้องไปคุยกับอาจารย์เรื่องนี้หน่อย แล้วก็เรื่องของหลิ่วเสียที่ย้ายเข้ามาอยู่หอพักฉันด้วย ฉันจะให้เธอย้ายออกไป พอเธอมาถึง เราจะได้กลับมาอยู่ห้องเดียวกันเหมือนเดิม”
เมื่อซ่งถิงเดินออกมาจากศูนย์วิจัย ก็เห็นผู้เฒ่าจี้ยืนยิ้มรออยู่ที่หน้าประตู ท่านมองเธอด้วยแววตาพึงพอใจแล้วพูดขึ้น “แบบนี้ค่อยถูกต้องหน่อย ถ้าเธอยังทำตัวห่างเหินกับพวกเราแบบนี้เรื่อยไป อากับเสี่ยวอิ๋งก็คงรู้สึกไม่ดีเหมือนกันนะ ต้องหัดทำตัวเหมือนเสี่ยวหน่วนบ้าง ได้ยินไหม”
คำพูดนั้นทำให้ซ่งถิงหลุดยิ้มออกมา
บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร แต่หลังจากที่เธอพาสือจิ่งหลันมาฝากไว้กับอารองที่นี่ได้สำเร็จ เธอกลับรู้สึกราวกับว่าตนเองได้ทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจลุล่วงไปอีกหนึ่งอย่าง
ซ่งถิงลองนึกย้อนกลับไปถึงท่าทีและแววตาของตัวเองทุกครั้งที่คุยเรื่องนี้กับสือจิ่งหลันก่อนหน้านี้
เธอตระหนักได้ว่าคงเป็นเพราะตัวเธอเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย สือจิ่งหลันซึ่งเป็นคนละเอียดอ่อนจึงสัมผัสได้และไม่เชื่อใจเธอไปด้วย
จนกระทั่งเธอได้คุยโทรศัพท์กับอารองและท่านยืนยันว่าจะไปตรวจอาการให้สือจิ่งหลันถึงที่บ้านตระกูลสือ ความมั่นใจของเธอจึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา
และที่สำคัญที่สุดก็คือการมาถึงของเสี่ยวหน่วน มันทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีที่พึ่งและมีกำลังใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
แต่ในขณะเดียวกัน ซ่งถิงก็รู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก ในฐานะที่เป็นอา เป็นผู้ใหญ่ แท้จริงแล้วเธอควรจะเป็นฝ่ายดูแลเสี่ยวหน่วน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าหลานสาวต้องคอยดูแลเธอในทุกๆ เรื่อง
หากรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เธอจะรบกวนให้หลานต้องลำบากมาที่นี่อีกทำไมกันนะ เธอน่าจะพาหลานไปดูชีวิตและสภาพแวดล้อมการทำงานของตัวเองที่คณะนาฏศิลป์ตั้งแต่คราวก่อนแล้ว ไม่แน่ว่าเสี่ยวหน่วนอาจจะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากนี้ได้จริงๆ ก็ได้
แม้ใบหน้าของซ่งถิงจะประดับด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจกลับขมขื่น เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่า เป็นตัวถ่วงที่ไม่เคยช่วยอะไรเสี่ยวหน่วนได้เลย มีแต่จะสร้างภาระให้หลานต้องคอยวิ่งเต้นจัดการเรื่องต่างๆ ให้
หากเป็นคำพูดของแม่ก็คงจะเป็น ‘ดินเลนพอกกำแพงไม่ติด’
อย่างไรก็ตาม แต่เดิมที่ซ่งถิงเคยรู้สึกเกร็งและมีระยะห่างกับผู้เฒ่าจี้ บัดนี้ความรู้สึกเหล่านั้นกลับคลายลงจนกลายเป็นความสนิทสนมไปแล้ว เธอยังบอกกับท่านด้วยว่าพอถึงช่วงการแสดงวันแรงงาน เธอจะหาตั๋วมาให้หลายๆ ใบ เพื่อให้จี้ซินอี๋กับพวกเสี่ยวตี๋ได้มาชมการแสดงด้วยกัน
ผู้เฒ่าจี้มองตามแผ่นหลังของหญิงสาวที่เดินจากไปพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ อย่างน้อยเธอก็เลิกทำตัวเกร็งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่ดี
ซ่งถิงไม่ได้กลับไปที่ซอยไห่ถังฮวา แต่เลือกที่จะปั่นจักรยานตรงไปยังคณะนาฏศิลป์ทันที
