บทที่ 44: ผู้ชายโลเล
เหล่ากู่ไม่สนใจความคิดเห็นของใครอีกต่อไปแล้ว ทั้งยังไม่คิดจะเสียเวลาตรวจสอบประวัติให้ยุ่งยาก ในเมื่อแววตาของเด็กสาวที่ชื่อซ่งถิงเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง และน้ำเสียงของเธอก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อบทเพลง เธอคือสหายที่ดีและไว้ใจได้อย่างแน่นอน!
ซ่งอวี้หน่วนเองก็ทึ่งไม่น้อย เพราะเธอเพิ่งรู้ว่าบทเพลงนี้เป็นเพลงที่แทบทุกคนสามารถร้องตามได้ ราวกับว่ามันถูกสลักลึกลงไปในยีนและหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดไปแล้ว ที่น่าแปลกคือตัวเธอเองก็ไม่เคยเรียนร้องเพลงนี้มาก่อน แต่กลับร้องได้อย่างขึ้นใจ ช่างเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์เสียจริง
ซ่งถิงถูกเชิญให้พูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมที่ห้องประชุมก่อนหน้านี้
ผู้คนในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่ยังคงความเรียบง่ายและเปี่ยมด้วยน้ำใจ เพียงไม่นานเจ้าอ้วนน้อยก็ได้รับลูกอมจากผู้ใหญ่ใจดีมามากกว่า 10 เม็ด
ซ่งอวี้หน่วนรีบวิ่งไปแจ้งข่าวดีกับปู่ของเธอเป็นคนแรก ทันทีที่ปู่ซ่งซึ่งรอคอยอยู่ด้านนอกด้วยใจที่กระวนกระวายได้ยินข่าวดีนั้น ความตื่นเต้นก็ถาโถมเข้าใส่จนพูดอะไรไม่ออก
ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้าไปกระซิบข้างหูให้ปู่รออยู่ตรงนี้ก่อน พวกเธอจะออกมาในไม่ช้า
เหล่ากู่ให้เวลาซ่งถิงเตรียมตัว 3 วันก่อนจะเริ่มงานอย่างเป็นทางการ โดยมีระยะเวลาประเมินผลงาน 3 เดือน ซึ่งจะเน้นพิจารณาเรื่องความประพฤติเป็นหลัก
ที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมมีหอพักไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ สหายหญิงคนที่ปรามคนอื่นก่อนหน้านี้คือหัวหน้าเผิงแห่งแผนกพลาธิการ เธอเป็นคนจิตใจดีและอาสาพาพวกเขาไปดูห้องพักด้วยความยินดี
ก่อนหน้านี้เหล่ากู่ได้กำชับกับหัวหน้าเผิงเป็นการส่วนตัวแล้วว่าให้จัดหาห้องพักที่ดีให้กับซ่งถิง ที่ว่าดีไม่ใช่เพราะสภาพห้อง แต่หมายถึงเพื่อนร่วมห้องที่ดีต่างหาก
หอพักมีขนาดไม่ใหญ่นักและค่อนข้างเก่า แต่ก็ถูกดูแลรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี ภายในห้องมีเตียง 2 หลัง เตียงที่ตั้งชิดกำแพงฝั่งทิศตะวันตกคือเตียงของซ่งถิง
เพื่อนร่วมห้องของเธอดูเหมือนจะออกไปทำงานแล้ว ซึ่งทำให้ซ่งถิงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก บนเตียงในตอนนี้มีเพียงเบาะรองนอนที่ทำจากฟางข้าววางอยู่ ซ่งถิงลองยื่นมือไปสัมผัส ทุกอย่างยังคงให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
หัวหน้าเผิงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งพร้อมกับจดหมายย้ายตัวให้เธอ ก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็นว่า “นี่คือรายการของที่ต้องเตรียมมา พร้อมกับจดหมายแนะนำตัวและเอกสารโอนย้ายสิทธิ์ปันส่วนอาหาร เตรียมทุกอย่างให้พร้อมภายใน 3 วันนะ แล้วฉันจะไปจัดการเรื่องย้ายทะเบียนบ้านเข้าเมืองให้”
