บทที่ 449: ภารกิจแฝงในการแสดง
ซ่งอวี้หน่วนคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ในเมื่อน้าเล็กอยากจะสืบเรื่องของเฮ่ออวิ๋นเฟยให้กระจ่าง เธอก็พร้อมจะช่วยเขาจัดการให้สิ้นสงสัย
อันที่จริง การเดินทางไปฮ่องกงเพื่อแสดงเยี่ยมเยียนปลอบขวัญในครั้งนี้ มีอะไรมากกว่าที่เห็น ซ่งอวี้หน่วนเองก็คาดไม่ถึงว่าจากจุดเริ่มต้นที่เธอเพียงต้องการจะช่วยเป็นกำลังใจให้อาหญิง จะบานปลายจนกลายมาเป็นภารกิจของทีมสืบสวนร่วมเฉพาะกิจไปได้
ไม่ใช่แค่เรื่องของเซี่ยโป๋เหวินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตามหาน้าหญิงคนที่หกของมู่หรงเชียนเชียน ซึ่งก็คือน้องสาวแท้ๆ ของภรรยามู่หรงเฟิงด้วย
โหลวเมิ่งจวิน หญิงสาวผู้หอบหิ้วมู่หรงเชียนเชียนที่ยังเป็นทารกอายุไม่กี่เดือนฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการเพื่อหนีไปยังฮ่องกง ทว่าหลังจากได้รับข่าวคราวของมู่หรงเฟิงแล้ว การติดต่อจากฝั่งเธอก็ขาดหายไปอย่างสิ้นเชิง
บ้านเช่าหลังเล็กที่เคยอยู่นั้นมีคนอื่นเข้ามาอยู่แทนแล้ว คนที่อยู่ใหม่บอกว่าผู้เช่าคนเดิมย้ายออกไป เจ้าของบ้านจึงให้เขาเช่าต่อ ด้วยข้อจำกัดด้านการสื่อสารที่ทั้งช้าและไม่สะดวก ทำให้เบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์แทบไม่มีเหลืออยู่เลย
นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะตามหาตัวเธอเจอในตอนนี้แทบจะเป็นศูนย์ แต่ถึงอย่างนั้น ทางนี้ก็ไม่คิดจะยอมแพ้ ผู้เฒ่ากู้ได้ใช้เส้นสายและกำลังคนทั้งหมดที่พอจะมี เพื่อสืบหาข่าวคราวของเธอให้ได้
ซ่งอวี้หน่วนไม่รู้ว่าผู้เฒ่ากู้มอบหมายให้ใครรับผิดชอบ แต่เพราะตอนนี้ก็ถือว่าทำงานในหน่วยงานเดียวกันแล้ว ท่านจึงแอบมากระซิบกับเธอว่า เมื่อถึงเวลาจะแยกกันลงมือ และเรื่องนี้ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ไม่รู้ว่าน้าเล็กใช้วิธีไหนไปพูดกับยายเซี่ย แต่ในที่สุดท่านก็ยอมอ่อนข้อเลิกขัดขวาง แต่เรื่องยังไม่ทันจบดี ท่านก็ดันไปมีปากเสียงกับป้าเจียงที่มาจากหมู่บ้านหลิ่วซู่เสียก่อน
สาเหตุก็เพราะป้าเจียงอยากจะแนะนำหลานสาวของตัวเองให้รู้จักกับเซี่ยซินตง หลานสาวของเธอเรียนจบอนุปริญญา ปัจจุบันเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนประถม แต่เพราะเป็นคนมีมาตรฐานสูงไปหน่อย เลยยังหาคนที่ถูกใจไม่ได้ ทั้งที่ปีนี้อายุก็ 23 ปีแล้ว
เมื่อเทียบกับเซี่ยซินตงก็ถือว่ายังเด็กกว่ามาก ป้าเจียงเลยมองว่าทั้งสองคนเหมาะสมกันดี และแวะเวียนมาหาจูเฟิ่งเพื่อทาบทามอยู่หลายครั้ง
ลึกๆ แล้วจูเฟิ่งเองก็รู้สึกสนใจ แต่เธอก็ยังจำคำพูดของหลานสาวได้ดีว่าน้าเล็กกำลังอยู่ในช่วงค่อยๆ ฟื้นฟูสภาพจิตใจ ปมในใจหลายอย่างยังคงขวางกั้นอยู่ จึงไม่เหมาะที่จะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวในตอนนี้ ควรปล่อยให้เขาได้เจอคนที่ตัวเองรักจริงๆ จะดีกว่า
