บทที่ 462: เปิดช่องแสงให้กว้างขึ้นอีกหน่อย
ซ่งอวี้หน่วนทำราวกับว่าภาพตรงหน้าและผู้คนมากมายที่รายล้อมซ่างกวนเหิงอยู่นั้นเป็นเพียงอากาศธาตุ เธอประเมินสถานการณ์ด้วยความสงบนิ่ง
แวบแรกเธอเห็นบอดี้การ์ดหลายคนกำลังจ้องน้าเล็กอย่างไม่เป็นมิตร พร้อมกับสายตาซ่อนเร้นที่พวกเขาส่งมาให้ ก่อนจะเลื่อนไปจับจ้องใบหน้าที่เรียบตึงของซ่างกวนเหิง และสุดท้ายก็หยุดลงที่ประตูบานหนึ่งตรงหน้า
ประตูบานนั้นเปิดแง้มอยู่ แต่ภายในกลับมืดสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใด มีเพียงความรู้สึกที่บอกว่า ที่นี่คือสถานที่ที่น้าเล็กของเธอเคยเติบโตขึ้นมา
ใจของเซี่ยโป๋เหวินเต้นไม่เป็นส่ำ บรรยากาศของที่นี่แตกต่างจากพื้นดินเบื้องบนโดยสิ้นเชิง มันให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในโลกใต้ดิน แต่ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว จะให้ทำอะไรได้อีก แต่เมื่อถึงตาจนจริงๆ ต่อให้ต้องตาย เขาก็จะปกป้องหลานสาวคนนี้ไว้ให้ได้
หัวหน้าบอดี้การ์ดได้รับคำสั่งจากประธานซ่างกวนให้ ‘จัดการตามสถานการณ์’ ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจความหมายของมันเลย คนแค่สามคนต่างวัย ปู่หลานนี่น่ะหรือที่ต้องจัดการตามสถานการณ์ แค่ประธานออกคำสั่งเพียงคำเดียว ทุกอย่างก็จบลงได้ในพริบตาแล้วไม่ใช่หรือ แค่หลับตาใช้นิ้วจิ้มก็ล้มพวกเขาทั้งหมดได้สบายๆ ไม่เห็นจะต้องระดมคนมาถึง 30 คนให้วุ่นวาย
ภายในใจของเซี่ยซินตงไม่ได้สงบนิ่งอย่างที่แสดงออก ความรู้สึกอึดอัดถาโถมเข้าใส่จนน่าใจหาย มันเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างถูกกักขังไว้ในใจ และในตอนนี้มันกำลังคำรามอย่างบ้าคลั่งพร้อมที่จะทะลักออกมา
ที่นี่สร้างความเจ็บปวดให้เขามากเกินไป แม้จะผ่านมานานจนคิดว่าตัวเองชินชาไปแล้ว แต่ความทรงจำอันเลวร้ายในวัย 5 ขวบ ก็ทำให้สถานที่แห่งนี้มืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่างเสมอมา
เขาลอบมองซ่งอวี้หน่วน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะในมือของเขากำสิ่งที่ซ่างกวนเหิงต้องการจนแทบคลั่งเอาไว้ แค่มีของสิ่งนี้ ซ่างกวนเหิงก็ไม่มีทางกล้าแตะต้องเธอ ยิ่งไปกว่านั้น การมาที่นี่ของพวกเขาก็อยู่ในสายตาของผู้เฒ่าหลิ่วและผู้เฒ่ากู้ด้วย ทั้งซ่งอวี้หน่วนยังได้ตกลงกับเขาไว้ก่อนแล้วว่าคืนนี้จะมาแค่เพื่อระบายอารมณ์และสั่งสอนให้ซ่างกวนเหิงได้หลั่งเลือดเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะทำอย่างอื่น
ส่วนซ่างกวนเหิงนั้น ในใจกำลังคึกคะนอง ความขุ่นแค้นที่เคยเต็มอกเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความคิดอื่นเมื่อมาถึงถิ่นของตัวเอง เขามองซ่งอวี้หน่วนที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงสลับกับอีกสองคนที่สงบเยือกเย็นจนน่าประหลาด ทำให้เขาเดาไม่ออกเลยว่าคนพวกนี้กำลังคิดอะไรอยู่
หรือว่าจะจัดการฆ่าพวกมันให้หมดสิ้นที่นี่เลยดี
แต่แล้วในชั่วพริบตาเดียว ร่างของซ่งอวี้หน่วนที่เคยยืนอยู่ห่างออกไปเป็นสิบก้าวกลับปราดเข้ามาอยู่ตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว เร็วจนซ่างกวนเหิงไม่ทันได้แม้แต่จะก้าวถอยหลัง เขาถึงกับหายใจไม่ทั่วท้อง ในสภาพแวดล้อมที่มืดสลัวเช่นนี้ เธอไม่ต่างอะไรกับภูตผีที่โผล่ขึ้นมาจากขุมนรก