หัวใจของซ่งถิงเต้นระรัวอย่างตื่นเต้น
เหมือนฝันไปจริงๆ
นี่เธอจะได้กินปันส่วนอาหารของรัฐแล้วอย่างนั้นเหรอ
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนทอประกายขึ้นมาทันที “หัวหน้าเผิงคะ หนูเองก็มีทะเบียนบ้านในเมืองเหมือนกัน ให้หนูย้ายมาอยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับอาหญิงได้ไหมคะ”
“ได้สิ แล้วหนูอยากจะย้ายไปขึ้นทะเบียนที่ไหนล่ะ” หัวหน้าเผิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ที่สถานีตำรวจเขตตะวันออกได้ไหมคะ พอดีอาเล็กของหนูเช่าบ้านอยู่แถวนั้นพอดีค่ะ”
หัวหน้าเผิงพยักหน้ารับปาก ก่อนจะกำชับอีก 2-3 ประโยค ในจังหวะนั้นเหล่ากู่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับหนังสือ 2 เล่มในมือ เขายื่นมันให้ซ่งถิงและบอกให้เธอกลับไปศึกษาให้ดี
ซ่งอวี้หน่วนรับหนังสือมาใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้างของอาหญิงอย่างรู้งาน หนังสือเหล่านี้เป็นตำราเฉพาะทางที่มีเพียงอาหญิงของเธอเท่านั้นที่จะอ่านเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสรีรวิทยาของเส้นเสียงและประวัติศาสตร์ดนตรี
ซ่งถิงลูบหนังสือทั้ง 2 เล่มอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นของล้ำค่า ก่อนจะโผเข้ากอดซ่งอวี้หน่วนด้วยความตื้นตันจนเสียงสั่นเครือ “เสี่ยวหน่วน ขอบใจเธอมากนะ!”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะร่า “อาหญิง ไปเถอะค่ะ เราไปหาปู่กันดีกว่า”
จนกระทั่งเดินพ้นประตูของคณะออกมา ก็ไม่เห็นวี่แววของผู้หญิงคนที่คอยหาเรื่องอาหญิงของเธอเลย
ซ่งอวี้หน่วนและซ่งถิงจูงมือเจ้าอ้วนน้อยที่กำลังอารมณ์ดีเดินออกจากประตูใหญ่
ตอนนี้เจ้าอ้วนน้อยเรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้นแล้ว ทุกครั้งที่ได้ออกมาข้างนอกกับพี่สาว เขาจะต้องสะพายกระเป๋าสะพายผ้าใบใบเล็กที่ย่าเย็บให้มาด้วยเสมอ เพราะเขารู้ดีว่ามีโอกาสสูงมากที่จะได้รับของกินอร่อยๆ เวลานี้
ภายในกระเป๋าสะพายใบเล็กของเขาจึงอัดแน่นไปด้วยลูกอมนมและลูกอมรสผลไม้ในกระดาษห่อลายดอกไม้รวมกันกว่า 20 เม็ด ซึ่งนับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขาเลยทีเดียว การได้เดินจูงมือพี่สาวแบบนี้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้ว
ทั้ง 3 คนเดินออกจากประตูคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม และมองเห็นปู่ซ่งกำลังเดินวนไปวนมาอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนไม่ไกลนัก
เมื่อเห็นลูกสาวและหลานสาวเดินออกมาด้วยรอยยิ้ม ปู่ซ่งก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่ได้ยินก่อนหน้านี้ไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือความจริง
จากนั้นซ่งถิงก็เป็นคนยืนยันกับพ่อของเธอด้วยตัวเองว่าเธอผ่านการคัดเลือกจริงๆ ทางคณะจัดหาหอพักให้เรียบร้อยแล้ว และเธอจะเริ่มงานในอีก 3 วันข้างหน้า
