บทที่ 457: ทำตามคำสั่งของเธอ
ความคิดที่ว่าหญิงสาวคนนั้นอาจเป็นคนที่อาจารย์ส่งมาเองแล่นเข้ามาในหัวของติงเหลียง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เท่ากับว่าท่านอาจารย์ไม่ได้แค่จับตาดูเรื่องนี้อยู่ห่างๆ แต่ยังส่งคนของตัวเองแทรกซึมเข้ามาแล้วด้วยซ้ำ
พอคิดได้แบบนั้นเขาก็ใจหายวาบ...นี่เขาเกือบจะทำแผนการใหญ่ของอาจารย์พังพินาศไปแล้วหรือเปล่า
ติงเหลียงระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยการสับสันเท้าใส่เฮยอวี๋ไจ่เต็มแรงจนอีกฝ่ายล้มกลิ้งไปกับพื้น เจ้าลูกสมุนคนนี้ตัวไม่สูงแถมยังผิวคล้ำ เดิมทีแซ่อวี๋ แต่ใครๆ ก็พากันเรียกเขาว่าเฮยอวี๋ที่แปลว่าปลาดำ จนหลังๆ มานี้ก็กลายเป็นเฮยอวี๋ไจ่ไปโดยปริยาย ไม่มีใครจำชื่อจริงของเขาได้อีกแล้ว
หลังจากระบายอารมณ์ไปแล้ว ติงเหลียงก็ตวาดถามเสียงกร้าว “แกไปทำเรื่องของอาจารย์ฉันพังหรือเปล่า!”
เฮยอวี๋ไจ่ตกใจจนตัวสั่นเป็นลูกนก ในสมองขาวโพลนไปหมด เขาทำอะไรพังไปงั้นเหรอ
อ้อ! เขานึกออกแล้ว เขาแค่ตะโกนไปประโยคเดียวเท่านั้นจริงๆ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นมา
“เฮียเหลียง! หัวหน้าครับ! ผมตะโกนไปแค่คำเดียวเองนะ แล้วผู้หญิงสวยคนนั้นก็โผล่มาเลย เธอแย่งโทรโข่งผมไปแล้วก็เตะผมไม่ยั้ง”
“ที่แปลกคือ...ปกติแล้วนอกจากพี่ที่เตะผมได้ฝ่ายเดียว คนอื่นอย่าหวังว่าจะได้แตะตัวผมง่ายๆ แต่ผู้หญิงคนนั้นแรงเยอะมาก ตอนที่เธอเหยียบหน้าผมไว้นะ ผมขยับตัวไม่ได้เลย แถมยังเร็วอย่างกับผีอีกต่างหาก”
“ที่สำคัญคือเธอโคตรโหด กล้าลงมือฆ่าคนได้เลยนะ ตอนอยู่บนรถเธอยังทำท่าปาดคอใส่ผมอีก ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน”
ติงเหลียงซักไซ้รายละเอียดเกี่ยวกับรูปพรรณสัณฐานของซ่งอวี้หน่วนอย่างละเอียด เขาสังหรณ์ใจว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล สัญชาตญาณแบบนี้เคยช่วยให้เขารอดตายมาแล้วครั้งหนึ่ง และในตอนนี้มันก็กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยอีกครั้ง
แต่...อันตรายที่ว่ามันจะมาจากไหนกันล่ะ
ท่านอาจารย์กำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่ ถึงได้ส่งเด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเข้าไปในคณะการแสดงของฝ่ายตรงข้าม หรือว่านี่จะเป็นแผนการใหญ่ แล้วการกระทำของเฮยอวี๋ไจ่ก็ไปขัดขวางเธอเข้าพอดี เธอเลยต้องเปลี่ยนคำขวัญเฉพาะหน้า
ผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งเก่งกาจขนาดนั้นจะเป็นใครได้กัน
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางหยั่งรู้แผนการทั้งหมดของอาจารย์ได้ ที่ได้ตำแหน่งศิษย์เอกมาก็เพราะโชคดีที่ได้ติดตามรับใช้ท่านมาตั้งแต่แรก ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์พี่ใหญ่ แต่ความจริงแล้วเรื่องที่เขายังไม่รู้นั้นมีอีกมากมาย
เขาคิดจะต่อสายโทรศัพท์ไปสอบถามให้รู้เรื่อง แต่ทันทีที่ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาก็ต้องรีบวางมันลงแทบไม่ทัน...นี่เขากำลังหาที่ตายอยู่หรือไง ถึงได้คิดอาจเอื้อมไปสอดแนมแผนการของอาจารย์
ทุกวันนี้ที่เขายอมเปิดศึกกับตระกูลหลิ่วเพื่อแย่งชิงที่ดินผืนนั้น ก็ไม่ใช่เพื่อเอาใจอาจารย์หรอกหรือ สำหรับเด็กสาวสวยคนนั้น บางทีอาจจะเป็นนักฆ่าในเงามืด หรือเป็นมือขวาคนสำคัญที่อาจารย์ซ่อนไว้ก็ได้
คนในแวดวงอย่างพวกเขาถ้าไม่ฉลาดและวางคนของตัวเองไว้ทุกที่ ป่านนี้คงถูกเก็บกวาดไปนานแล้ว
เมื่อคิดตกแล้ว เขาจึงหันไปสั่งเฮยอวี๋ไจ่ให้ไปจัดการปิดปากลูกน้องคนอื่นๆ ให้สนิท แล้วรีบพากันกลับไป
เฮยอวี๋ไจ่ละล่ำละลักถามว่ายังต้องไปที่โรงละครอีกไหม
“ไปสิ! ทำไมจะไม่ไปล่ะ! ถ้าเจอผู้หญิงคนนั้นเมื่อไหร่ ให้ทำตามที่เธอบอกทุกอย่าง ห้ามทำตัวเกะกะขวางทางเด็ดขาด ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจนแผนของอาจารย์ฉันเสียหายล่ะก็...ฉันจะจับแกไปต้มซุปปลาดำซะ!”
