บทที่ 451: หรือว่าเธอจะมีสามหัวหกแขน?
ซ่างกวนเหิงและจงต้าเฉียวต่างนิ่งเงียบ เพราะนี่เป็นความแค้นระหว่างเฮียเหลียงกับตระกูลหลิ่ว พวกเขาจึงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
ซ่างกวนเหิงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “เฮียเหลียงครับ ที่ฮ่องกงนี่เฮียก็ถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ใครๆ ก็ให้ความนับถือ เรียกว่ามีแต่คนเชื่อฟัง ตอนนี้ที่ฮ่องกงมีโรงงานยาอยู่แค่สองแห่ง หนึ่งคือโรงงานยาเหยียนโซ่วของเฮีย ส่วนอีกแห่งเป็นของตาหลิ่วชื่อโรงงานยาคังต๋า ซึ่งตอนนี้กำลังจะจับมือทำธุรกิจกับเซี่ยซินตง การที่เซี่ยซินตงเดินทางมาครั้งนี้ก็น่าจะเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้ลุล่วงนั่นแหละครับ”
แววตาของเฮียเหลียงวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างน่ากลัว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ประธานซ่างกวน ไอ้เซี่ยซินตงนั่นไม่ใช่คนที่คุณชุบเลี้ยงมากับมือหรอกเหรอ แล้วเขาไม่ได้ส่งข่าวอะไรให้คุณรู้บ้างเลยหรือไง”
ซ่างกวนเหิงแสร้งตีหน้าเศร้า “อย่าไปพูดถึงมันเลยครับ ถือซะว่าผมเลี้ยงหมาผิดไปตัวหนึ่ง เราอย่าไปเอ่ยชื่อมันให้เสียอารมณ์เลย”
ซ่างกวนเหิงรู้จักนิสัยของเฮียเหลียงดี เขาจึงจงใจพูดต่อไปว่า “เฮียรู้ไหมว่าเซี่ยซินตงมีหลานสาวคนหนึ่งชื่อซ่งอวี้หน่วน ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาเลยนะครับ เธอเก่งกาจมากขนาดที่เซี่ยซินตงยังต้องยอมฟัง ผมเชื่อว่าเรื่องความร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้ ต้องเป็นความคิดของซ่งอวี้หน่วนร้อยเปอร์เซ็นต์”
“ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่กล้าไปมีเรื่องกับเธอ อย่างมากก็แค่หาทางป่วนงานแสดงให้เธอขายหน้าเล่นก็พอแล้ว เฮียช่วยเตือนลูกน้องด้วยนะครับว่าอย่าไปปะทะกับเธอตรงๆเด็ดขาด นี่เป็นคำแนะนำจากใจจริงของผม”
แม้ซ่งอวี้หน่วนจะเคยโทรมาปรามเขาไว้แล้วก็ตาม แต่เขาก็รู้ดีว่านั่นคือคำเตือนว่าอย่าทำอะไรโง่ๆ เขาจึงเลือกที่จะไม่ลงมือเอง แต่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกวัยรุ่นเลือดร้อนที่พร้อมจะปาไข่เน่าใส่นักแสดง ส่งเสียงโห่ร้อง เป่าปาก และสร้างความวุ่นวายในงานแทน
ลูกน้องของเฮียเหลียงมีคนประเภทนี้อยู่หลายกลุ่ม พวกเขาจึงเดินทางมาที่นี่เพื่อเจรจา เพราะคนพวกนี้เชี่ยวชาญเรื่องก่อกวนเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือไม่ได้ทำร้ายใครถึงเลือดตกยางออก จึงเอาผิดได้ยาก
คนพวกนี้เป็นแค่วัยรุ่นคึกคะนองที่เรียกตัวเองว่า ‘กู่หว่าไจ๋’ และยังเป็นคนของเฮียเหลียงอีกด้วย ทั่วทั้งฮ่องกงไม่มีใครไม่รู้จักพวกเขา ทุกคนต่างรู้ดีว่าหาเรื่องใครก็ได้ แต่อย่าได้ไปลองดีกับเด็กพวกนี้เด็ดขาด เพราะพวกมันกล้าบุกไปฆ่าคนจุดไฟเผาบ้านได้โดยไม่ลังเล
สำหรับพวกเขาแล้ว แค่จ่ายเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อระบายความคับแค้นใจออกมา มันก็คุ้มค่าเกินพอแล้ว ส่วนเรื่องที่เหลือก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์
เฮียเหลียงกลับหัวเราะลั่น มองคนทั้งสองด้วยสายตาไม่ยี่หระ “ซ่งอวี้หน่วนคนนี้มันเป็นใครกันแน่ ถึงทำให้พวกคุณกลัวได้ขนาดนี้ พอมาถึงถิ่นของเรา ต่อให้เป็นมังกรก็ต้องขดตัวเป็นงู ต่อให้เป็นเสือก็ต้องหมอบราบคาบแก้ว!”