อ้อ แล้วเธอก็จะได้กินปันส่วนอาหารของรัฐแล้วด้วย
“อ๊าาาา!” ซ่งถิงรู้สึกตื่นเต้นจนอยากจะเปล่งเสียงร้องเพลงออกมาดังๆ ให้ก้องกังวานไปทั่ว
ปู่ซ่งพยายามอย่างหนักกว่าจะระงับความตื่นเต้นยินดีเอาไว้ได้ ก่อนจะเอ่ยถามหลานสาวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครืออยู่เล็กน้อย “เสี่ยวหน่วน แล้วนี่เราจะไปไหนกันต่อล่ะ”
“เราจะไปหาพี่จ้าวก่อนค่ะ ต้องไปแจ้งข่าวดีให้เธอรู้ แล้วก็จะได้ขนแป้งสาลีกลับมาเลยทีเดียว”
ในขณะเดียวกันนั้น หลิ่วหยวนและกลุ่มผู้นำคนอื่นๆ ก็ทยอยกันเดินออกมาจากห้องประชุม ทุกคนต่างกำลังจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
เลขาธิการอาวุโสเอ่ยชมว่าซ่งถิงถ่ายทอดบทเพลง ‘ปักธงทอง’ ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ที่จริงแล้วแค่เพียงได้ฟังท่อนแรก เขาก็รู้สึกตื้นตันจนแสบจมูกขึ้นมา ทั้งที่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ฟังบทเพลงนี้ แต่เหตุใดวันนี้ถึงได้รู้สึกสะเทือนใจเป็นพิเศษก็ไม่ทราบ
เหล่ากู่หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า “เป็นเพราะเสียงร้องของซ่งถิงมีจิตวิญญาณน่ะสิครับ”
หลิ่วหยวนเห็นด้วยกับคำพูดนี้อย่างยิ่ง เขาพยักหน้าเห็นด้วยไม่หยุดอยู่ข้างๆ
ซ่งถิงคือนักร้องที่ไม่เหมือนใครจริงๆ
แต่แล้วในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “สหายหลิ่ว รอสักครู่ได้ไหมคะ”
หลิ่วหยวนหยุดชะงักฝีเท้าลง
เมื่อหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นหลินเสวี่ยจูที่กำลังส่งยิ้มอ่อนหวานมาให้เขา
หลิ่วหยวนแค่นยิ้มในใจ ‘เลิกไว้ท่าทีแล้วสินะ เลิกเล่นตัวกับเขาแล้วหรือไง’
แต่สีหน้าของเขากลับเรียบเฉย “สหายหลิน มีธุระอะไรรึเปล่าครับ”
หัวใจของหลินเสวี่ยจูหล่นวูบ จากที่เคยเรียกกันอย่างสนิทสนมว่า ‘เสวี่ยจู’ ตอนนี้กลับกลายเป็นห่างเหินไปเสียแล้ว หรือว่าเขาจะเปลี่ยนเป้าหมายไปแล้ว
แม้ในใจจะเดือดพล่านไปด้วยความริษยา แต่ใบหน้าของหลินเสวี่ยจูกลับยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน เธอเอ่ยปากชวนเชิงหยั่งท่าที “คืนนี้ที่โรงภาพยนตร์ในอำเภอมีหนังเข้าใหม่นะคะ”
หลิ่วหยวนตอบกลับ “พอดีคืนนี้ผมต้องทำงานล่วงเวลาน่ะครับ ต่อให้มีหนังก็คงไม่มีเวลาไปดูหรอก ฮ่าๆ สหายหลิน ผมยังมีธุระ ขอตัวก่อนนะครับ”
ไม่รอให้หลินเสวี่ยจูได้เอ่ยคำใดต่อ หลิ่วหยวนก็หันหลังและเดินจากไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง
หลินเสวี่ยจูราวกับได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากด้านหลัง ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
ทว่าความริษยาในใจกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ทั้งหมดเป็นความผิดของนังซ่งถิง ถ้าไม่ใช่เพราะมัน วันนี้หลิ่วหยวนจะต้องดีใจและยอมไปดูหนังกับเธออย่างแน่นอน
