บทที่ 439: ถือว่าทำบุญครั้งใหญ่
หลิ่วเสียพรวดพราดลุกขึ้นยืน ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองซ่งถิงอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
เมื่อได้ระบายความในใจออกไปจนหมดสิ้น ความหวาดกลัวที่เคยเกาะกุมจิตใจของซ่งถิงก็มลายหายไป กลับมีบางสิ่งที่เรียกว่าความกล้าหาญผุดขึ้นมาแทนที่อย่างน่าประหลาด
“ฉันว่าทางที่ดีที่สุดคือเธอย้ายออกไปตอนนี้เลย ส่วนเหตุผลที่จะบอกคนอื่น เธอก็อ้างได้ว่าที่ต้องย้ายออกก็เพราะอีกแค่ครึ่งเดือนสือจิ่งหลันก็จะกลับมาแล้ว แต่แน่นอนว่าเธอจะพูดยังไงมันก็เรื่องของเธอ ไม่ได้เกี่ยวกับฉันสักนิด”
พูดจบ ซ่งถิงก็นั่งลงบนเตียงของตัวเอง สายตาจับจ้องไปยังหลิ่วเสียที่ยังยืนนิ่งด้วยความตกตะลึง
เธอเตรียมใจพร้อมแล้ว ไม่ว่าจะต้องทะเลาะหรือลงไม้ลงมือกัน เธอก็จะไม่ยอมอีกต่อไป แม้ว่าการกระทำนั้นอาจจะทำให้ท่านอาจารย์ต้องพลอยเสียหน้าไปด้วยก็ตาม
แต่ดูเหมือนท่านอาจารย์จะไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลยสักนิด ที่ผ่านมาเป็นเธอเองที่คิดมากและขี้ขลาดเกินไป พอได้ก้าวข้ามความกลัวมาได้ โลกทั้งใบก็ดูเหมือนจะสดใสขึ้นเป็นกอง
หลิ่วเสียไม่ได้โต้เถียงอย่างที่ซ่งถิงคาดไว้ เมื่อเห็นแววตาที่เด็ดเดี่ยวของอีกฝ่าย เธอกลับเป็นฝ่ายที่รู้สึกกลัวขึ้นมาเสียเอง
ความจริงแล้วต้วนฉู่ฉู่เป็นคนส่งเธอมาที่นี่เพื่อหาโอกาสไล่ซ่งถิงออกจากคณะนาฏศิลป์แห่งชาติจีน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือจะช่วยให้พี่ชายของเธอซึ่งเป็นแค่คนงานในโรงงานรองเท้าได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร เพราะพี่ชายของต้วนฉู่ฉู่นั้นเป็นถึงผู้อำนวยการโรงงานรองเท้าหมายเลขหนึ่ง
ตอนนั้นเธอไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธในทันที เพียงแค่บอกไปว่าขอดูสถานการณ์ก่อน ในกลุ่มของพวกเธอไม่ใช่ทุกคนที่จะเกลียดซ่งถิง บางคนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ในขณะที่บางคนกลับชื่นชมในความสามารถของซ่งถิงเสียด้วยซ้ำ
เพราะไม่ว่าจะสอบวิชาความรู้ทั่วไปกี่ครั้ง ซ่งถิงก็มักจะคว้าอันดับหนึ่งไปครองเสมอ หรือบางคนก็อิจฉาในสมาธิอันแน่วแน่ของเธอ ที่ไม่ว่าใครจะพยายามก่อกวนแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำลายการเรียนของเธอได้เลย
แต่สำหรับต้วนฉู่ฉู่และพรรคพวกอีกไม่กี่คน พวกเขากลับอิจฉาในพรสวรรค์และน้ำเสียงที่ไพเราะราวกับขับขานจากสวรรค์ของซ่งถิง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการรวมกลุ่มเพื่อต่อต้านเธอขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
และเธอเองก็ถูกต้วนฉู่ฉู่ทั้งหลอกล่อและข่มขู่ให้ย้ายเข้ามาอยู่ในหอพักเดียวกับซ่งถิง แต่พอเธอถามว่าจะจัดการกับซ่งถิงด้วยวิธีไหน อีกฝ่ายกลับเอาแต่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
ในที่สุดหลิ่วเสียก็เข้าใจถ่องแท้ หากเกิดเรื่องขึ้นมา คนที่จะต้องรับเคราะห์ก็คือเธอคนเดียว ซ้ำร้ายเมื่อได้เผชิญหน้ากันจริงๆ แล้ว ซ่งถิงก็ดูไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครรังแกได้ง่ายๆ เลย
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิ่วเสียจึงเริ่มเก็บข้าวของของเธออย่างเงียบๆ การกระทำของเธอรวดเร็วจนน่าตกใจ และตลอดเวลาที่เก็บของก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดกับซ่งถิงแม้แต่คำเดียว