แต่เมื่อมองดูนิสัยของเซี่ยซินตงแล้ว เธอก็ได้แต่ถอดใจ ชาตินี้คงจะหมดหวัง เพราะดูเหมือนเขาจะไม่เคยใส่ใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เลยสักนิด
แม้จูเฟิ่งจะอยากช่วยจัดการเรื่องคู่ครองให้ลูกชาย แต่สุดท้ายเธอก็ต้องตัดใจ
ในหมู่บ้านหลิ่วซู่ ป้าเจียงเป็นคนที่สนิทและดีกับเธอ ที่สุดคนหนึ่ง อันที่จริงหลานสาวของป้าเจียงเธอก็เคยเจออยู่หลายครั้ง เป็นเด็กสาวที่หน้าตาน่ารักและนิสัยดีมากคนหนึ่ง แต่เมื่อลูกชายไม่คิดอะไร เธอก็จำต้องปฏิเสธไป พร้อมกับบอกว่าอย่าเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาอีก เพราะจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของฝ่ายหญิง
เธอพูดไปด้วยความหวังดีแท้ๆ แต่ป้าเจียงกลับตีความไปอีกอย่างแล้วเกิดโมโหขึ้นมา
“แหม เดี๋ยวนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ พวกตระกูลเซี่ยของเธอพากันบินสูงขึ้นไปเป็นหงส์กันหมดแล้ว พวกเราที่เป็นแค่นกกระจอกคงเอื้อมไม่ถึงแล้วสินะ เมื่อก่อนยังเห็นชมหลานฉันอยู่ปาวๆ ตอนนี้คงจะมองไม่เห็นหัวกันแล้วสิ ได้ๆ ฉันไม่มาตีสนิทกับพวกเธออีกก็ได้ ฉันไปเดี๋ยวนี้แหละ ชาตินี้ไม่ต้องมาเจอกันอีกเลย พอใจหรือยัง?”
ป้าเจียงโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี พร้อมกับพ่นวาจาแดกดันไม่หยุด
จังหวะนั้นเอง เซี่ยซินตงก็เดินเข้ามาในสวนพอดี เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงบและนุ่มนวล “ป้าเจียงใช่ไหมครับ คือแม่ผมไม่ได้มีเจตนาอื่นหรอกครับ ที่ไม่อยากให้ป้ามาบ่อยๆ ก็เพราะเป็นห่วงชื่อเสียงของหลานสาวป้าน่ะครับ เพราะตอนนี้ร่างกายผมยังไม่ค่อยดี แถมยังมีปัญหาใหญ่อยู่ด้วย ผมเลยยังไม่คิดเรื่องแต่งงานในตอนนี้ครับ”
เมื่อได้ยินเซี่ยซินตงพูดอย่างมีเหตุผล ป้าเจียงก็โวยวายต่อไม่ถูก ได้แต่พูดแก้เกี้ยวอย่างอึกๆ อักๆ “ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก ก็แค่เห็นว่าพวกเธอสองคนดูเหมาะสมกันดี เลยอยากจะลองเป็นแม่สื่อให้ก็เท่านั้น”
เซี่ยซินตงเดินไปส่งป้าเจียงจนถึงหน้าประตูบ้านอย่างสุภาพ และเดินเป็นเพื่อนไปอีกระยะหนึ่งก่อนจะเดินกลับเข้ามา
จูเฟิ่งได้แต่ถอนหายใจกับความกลัดกลุ้ม ลูกชายคนโตก็เป็นพ่อม่ายลูกติด ส่วนคนเล็กปีหน้าก็จะอายุ 36 แล้ว หากวันไหนเธอตายไป ครอบครัวนี้ก็คงจะแตกสลาย
ย่าซ่งเอ่ยถึงยายของซ่งอวี้หน่วนขึ้นมาว่า “บางทีคุณยายของเธอก็เป็นคนหัวรั้นไปบ้าง แต่โดยเนื้อแท้แล้วท่านเป็นคนจิตใจดีนะ แล้วก็ยังยอมฟังเหตุผลคนอื่น เวลาไม่สบายใจอะไรก็รู้จักปลอบใจตัวเองให้คลายทุกข์ได้”