ซ่งอวี้หน่วนกะพริบตาโตที่ฉ่ำวาวของเธออย่างใสซื่อ “ประธานซ่างกวนคะ พวกเราก็แค่จะมาดูสถานที่เท่านั้นเอง แต่บอดี้การ์ดของคุณเยอะขนาดนี้คงเข้าไปด้วยกันทั้งหมดไม่ได้หรอกค่ะ จะให้มายืนล้อมกันไว้แบบนี้ทำไม หรือว่าคุณมีความคิดอย่างอื่นอยู่คะ”
ท่าทีของเธอดูผ่อนคลายและสงบนิ่ง เหมือนไม่รับรู้ถึงอันตรายใดๆ ที่อยู่รอบตัว
ขณะที่ซ่างกวนเหิงกำลังจะเอ่ยปาก ซ่งอวี้หน่วนก็ชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ประธานซ่างกวน...คุณกำลังคิดอะไรอยู่คะ”
คำพูดของเธอทำให้ซ่างกวนเหิงต้องรีบโบกมือเป็นสัญญาณให้หัวหน้าบอดี้การ์ดพาลูกน้องถอยออกไป เขายังไม่กล้าพอที่จะเสี่ยง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด ชายวัยกลางคนสูดหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้งกว่าจะควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติได้
เซี่ยซินตงผลักประตูเข้าไปด้าน ซ่งอวี้หน่วนจึงเดินตามเข้าไปทันที
เมื่อเซี่ยซินตงเปิดไฟ ภาพภายในห้องก็ปรากฏสู่สายตาของซ่งอวี้หน่วน แม้จะเคยเห็นฉากแบบนี้จากภาพในหัวมาแล้ว แต่การได้มาเห็นด้วยตาตัวเองมันกลับน่าสะเทือนใจยิ่งกว่า
ผนังปูนที่เต็มไปด้วยรอยด่างดำ เตียงเหล็กที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางห้องที่ไร้หน้าต่าง มีเพียงช่องแสงเล็กๆ บนเพดานเท่านั้นที่พอจะให้แสงสว่างส่องเข้ามาได้บ้าง
เซี่ยโป๋เหวินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สถานที่แบบนี้มันเลวร้ายยิ่งกว่าคุกเสียอีก นี่มันไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในนรกเลย
แววตาของซ่งอวี้หน่วนทอประกายเย็นเยียบขึ้นมา เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อเยี่ยมชมสถานที่เพียงอย่างเดียวแน่
เธอหันกลับมายิ้มหวานให้ซ่างกวนเหิงพลางเอ่ย “ประธานซ่างกวนคะ ที่นี่สภาพแวดล้อมดีจริงๆ เลยนะคะ น้าเล็กของฉันอยู่ที่นี่มาตั้ง 30 ปี ไม่รู้ว่าจะต้องขอบคุณคุณยังไงดี”
คำพูดของเธอทำให้ซ่างกวนเหิงถอยหลังไปอีกก้าวโดยไม่รู้ตัว บรรดาบอดี้การ์ดจึงรีบกรูกันเข้ามาล้อมนายของตัวเองไว้ทันที
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ขยับตัว เธอเพียงหันไปมองเซี่ยซินตงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “น้าตงคะ ตอนนี้น้าก็ทำงานหาเงินได้แล้ว น่าจะตอบแทนประธานซ่างกวนที่อุตส่าห์เลี้ยงดูน้ามาอย่างยากลำบากในที่แห่งนี้ได้แล้วนะคะ”
เซี่ยโป๋เหวินกัดกรามแน่น เขาไม่ได้ขยับตัว แต่เลือกที่จะรอดูการกระทำต่อไปของซ่งอวี้หน่วนและเซี่ยซินตง ทั้งสองคนนี้น่าจะตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
เซี่ยซินตงพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “เสี่ยวหน่วนพูดถูกแล้วล่ะ ต้องขอบคุณประธานซ่างกวนให้ดีๆ” สิ้นคำ เขาก็ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า
ซ่างกวนเหิงที่เห็นดังนั้นก็ตกใจจนต้องถอยหลังกรูด เหล่าบอดี้การ์ดจึงรีบพากันไปยืนขวางทางเข้าประตูเอาไว้จนแน่นขนัด
เซี่ยซินตงหยุดเดินแล้วใช้สายตาเย็นเยียบจับจ้องไปที่ซ่างกวนเหิง
“ในห้องนี้อากาศก็ถ่ายเทไม่ค่อยดีอยู่แล้ว พวกคุณมายืนออขวางประตูแบบนี้อากาศยิ่งแย่เข้าไปใหญ่น่ะสิ โอ๊ย ฉันจะหายใจไม่ออกแล้วนะคะ” ซ่งอวี้หน่วนกระทืบเท้าอย่างขัดใจแล้วชี้หน้าซ่างกวนเหิงอย่างเอาเรื่อง