ซึ่งซ่งถิงเองก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอทำเพียงแค่มองอีกฝ่ายเก็บของจนเสร็จ ก่อนจะแอบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ซึมอยู่บนหน้าผากอย่างแนบเนียน
หลังจากขนของทุกอย่างออกไปจนหมดและจัดเตียงให้กลับสู่สภาพเดิมเรียบร้อยแล้ว หลิ่วเสียก็ยื่นกุญแจคืนให้ซ่งถิง
ซ่งถิงที่ตอนนี้ราวกับมีสติปัญญาสว่างวาบขึ้นมาในหัว ขมวดคิ้วถามขึ้น “กุญแจดอกนี้ เธอไม่เคยให้คนอื่น หรือแอบเอาไปปั๊มเก็บไว้ใช่ไหม”
“ไม่เคย” หลิ่วเสียส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าซ่งถิงกำลังพูดถึงเรื่องอะไร
“ฉันรับประกันได้เลยว่าไม่เคยทำ” พูดจบ เธอก็คว้าข้าวของที่เหลือแล้วเดินจากไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
ซ่งถิงมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปจนลับสายตา ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เธอล้มตัวลงนอนบนเตียงแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ กับตัวเอง
หลังจากนั้นไม่นาน ซ่งถิงก็เดินไปหาหลี่ม่านซึ่งพักอยู่อีกหอหนึ่ง แล้วเล่าเรื่องราวให้ฟัง
“มีหลายคนอิจฉาฉันจนอยากจะไล่ฉันออกจากที่นี่เต็มแก่ พวกเขาถึงได้คิดแผนร้ายๆ ขึ้นมา อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่พวกเขาก็ผลักสือจิ่งหลันเพื่อนคนเดียวของฉันตกบันไดจนข้อเท้าบาดเจ็บ โชคยังดีที่อารองของฉันรักษาเก่งมาก คิดว่าอีกสักครึ่งเดือนจิ่งหลันก็น่าจะกลับมาทำงานได้แล้ว”
“แต่ไม่ว่าพวกเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คนที่ทำจะต้องชดใช้ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ฉันไปแจ้งความแทนจิ่งหลันเรียบร้อยแล้ว และยังได้ไปปรึกษามาด้วยว่า ถ้าพิสูจน์ได้ว่ามีคนผลัก แต่หาตัวคนทำไม่ได้ ทุกคนในกลุ่มนั้นจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ”
“ตอนนั้นพวกเธออยู่ที่นั่นกัน 6 คน อารองของฉันคำนวณค่าเสียหายแล้ว ตกคนละ 500 หยวนก็พอ ฉันมาบอกแค่นี้ เธอจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นต่อก็ได้”
หลี่ม่านมองซ่งถิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพียงชั่วข้ามคืน ผู้หญิงตรงหน้าเธอกลับดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
หรือว่าผู้เฒ่าจี้จะยื่นมือเข้ามาช่วยแล้ว…
ซ่งถิงไม่ได้สนใจท่าทีของอีกฝ่าย เธอเพียงแค่มาแจ้งให้ทราบ ไม่ได้ต้องการจะมาถกเถียงหาความจริงใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญคือคำพูดของเธอไม่ได้มีส่วนไหนที่ผิด จึงไม่จำเป็นต้องกลัวว่าหลี่ม่านจะกล่าวหาว่าเธอใส่ร้ายป้ายสี
เมื่อเสร็จธุระแล้วซ่งถิงก็เดินออกจากหอพักไป
ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว บนท้องถนนยังคงสว่างไสวและคึกคักไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมา ซ่งถิงเดินตรงไปยังโรงจอดจักรยานที่เธอจอดรถทิ้งไว้ ที่นั่นมีแสงไฟสว่างและมียามคอยเฝ้าอยู่ แต่ในเงามืดกลับมีร่างของผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า แต่ซ่งถิงก็สัมผัสได้ว่าเขากำลังจับจ้องมาที่เธอ
ซ่งถิงไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะในบริเวณนั้นก็มีคนอื่นๆ ที่กำลังมาเอาจักรยานหรือนำจักรยานมาจอดอยู่เช่นกัน แต่ในขณะที่เธอเข็นรถจักรยานออกมา ชายคนที่ยืนอยู่ในเงามืดกลับเดินตรงเข้ามาหาเธอ