พูดจบก็ถอนหายใจยาว “เฮ้อ นี่ขนาดบ้านลุงหม่ายังมาขอให้ย่าไปเป็นแม่สื่อให้เลยนะ แต่ย่าก็ยังไม่กล้าเอ่ยปาก คนอื่นเขาก็ไม่ใช่คนโง่ พูดกันตามตรง ใครได้ไปเป็นลูกสะใภ้ของคุณยายเธอน่ะ ถือว่าโชคดีเหมือนถูกหวย รอวันสบายได้เลย”
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาปริบๆ “แล้วย่ามาเล่าให้หนูฟังทำไมเหรอคะ”
ย่าซ่งหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ็ดหลานสาว “ย่าก็แค่ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อยน่ะ แต่จะบอกอะไรให้นะ ผู้หญิงเราเวลาจะเลือกคู่ครองน่ะ เรื่องแม่สามีดีหรือไม่ดีนี่สำคัญมาก ต่อให้ผัวเมียจะรักกันปานจะกลืนกินแค่ไหน แต่ถ้าเจอแม่ผัวตัวดีคอยหาเรื่องปั่นป่วนล่ะก็ อีกไม่นานบ้านก็แตก”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างที่สุด
ระหว่างที่คุยกันเพลินๆ เจ้าตัวเล็กหมิงเซิ่งก็เดินเตาะแตะเข้ามา ดูเหมือนว่าหลังจากหายป่วยไข้ทรพิษแล้ว แก้มของเขาจะยิ่งดูขาวอมชมพูและนุ่มนิ่มขึ้นกว่าเดิม บนตัวสะพายกระเป๋าใบจิ๋วที่อัดแน่นไปด้วยขนม และข้างกายก็มีห่านขาวตัวใหญ่มหึมาเดินตามติดไม่ห่าง
เจ้าห่านตัวนี้เรียกได้ว่าเป็นเจ้าถิ่น เพราะขนาดหมาเหลืองตัวเบิ้มยังต้องยอมสยบให้มัน
ตอนนี้เจ้าห่านกำลังวิ่งไล่กวดหยอกล้อกับหมาแมวในละแวกนั้น ส่วนหมิงเซิ่งก็เอาตัวเข้ามาอิงแอบซ่งอวี้หน่วนพลางส่งสายตาแป๋วๆ อ้อนวอน เขาทำแบบนี้มาหลายวันแล้ว เพราะอยากจะขอตามไปฮ่องกงด้วย
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่ซ่งหมิงโป พี่ชายคนโตก็จะร่วมเดินทางไปด้วย และน่าแปลกที่ซ่งอวี้หน่วนตอบตกลงอย่างง่ายดาย เหตุผลสำคัญก็คือเธออยากให้พี่ชายกับน้องชายได้ออกไปเปิดโลกกว้างบ้าง พร้อมกันนั้นก็ได้ให้สัญญากับสี่เชว่และคนอื่นๆ ว่าคราวหน้าจะพาไปเที่ยวด้วยกันแน่นอน
กำหนดการแรกคือทุกคนต้องไปรวมตัวกันที่ปักกิ่ง
กู้หวยอันเดินทางมาถึงอำเภอหนานซานสองวันก่อนที่ซ่งอวี้หน่วนจะออกเดินทาง เขางานยุ่งมากจริงๆ และใจหนึ่งก็อยากจะไปฮ่องกงกับเธอด้วย แต่กำหนดการเดินทางของเขาคือช่วงฤดูใบไม้ร่วง
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษมอบให้เธอเครื่องหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งในหนานเฉิงและฮ่องกง แถมยังโทรได้แบบไม่จำกัดอีกด้วย สมแล้วที่เป็นของที่สั่งทำขึ้นมาโดยเฉพาะ
แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจยิ่งกว่านั้น คือปืนพกขนาดกะทัดรัดสีดำสลับทองที่เขาหยิบออกมาให้ดู มันมีขนาดพอๆ กับปืนฉีดน้ำของเล่นของเธอ แค่เล็กกว่าเล็กน้อย มาพร้อมกับกระสุนแบบพิเศษและซองกระสุนสวยเฉียบที่บรรจุได้กว่าร้อยนัด
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับตาโต จ้องมองกู้หวยอันอย่างไม่อยากจะเชื่อ “...ฉันใช้ของแบบนี้ได้จริงๆ เหรอคะ?”