เธอตรงไปหาจูม่านเป็นคนแรกเพื่อแจ้งข่าวดีว่าเธอได้พาสือจิ่งหลันไปให้อารองช่วยดูแลแล้ว ตอนนี้ก็ได้เริ่มรักษาและให้ยาแล้ว อีกเพียงครึ่งเดือนก็จะหายดีและกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม
จูม่านเองก็พลอยยินดีไปด้วย เธอมองซ่งถิงที่ดูมีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้วเอ่ยขึ้น “แล้ว... เรื่องของหลิ่วเสียที่หอพักล่ะ เธอคิดจะจัดการยังไงต่อ”
“เป็นเพราะฉันอ่อนแอเกินไปค่ะ ไม่เคยกล้าปฏิเสธใครเลย แต่ตอนนี้ฉันจะไปคุยกับเธอเดี๋ยวนี้แหละ จะบอกให้เธอย้ายออกไป”
จูม่านครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะถามอย่างหยั่งเชิง “แล้วแบบนั้น... พวกเธอจะไม่ยิ่งมีเรื่องกันเหรอ”
“ฉันจะพยายามจัดการให้ดีที่สุดค่ะ อีกอย่างปกติเราก็ไม่ได้ลงรอยกันอยู่แล้ว ถ้าจะมีเรื่องเพิ่มอีกสักเรื่องก็คงไม่เป็นไร”
จูม่านซ่อนความประหลาดใจไว้ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่ง ซ่งถิงในตอนนี้ดูดีขึ้นมากจริงๆ แม้แต่ท่าทีที่มีต่อเธอก็ยังดูเป็นกันเองและสนิทสนมขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกดีใจ
เมื่อซ่งถิงกลับมาถึงห้องพัก หลิ่วเสียที่เห็นเธอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากทักทายอะไร
ซ่งถิงกำหมัดแน่น สูดหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง พลางนึกถึงท่าทีและแววตาของเสี่ยวหน่วนเวลาที่พูดคุยกับคนอื่น ในที่สุดเธอก็รวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น “หลิ่วเสีย วันนี้ฉันพาสือจิ่งหลันไปให้อารองของฉันรักษาแล้ว ท่านบอกว่าอีกแค่ครึ่งเดือนสือจิ่งหลันก็จะกลับมาทำงานได้ เตียงนี้เป็นของเธอมาตั้งแต่แรก ช่วยเก็บของแล้วย้ายออกไปทีนะ”
หลิ่วเสียจ้องมองซ่งถิงราวกับเห็นคนแปลกหน้า ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ผ่านไปครู่ใหญ่เธอถึงเค้นเสียงถามออกมาได้ “นี่เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรอยู่”
แท้จริงแล้วในวินาทีนั้นซ่งถิงประหม่าจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น แผ่นหลังของเธอชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยต้องจัดการเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยตัวเองมาก่อน
แต่ลูกศรถูกปล่อยออกจากคันธนูแล้ว ไม่มีทางหันกลับได้ เธอข่มความตื่นเต้นในใจ กำหมัดแน่นขึ้นอีก พลางกดเสียงให้เย็นลง “เธอเป็นคนย้ายเข้ามาเองโดยที่ไม่มีใครเชิญนะ ในรายชื่อคนที่พักหอนี้ก็ยังเป็นชื่อของสือจิ่งหลันอยู่ ตอนนั้นที่ฉันบอกว่าสือจิ่งหลันจะกลับมา เธอกลับยืนยันว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ต่อให้กลับมาได้ก็ต้องถูกย้ายไปอยู่ฝ่ายพลาธิการ”
“ตอนนั้นฉันยังไม่ได้พาเธอไปหาหมอ ฉันเลยไม่กล้ายืนยันอะไร แต่ฝีมือการรักษาของอารองฉันดีมาก เรื่องนี้เธอก็น่าจะรู้ดี ในเมื่อท่านตรวจแล้วบอกว่าไม่มีปัญหา ก็หมายความว่าไม่มีปัญหาร้อยเปอร์เซ็นต์”
“เพราะฉะนั้น เธอย้ายออกไปตอนนี้เลย ฉันช่วยเก็บของก็ได้ ยังไงเตียงเก่าของเธอก็ยังว่างอยู่ แต่ถ้าไม่ยอม ฉันจะเอาใบรับรองแพทย์ไปคุยกับหัวหน้าคณะเอง”
[จบบท]