สิ้นคำขู่ เฮยอวี๋ไจ่ก็รีบลนลานคลานหนีไปจากตรงนั้น
แต่แล้วติงเหลียงก็ได้รับโทรศัพท์จากซ่างกวนเหิงเสียก่อน ปลายสายระเบิดอารมณ์ใส่ทันที “นี่มันเรื่องอะไรกันติงเหลียง! ทำไมแกถึงเปลี่ยนคำขวัญ! แล้วยังไปตะโกนต้อนรับอะไรนั่นอีก ถ้าจะให้ทำแค่นี้ ฉันจะเสียเงินจ้างแกทำไม ไปลากใครตามถนนมาทำก็ได้!”
ซ่างกวนเหิงเพิ่งได้รับรายงานจากลูกน้องถึงได้รู้ว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นที่ฝั่งของเฮยอวี๋ไจ่ และพวกนั้นก็เปลี่ยนคำขวัญกันเองตามใจชอบ
เขาจำเสียงของซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะในตอนนั้นแค่เรื่องที่เซี่ยโป๋เหวินเมินเฉย ไม่ยอมแม้แต่จะชายตามองเขาก็ทำให้เขาโกรธจนแทบคลั่งแล้ว จะมีสติอารมณ์ที่ไหนไปสนใจฟังว่าใครเป็นคนตะโกนกัน
จะมีก็แต่คนสนิทของซ่งอวี้หน่วนเท่านั้นที่พอจะจำเสียงเธอได้ สมาชิกคณะคนอื่นๆ ต่างก็ยังงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ติงเหลียงไม่ได้แก้ตัวใดๆ เพราะเรื่องนี้เขาเป็นฝ่ายผิดจริงที่เปลี่ยนแผนกลางคัน แต่จะให้บอกความจริงว่าอาจารย์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาก็เท่ากับรนหาที่ตายดีๆ นี่เอง เขาจึงเอ่ยกับซ่างกวนเหิงอย่างนอบน้อม “ประธานซ่างกวน เรื่องนี้ผมผิดเองครับ ต้องขออภัยคุณด้วยจริงๆ”
“ผมตั้งใจจะโทรหาคุณอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อครู่กำลังจัดการเจ้าเฮยอวี๋ไจ่อยู่ มันมีเหตุสุดวิสัยบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งผมไม่สะดวกจะอธิบายรายละเอียดให้ท่านฟังได้”
“เอาเป็นว่าเงินที่คุณจ่ายมาทั้งหมด ผมจะคืนให้ครบ ส่วนวันหน้าผมขอเลี้ยงเหล้าเพื่อเป็นการไถ่โทษนะครับ”
ซ่างกวนเหิง “...” เขาไม่ใช่คนขัดสนเงินทองเสียหน่อย
ใจหนึ่งก็อยากจะอาละวาดให้รู้แล้วรู้รอด แต่อีกใจก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าการสร้างศัตรูกับคนอย่างติงเหลียงไม่ใช่เรื่องฉลาดนัก
เขาจึงสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้แล้วถามต่อ “แล้วเรื่องการแสดงมะรืนนี้ล่ะ”
ติงเหลียงได้แต่คิดในใจว่าเขาจะไปรู้แผนของอาจารย์ได้อย่างไร หากท่านมีแผนสำรองไว้จริงๆ เขาก็ไม่อาจผลีผลามเข้าไปทำลายได้ เรื่องที่รับมาก็แค่เรื่องป่วนเล็กๆ น้อยๆ อย่างการโห่ไล่หรือโยนไข่เน่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
แต่ทุกอย่างย่อมมีคำว่า ‘แต่’ เสมอ
“ท่านก็รู้ว่าพวกนั้นไม่ใช่ตาสีตาสาธรรมดา ถึงในสายตาเราพวกเขาจะไม่มีค่าอะไร แต่คนอื่นไม่ได้คิดแบบนั้น เรื่องนี้มันต่างจากการฆ่าคนนะ บอกตรงๆ ให้ผมไปเก็บใครสักคนให้ยังจะง่ายกว่า”