นี่มันเหนือความคาดหมายของเธอไปมาก
ดวงตาของกู้หวยอันทอประกายอบอุ่นระคนกับรอยยิ้ม น้ำเสียงของเขานุ่มนวล “แน่นอนว่าใช้ได้” ว่าแล้วก็หยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเอกสาร มันคือใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนที่ระบุชื่อของเธอเอาไว้อย่างชัดเจน
สุดยอดไปเลยพี่ชายคนนี้!
ของจำพวกเงินทองเพชรนิลจินดานั้นหาได้ไม่ยาก แต่เจ้าเหล็กชิ้นเล็กๆ ในมือนี้ไม่ใช่สิ่งที่คิดจะใช้เงินซื้อแล้วจะได้มา มันคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสถานะและอำนาจโดยแท้จริง
ทั้งการอนุญาตให้ใช้เป็นกรณีพิเศษ ทั้งค่าโทรศัพท์ที่ไม่จำกัด แค่สองอย่างนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ซ่งอวี้หน่วนตระหนักถึงตำแหน่งและอำนาจที่สูงส่งของกู้หวยอันได้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น
เธอชอบมันมาก ชอบจริงๆ ทั้งโทรศัพท์สำหรับติดต่อสื่อสาร อาวุธป้องกันตัว ไหนจะยาต่างๆ ที่เธอมีอีก เรียกได้ว่าตอนนี้เธอพร้อมรบเต็มอัตราศึก กู้หวยอันคงจะเดาออกใช่ไหมว่าการไปฮ่องกงครั้งนี้เธออาจจะไปก่อเรื่องเข้าจนได้
หลังจากนั้น เขาก็พาเธอไปยังกองพันทหารม้าที่อยู่ไม่ไกล เพื่อสอนวิธีการยิงปืนให้ในเวลาอันสั้น ซ่งอวี้หน่วนเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วราวกับคุ้นเคยมานาน ที่น่าแปลกคือเธอรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ช่วยเสริมอานุภาพของอาวุธให้รุนแรงขึ้น
ดวงตาภายใต้คิ้วเรียวคมของกู้หวยอันฉายแววพราวระยับ “ถือเป็นของขวัญแสดงความยินดีที่\สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วกันนะ”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มจนตาหยี “ขอบคุณมากนะคะ ของขวัญชิ้นนี้...ถูกใจข้ายิ่งนัก”
กู้หวยอันนิ่งไปเล็กน้อยกับคำพูดติดเล่นของเธอ อยากจะเอื้อมมือไปยีหัวทุยๆ นั่นเสียจริง ไม่รู้ว่าในหัวเล็กๆ นั่นวันๆ คิดอะไรอยู่กันแน่
【พี่ชายชอบให้ของขวัญจริงๆ ขนาดวันเด็กยังอุตส่าห์เตรียมของขวัญให้ด้วย】
เธอพินิจมองใบหน้าของเขาอย่างละเอียด ผิวของเขาดูซีดลงเล็กน้อยและซูบไปบ้าง แต่แววตากลับยังคงสดใสเปี่ยมด้วยพลัง ไม่ได้เจอกันหลายวัน เขายิ่งดูหล่อเหลาขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
【ผิวของพี่ชายก็ดี๊ดี...เฮ้อ รู้จักกันมาตั้งปีหนึ่งแล้ว ยังไม่เคยได้แตะเนื้อต้องตัวพี่ชายแบบจริงๆ จังๆ สักทีเลย】
กู้หวยอัน “...”คำพูดคำจาช่างไม่สำรวมเอาเสียเลย!
[จบบท]