“ยังจะยืนขวางทางลมอยู่อีก ฉันบอกว่าหายใจไม่ออกไงเล่า” พูดจบ เธอก็เดินตรงไปยังตำแหน่งที่ซ่างกวนเหิงยืนอยู่ด้วยความเร็วปกติ
ซ่างกวนเหิงผวาจนถอยหลังไปอีก แต่ก็ยังไม่ยอมขยับออกจากหน้าประตู
ซ่งอวี้หน่วนเบิกตากลมโตขึ้น “ประธานซ่างกวนคะ คุณนี่มันใจดำอำมหิตจริงๆ คิดจะให้พวกเราสามคนขาดอากาศหายใจตายอยู่ที่นี่ใช่ไหม โอ๊ย โมโหจริงๆ เลย ทำไมพวกคุณถึงชอบบีบบังคับให้ฉันต้องทำเรื่องที่ไม่อยากทำอยู่เรื่อยเลยนะ”
เธอพูดจบก็หันหลังกลับไปที่เตียงเหล็กเก่าคร่ำคร่ากลางห้องแล้วใช้เท้าเตะมันจนล้มดังโครม จากนั้นจึงหยิบถุงมือออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างพร้อมกับอธิบายให้เซี่ยซินตงฟัง “เตียงนี่สนิมเขรอะไปหมด เดี๋ยวจะเปื้อนมือหนูเอา”
“ให้น้าช่วยไหม” เซี่ยซินตงถาม
ซ่งอวี้หน่วนส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกค่ะ พวกคุณถอยไปหน่อยก็พอ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ แผนร้ายของประธานซ่างกวนไม่มีทางสำเร็จหรอก พวกเราไม่ตายเพราะขาดอากาศหายใจแน่ เดี๋ยวก็มีอากาศบริสุทธิ์เข้ามาเอง”
ซ่างกวนเหิงที่ยืนอยู่หน้าประตูถึงกับยืนตัวแข็งทื่อด้วยความสงสัยหวาดระแวง ซ่งอวี้หน่วนกำลังจะทำอะไรกันแน่ แล้วที่ว่าเดี๋ยวจะมีอากาศบริสุทธิ์เข้ามาหมายความว่ายังไง
วินาทีต่อมา ภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้าทำเอาซ่างกวนเหิงต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ซ่งอวี้หน่วนรื้อเตียงเหล็กออกอย่างง่ายดายราวกับกำลังแกะของเล่น เธอจับเหล็กฉากสองท่อนมาบิดเข้าด้วยกันราวกับว่ามันเป็นเพียงขนมปังเกลียวชิ้นหนึ่ง
จากนั้นเธอก็ใช้ท่อนเหล็กที่บิดเป็นเกลียวนั้นกระทุ้งขึ้นไปบนเพดานตรงช่องแสงเล็กๆ ที่นี่แม้จะเป็นชั้นใต้ดิน แต่ก็ไม่ได้อยู่ลึกลงไปมากนัก จึงไม่ไกลจากพื้นดินเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีแสงแดดส่องลงมาในตอนกลางวันได้
เสียงโครมครามดังสนั่นหวั่นไหว เศษปูนและอิฐร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝน ซ่งอวี้หน่วนกระทุ้งซ้ำไปอีกที แสงจันทร์นวลจางๆ สาดส่องลงมาจากเพดาน แม้วันนี้ดวงจันทร์จะกลมโตเป็นพิเศษ แต่ท้องฟ้ากลับขมุกขมัว ทว่าไออุ่นจากภายนอกก็ยังแทรกเข้ามาในห้องได้ ตอนนี้รูบนเพดานไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก แต่ก็ใหญ่กว่าเดิมถึงสองเท่า
ซ่งอวี้หน่วนพอใจกับผลงานของตัวเองมาก เธอหันไปยิ้มเย็นๆ ให้ซ่างกวนเหิง “คราวนี้ดีหน่อยนะคะ คงไม่ขาดอากาศหายใจตายแล้ว อากาศบริสุทธิ์เข้ามาแล้วนี่นา”
บอดี้การ์ดทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างคิดว่าตัวเองกำลังตาฝาด ทุกคนต่างจ้องมองภาพนั้นด้วยความเหลือเชื่อ
พวกเขากำลังฝันอยู่หรือเปล่า คนที่ไหนจะมีพละกำลังมหาศาลขนาดรื้อเตียงเหล็กด้วยมือเปล่าได้ แล้วยังใช้มันทะลวงเพดานหนาๆ นั่นอีก
มันต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ
วินาทีต่อมา ซ่งอวี้หน่วนก็ใช้ท่อนเหล็กยาวในมือเกี่ยวเข้าไปที่ร่างของซ่างกวนเหิงซึ่งยืนปะปนอยู่ในกลุ่มคนได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะตวัดลากเขาเข้ามาในห้องอย่างง่ายดาย
[จบบท]