ในตอนนั้นเอง สหายหญิงคนหนึ่งซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันก็เดินเข้ามาหาเธอ หญิงสาวคนดังกล่าวมีใบหน้างดงามและดูอ่อนโยน เธอเดินเข้ามาดึงแขนหลินเสวี่ยจู พร้อมกับถลึงตาใส่กลุ่มหญิงสาวที่กำลังหัวเราะคิกคัก ก่อนจะลากหลินเสวี่ยจูไปยังมุมหนึ่งแล้วกระซิบว่า
“เธอนี่นะ นิสัยใจคอช่างตรงไปตรงมาเสียจริง หัดมีชั้นเชิงซะบ้างสิ เรื่องเมื่อครู่นี้ถึงจะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ควรพูดโพล่งออกไปตรงๆ การที่เธอคนนั้นได้สมัครเป็นคนแรก ใครๆ ก็รู้ว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากล เรื่องแบบนี้เอาไว้หลอกได้แต่คนโง่เท่านั้นแหละ แต่ในเมื่อมันเป็นเรื่องที่ทุกคนต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจ แต่ไม่มีใครเขาพูดออกมา มีแต่เธอที่หาเรื่องไปเปิดโปง ไม่เคยได้ยินหรือไงว่าคนที่เด่นเกินไปมักจะเป็นภัยน่ะ”
“เสวี่ยจู๋ ฉันก็แค่ไม่พอใจ ทำไมถึงได้ใช้เส้นสายกันโจ่งแจ้งขนาดนี้ คิดว่าคนอื่นเขาตาบอดกันหมดรึไง”
หญิงสาวหน้าตางดงามคนนี้คือเจี่ยเสวี่ยจู๋ ผู้เป็นไส้ศึก และเป็นนักร้องหญิงเสียงโซปราโนเช่นเดียวกัน
แววตาของเจี่ยเสวี่ยจู๋หม่นแสงลงเล็กน้อย เธอแอบหัวเราะเยาะอยู่ในใจ พูดออกมาได้ดูดี แต่ที่จริงแล้วก็เป็นเพราะหลิ่วหยวนโหวตเห็นด้วยไม่ใช่หรือไง ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะไปเกี่ยวอะไรกับหลินเสวี่ยจูอย่างเธอกัน
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เอาเถอะ อย่าไปโกรธเลย หัวหน้าเรียกประชุมแล้ว เหมือนว่าจะคุยกันเรื่องในวันนี้ด้วย ไม่แน่ว่าเธออาจจะถูกตำหนิก็ได้นะ จำไว้นะว่าต้องรู้จักยอมรับผิด ได้ยินไหม”
หลินเสวี่ยจูอยากจะเถียงกลับไปว่าทำไมเธอต้องเป็นฝ่ายยอมรับผิด แต่สุดท้ายก็ต้องเก็บงำคำพูดนั้นเอาไว้ เพราะเธอไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งสองคนเดินมุ่งหน้าไปยังห้องประชุมใหญ่ของคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมด้วยกัน
เจี่ยเสวี่ยจูไม่ได้ใส่ใจเลยว่าเพื่อนร่วมงานคนใหม่ที่กำลังจะเข้ามานั้นจะเก่งกาจมาจากไหน เพราะอีกไม่นานหลังจากที่ภารกิจของเธอเสร็จสิ้น เธอก็จะต้องกลับไปแล้ว
เพียงแค่รู้สึกว่าซ่งถิงคนนั้นช่างน่าสงสารอยู่บ้าง ที่ต้องมาถูกพาลโกรธเพราะผู้ชายโลเลคนหนึ่ง ช่างเป็นคนที่โชคร้ายจริงๆ
จ้าวลี่รอคอยอย่างกระสับกระส่าย เธอขนแป้งสาลีทั้งหมดกลับไปที่บ้านแล้ว เดิมทีตั้งใจว่าจะไปดูลาดเลาที่คณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมเสียหน่อย แต่ก็คาดไม่ถึงว่าสองปู่หลานตระกูลซ่งจะขับรถม้ามาหาถึงที่
เมื่อได้รู้ว่าซ่งถิงผ่านการคัดเลือกแล้ว เธอก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อได้ยินคำเรียกขานที่ซ่งถิงเรียกใช้เรียกเธอว่าพี่ เธอจึงกลุ้มใจเล็กน้อย
“แต่ว่าเรื่องลำดับญาติมันจะวุ่นวายน่ะสิ” จ้าวลี่พูดขึ้นมาตรงๆ “เอาเป็นว่าต่อไปนี้เราเรียกกันตามลำดับศักดิ์ของเราดีกว่านะ” จากนั้นก็หัวเราะออกมา
“เป็นเสี่ยวหน่วนนั่นแหละที่ยืนยันจะเรียกฉันว่าพี่ให้ได้”
[จบบท]