พอพูดจบ เขาก็เปลี่ยนเรื่องทันที “แต่นั่นมันเป็นเรื่องของพวกคุณ ผมไม่เกี่ยว ไม่ขอยุ่งด้วย ผมก็แค่พูดไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น ขอแค่จ่ายเงินมาเต็มจำนวน ผมรับประกันว่างานเรียบร้อยแน่นอน”
เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยาก แต่ในใจกลับรู้สึกสงสัยในตัวซ่งอวี้หน่วนขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เขามีผู้หญิงมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะแบบอ่อนหวานหรือดุดันก็เคยผ่านมาหมด
แต่ผู้หญิงแบบซ่งอวี้หน่วนดูเหมือนจะยังไม่เคยเจอ ไม่รู้ว่าหน้าตาจะสวยสักแค่ไหนกันเชียว
เขาจึงแกล้งทำเป็นสนใจแล้วถามออกไป “พวกคุณกลัวซ่งอวี้หน่วนกันขนาดนี้ หรือว่าเธอจะมีสามหัวหกแขน”
ดวงตาของซ่างกวนเหิงเป็นประกายวูบหนึ่ง เขาอยากจะบรรยายโฉมงามของซ่งอวี้หน่วนให้ฟังเสียเดี๋ยวนั้น เพราะดูท่าแล้วเฮียเหลียงจะสนใจเธอขึ้นมาจริงๆ หากเฮียเหลียงจัดการเธอได้ ก็เท่ากับว่าเขาได้กำจัดเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ออกไปได้เลย
แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากออกมา เพราะรู้ดีว่าเฮียเหลียงเป็นคนมากรักหลายใจและชอบสะสมผู้หญิงสวยแปลกไม่เหมือนใคร หากแผนสำเร็จแล้วเฮียเหลียงเกิดปากโป้งขึ้นมา เขาก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยสักนิด ซ้ำร้ายหากแผนล้มเหลว เขายังต้องมารับมือกับความโกรธแค้นของซ่งอวี้หน่วนอีกต่างหาก
เฮียเหลียงมองออกว่าซ่างกวนเหิงคิดจะยืมดาบฆ่าคน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดี
เขาจึงเรียกสมุนเข้ามาสั่งงานสองสามคำ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ ในใจก็นึกตั้งตารอคอยการมาถึงของคณะนักแสดงจากแผ่นดินใหญ่
***
ซ่งอวี้หน่วนกำชับกับเซี่ยโป๋เหวินถึงเรื่องระเบียบวินัยอย่างจริงจัง เธอบอกว่าในอนาคตอาจจะมีโอกาสได้ไปแสดงอีกหลายครั้ง ไม่แน่ว่าอาจจะได้ไปต่างประเทศหรือได้ขึ้นแสดงในเวทีที่ใหญ่กว่านี้ก็ได้
“ถึงซ่างกวนเหิงจะไม่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้ง แต่ก็คงไม่พ้นหาทางก่อกวนความสงบในงานแน่ๆ ค่ะ เดี๋ยวเราควรจะเรียกประชุมทุกคนเพื่อเตรียมความพร้อม ว่าจะรับมือกับพวกที่มาป่วนหรือส่งเสียงโห่ไล่ยังไงดี แล้วก็ต้องกำชับเด็ดขาดว่าห้ามใครออกไปไหนมาไหนคนเดียว”
เซี่ยโป๋เหวินพยักหน้ารับ “พวกเขามีวินัยกันอยู่แล้ว เวลาออกไปแสดงต่างถิ่นแบบนี้ เราจะใช้การจัดการแบบทหาร ไม่อนุญาตให้ใครออกไปข้างนอกตามลำพัง โดยเฉพาะการไปคนเดียว ถือว่ามีความผิดต้องถูกลงโทษ แต่ตาก็จะย้ำเรื่องนี้อีกครั้ง”
นอกจากเซี่ยโป๋เหวินแล้ว คณะเดินทางครั้งนี้ยังมีท่านผู้เฒ่าหนิวจื้อซิงซึ่งเป็นหัวหน้าคณะที่หนึ่งเป็นผู้คุมทีมมาด้วย ส่วนจูม่านที่เป็นรองหัวหน้า ความจริงแล้วเธอต้องเดินทางมาพร้อมกับผู้เฒ่าหนิว แต่โชคไม่ดีที่เธอเป็นหวัดหนักมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังสมาชิกคนอื่น เธอจึงไม่ได้มาด้วย
แต่ซ่งถิงก็ได้ไปขอยาจากผู้เฒ่าจี้มาให้ ตอนที่คณะออกเดินทาง อาการของเธอก็ทุเลาลงมากแล้ว
ดังนั้น ครั้งนี้จึงมีเพียงผู้เฒ่าหนิวและเซี่ยโป๋เหวินเป็นหัวหน้าทีมคุมมา
ก่อนที่ขบวนรถไฟจะเข้าเทียบชานชาลา พวกเขาได้เรียกประชุมด่วนเพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของระเบียบวินัยอีกครั้ง ซึ่งปกติแล้วคณะนาฏศิลป์ที่หนึ่งก็มีการบริหารจัดการที่เข้มงวดกึ่งทหารอยู่แล้ว ครั้งนี้จึงยิ่งต้องรัดกุมเป็นพิเศษ