เขาเป็นชายวัยสามสิบกว่า มือขวาเข้าเฝือกอ่อนและมีผ้าคล้องคอเอาไว้ ดูท่าทางเหมือนเพิ่งได้รับบาดเจ็บมา ซ่งถิงเงยหน้าขึ้นมอง แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะอีกฝ่ายสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าไว้จนหมด
แต่แล้วจู่ๆ ความรู้สึกเย็นยะเยือกพลันแล่นปราดขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลัง ก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว
ชั่วขณะนั้น ซ่งถิงรู้สึกราวกับตัวเองดิ่งลงไปในห้องน้ำแข็ง หัวใจพลันหยุดเต้น ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ ความตื่นตระหนก ความหวาดกลัว ความโกรธแค้นที่เดือดพล่าน และความเกลียดชังอย่างสุดหยั่ง ทั้งหมดนี้ประเดประดังเข้ามาในใจของซ่งถิงพร้อมๆ กัน
เธอรีบกระโดดขึ้นคร่อมจักรยานแล้วปั่นหนีออกจากบริเวณนั้นอย่างไม่คิดชีวิต เมื่อออกมาถึงถนนใหญ่ที่สว่างไสวและมีผู้คนพลุกพล่าน ซ่งถิงถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เธอมองไปรอบตัวและพบว่าไม่มีใครตามมา อารมณ์ที่ปั่นป่วนเมื่อครู่จึงค่อยๆ สงบลง
ซ่งถิงส่ายหน้าเบาๆ พลางหัวเราะให้กับการตื่นตูมของตัวเอง ก่อนจะปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยอารมณ์ที่สดใสขึ้น
กัวเฮ่ามองตามร่างของซ่งถิงที่ลับหายไปในฝูงชน เขาไม่ได้พบเธอมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว และพบว่าตอนนี้เธอสวยและดูสง่างามยิ่งกว่าเดิม เขาเหลือบมองมือข้างที่บาดเจ็บของตัวเอง แววตาของเขาทอประกายอำมหิต
เขาอุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปมากมายขนาดนี้ แต่กลับไม่ได้อะไรตอบแทนเลย แล้วจะให้เขายอมแพ้ง่ายๆ ได้อย่างไร คราวนี้เขาจะต้องไม่ปล่อยให้ซ่งถิงหลุดรอดไปจากเงื้อมมือของเขาไปได้อีก
***
ซ่งอวี้หน่วนและย่าซ่งเดินทางมาถึงปักกิ่งโดยมีซ่งถิงและอาต้ามารอรับที่สถานีรถไฟ พอเห็นว่าซ่งถิงผอมลงไปมาก ย่าซ่งก็ทั้งสงสารทั้งโมโห ถ้าหลานสาวคนนี้สู้คนและเข้มแข็งกว่านี้สักหน่อย มีหรือที่เธอและเสี่ยวหน่วนจะต้องถ่อสังขารมาไกลถึงปักกิ่ง
เดิมทีพวกเธอวางแผนจะมาหลังวันแรงงาน แต่สถานการณ์บังคับให้ต้องเดินทางมาก่อนกำหนด
อาต้าที่รักษาตัวจนหายดีแล้ว พอเห็นซ่งอวี้หน่วนก็เผลอหดคอด้วยความเคยชิน แต่ก็ยังรีบฉีกยิ้มประจบประแจงเข้าไปช่วยถือของอย่างขมีขมัน
ครั้งนี้พวกเขาตรงไปยังบ้านที่ซ่งอวี้หน่วนเพิ่งซื้อ แม้จะใช้เงินของเซี่ยซินตง แต่ชื่อเจ้าของที่ระบุในโฉนดก็คือซ่งอวี้หน่วน
นี่เป็นครั้งแรกที่ย่าซ่งได้มาเยือนปักกิ่ง เธอตื่นเต้นจนหัวใจเต้นระรัว มือไม้สั่นไปหมด โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นถนนหนทางที่กว้างใหญ่และอาคารบ้านเรือนที่สูงตระหง่าน น้ำตาแห่งความตื้นตันก็ไหลออกมา เธอบอกว่าไม่เคยฝันเลยว่าในชีวิตนี้จะได้มีโอกาสมาถึงเมืองหลวง
ย่าซ่งตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งที่ได้เห็น แต่พอมาถึงเรือนสี่ประสานที่พักของพวกเขา เธอกลับดูไม่ค่อยพอใจนัก
“ที่นี่มันอึดอัดไปหน่อยนะ” ย่าซ่งขมวดคิ้วพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ “มีแต่กำแพงสูงๆ กับบ้านคน มองไปทางไหนก็ไม่เห็นอะไรเลย จะดูท้องฟ้าทีก็ต้องแหงนคอตั้งบ่า”
อันที่จริง เรือนสี่ประสานหลังนี้ถือว่าดีมากแล้ว และเป็นผู้เฒ่าจี้ที่ต้องใช้เส้นสายพอสมควรกว่าจะหามาให้ได้ แต่ถึงจะบ่นไปอย่างนั้น ย่าซ่งก็รู้ดีแก่ใจว่า การมีบ้านแบบนี้สักหลังในปักกิ่งได้นั้น ต้องเป็นเพราะบรรพบุรุษคงได้สร้างบุญกุศลไว้มากจริงๆ
[จบบท]