ซ่างกวนเหิงแค่นเสียงหัวเราะ “เหนือฟ้ายังมีฟ้า อย่าลำพองใจไปหน่อยเลย”
ติงเหลียงสวนกลับ “ประธานซ่างกวนกำลังดูถูกผมอยู่อย่างนั้นเหรอครับ”
“ไม่ใช่ดูถูก แต่คนที่ว่าน่ะ คุณฆ่าไม่ได้หรอก ผมไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนให้ คุณก็เลิกปากดีได้แล้ว” ซ่างกวนเหิงตอบกลับ
ติงเหลียงหัวเราะหยัน “นี่คุณยังเก็บเรื่องขี้ปะติ๋วมาเป็นอารมณ์อยู่อีกเหรอ ถึงต้องมาแดกดันกันแบบนี้ ในยุคนี้ไม่มีคนฆ่าไม่ได้หรอก มีแต่ราคาที่สูงจนจ่ายไม่ไหวเท่านั้นแหละ”
ซ่างกวนเหิงหัวเราะลั่นโทรศัพท์
“มีอยู่คนหนึ่ง ถ้าแน่จริง ไปเก็บมาให้ผมให้ได้ ผมยอมจ่ายให้ 50 ล้าน!”
ติงเหลียงถึงกับสูดหายใจเฮือก ใครกันถึงมีค่าหัวสูงขนาดนี้ หรือว่าจะเป็น...เซี่ยโป๋เหวิน ข่าวลือเรื่องนั้นเขาก็พอได้ยินมาบ้าง แต่แค่เซี่ยโป๋เหวินคนเดียวเนี่ยนะ จะมีราคาสูงถึงขนาดนั้นเชียวหรือ แต่ก็ไม่แน่เสมอไป
“แล้วคนคนนั้นคือใครล่ะครับ”
“อย่าเพิ่งรู้เลย รอให้ทำแผนต่อไปสำเร็จก่อน ถ้าตอนนั้นยังสนใจอยู่ เราค่อยมาว่ากันใหม่” ซ่างกวนเหิงพูดทิ้งท้ายไว้ ก่อนจะกำชับอีกสองสามคำแล้ววางสายไป
หลังจากวางสายจากติงเหลียงแล้ว ซ่างกวนเหิงก็นั่งเงียบอยู่หลายนาที ก่อนจะตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ต่อไปยังโรงแรมที่พักของคณะการแสดง
เซี่ยโป๋เหวินเป็นผู้รับสายด้วยตัวเอง บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มเย้ยหยันประดับอยู่...ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน หากใครกล้าหักหน้าเขา มันจะต้องหาทางเอาคืนอย่างสาสมโดยไม่เลือกวิธีการ
“โป๋เหวิน เข้าที่พักเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม” น้ำเสียงของซ่างกวนเหิงฟังดูอบอุ่นผิดปกติ ไม่เหลือเค้าของความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
“มีอะไรก็พูดมา อย่ามัวอ้อมค้อม” เซี่ยโป๋เหวินพูดสวนกลับไปทันที และไม่รอให้ซ่างกวนเหิงได้ทันตั้งตัว เขาก็ซัดต่ออีกชุดใหญ่
“เลิกเสแสร้งได้แล้ว ในใจคุณคงเกลียดผมจนอยากจะฆ่าให้ตาย ทำมาเป็นตีสนิทไปทำไม”
“อีกอย่าง ในเมื่อคุณเป็นคนทำให้ครอบครัวผมเกือบจะบ้านแตกสาแหรกขาด แล้วยังหวังว่าผมจะคุยกับคุณดีๆ ได้อยู่อีกเหรอ ซ่างกวนเหิง สรุปว่าคุณเป็นคนดีเกินไป หรือว่าผมดูโง่มากกันแน่”
เซี่ยโป๋เหวินรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูกที่ได้พูดแบบนี้ออกไป การโต้ตอบที่ตรงไปตรงมาแบบนี้ เขาได้เรียนรู้มาจากเสี่ยวหน่วนไม่มีผิด
ทางฝั่งซ่างกวนเหิงนั้นโกรธจนแทบจะบดโทรศัพท์ในมือให้แหลกละเอียด...เซี่ยโป๋เหวินร้ายกาจขึ้นมากจริงๆ ปิดทางเจรจาจนหมดสิ้น ไม่เหลือช่องว่างให้เขาได้ตลบหลังเลย
[จบบท]