ทางด้านของซ่างกวนเหิงและพวก เพื่อความไม่ประมาท พวกเขาได้แอบปล่อยข่าวการมาถึงของคณะนักแสดงไปให้กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ‘กู่หว่าไจ๋’ ซึ่งแค่ชื่อก็บ่งบอกสรรพคุณได้เป็นอย่างดี
คนพวกนี้พอรู้ข่าวก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจ เพราะจะได้มีอะไรแปลกใหม่ให้ดูบ้าง แต่หลังจากถูกเสี้ยมสอน ความคิดของพวกเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และได้เตรียม ‘ของขวัญ’ ชิ้นใหญ่ไว้รอต้อนรับคณะนักแสดงและซ่งอวี้หน่วนโดยเฉพาะ
ผู้เฒ่าหลิ่วพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานและบอดี้การ์ดอีกหลายคนมารออยู่ที่ทางออกตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อต้อนรับคณะนักแสดงจากปักกิ่ง
ผู้เฒ่าหลิ่วมองจงต้าเฉียวที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ชายคนนี้เข้ามาทักทายเขาอยู่นานสองนาน ทั้งยังแสดงท่าทีปรีดาอย่างออกนอกหน้า เวลาคุยกับคนอื่นก็เอาแต่พูดว่าลูกชายคนเล็กของเขาสุขภาพดีขึ้นมากแล้ว กำลังจะกลับมาหาพ่อแก่ๆ คนนี้แล้ว เขาคิดถึงลูกชายคนเล็กมากแค่ไหน
ผู้เฒ่าหลิ่วได้แต่สาปแช่งอยู่ในใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าตราบใดที่จงต้าเฉียวยังมีชีวิตอยู่ เขาก็คือพ่อแท้ๆ ของเส้าชิง เป็นความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ไปตลอดชีวิต
เส้าชิงเกลียดพ่อของตัวเองเข้ากระดูกดำ เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับพ่อจอมวางแผนที่พร้อมจะขุดหลุมพรางรอเขาอยู่แบบนี้ เด็กหนุ่มจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกันนะ? ก่อนหน้านี้เขาเคยพูดคุยกับเส้าชิงแล้ว และเด็กหนุ่มก็รับปากเป็นอย่างดี เขาได้แต่หวังว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น
เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งชั่วโมงรถไฟก็จะถึงที่หมาย ทุกคนบนรถต่างเก็บข้าวของสัมภาระกันเรียบร้อย
เจ้าหนูหมิงเซิ่งที่กำลังมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟอย่างตื่นเต้น บังเอิญหันไปเห็นน้าเล็กของตัวเองที่กำลังทำหน้าเคร่งเครียด เด็กน้อยโผเข้ากอดน้าเล็กอย่างรู้งาน พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “น้าตงครับ เดี๋ยวผมลงจากรถไฟเองได้นะ ไม่ต้องอุ้มผมหรอก”
เซี่ยซินตงพลันได้สติ เขามองไปยังเสี่ยวหน่วนที่กำลังคุยอยู่กับจงเส้าชิง แล้วจึงอุ้มเจ้าหนูหมิงเซิ่งขึ้นมาพลางพูดอย่างอ่อนโยน “เราลงจากรถเองได้อยู่แล้ว แต่ตอนเดินน้าจะอุ้มเรานะ จะได้มองเห็นอะไรสนุกๆ ได้เยอะแยะเลย”
ผู้เฒ่ากู้เหลือบมองซ่งอวี้หน่วนที่กำลังสนทนากับจงเส้าชิงอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น ในใจก็ครุ่นคิดว่า เด็กหนุ่มที่ชื่อจงเส้าชิงคนนี้น่าสงสาร แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่โชคดีมากเช่นกัน
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเสี่ยวหน่วนคงกำลังติวเข้มวิธีรับมือกับพ่อของเขาอยู่
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
“...ชีวิตก็เหมือนละครเวที ทุกอย่างวัดกันที่ฝีมือการแสดง ถ้านายเล่นดี ทุกคนก็จะชื่นชม ถ้าเล่นห่วย ทุกคนก็จะดูถูก ฉันวิเคราะห์แล้วว่าตอนนี้พ่อของนายต้องกำลังยืนรอแอคติ้งใหญ่ใส่นายอยู่ที่ชานชาลาแน่ๆ นายต้องเล่นให้เหนือกว่าเขาให้ได้ เข้าใจความหมายของฉันไหม”
จงเส้าชิงพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ผมเข้าใจครับ!”
ดีแล้วที่เขาเข้าใจ จะได้ไม่เสียแรงที่เธออุตส่าห์บ่นมาตั้งนาน
[จบบท]