บทที่ 463: เธอผู้ไม่หวั่นเกรง
ซ่างกวนเหิงถูกซ่งอวี้หน่วนกระชากเข้ามาในห้องจนขาสองข้างอ่อนแรง หญิงสาวยืนกอดอกมองไปรอบๆ พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “แขกมาเยี่ยมชมถึงที่ แต่เจ้าของบ้านกลับยืนขวางประตูไม่ให้เข้าไม่ให้ออกแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหนกันคะ”
เหล่าบอดี้การ์ดยังคงยืนตะลึงกับภาพที่เห็น ไม่คาดคิดว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ จะกล้าลงมือกับเจ้านายของพวกเขา แต่ยังไม่ทันสิ้นความตกตะลึง ซ่งอวี้หน่วนก็ชักท่อนเหล็กที่เตรียมไว้ออกมา ก่อนจะพุ่งเข้ากระแทกใส่หน้าอกของชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเต็มแรง
หัวหน้าบอดี้การ์ดจุกจนตัวงอ เขารู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกจนหายใจไม่ออก กำลังจะคว้าอาวุธมาตอบโต้ แต่ร่างกายกลับถูกเรี่ยวแรงมหาศาลเหวี่ยงกระเด็นออกไปนอกประตู ล้มกลิ้งไปบนพื้นทางเดินอันเงียบเชียบ
ซ่งอวี้หน่วนเดินตามไปหยุดอยู่ที่หน้าประตู สายตาคมกวาดมองกลุ่มคนที่เมื่อครู่จ้องมองน้าชายของเธอด้วยแววตาคุกคาม “ฉันให้นับ 1 ถึง 3 ใครที่มองน้าเล็กของฉันเมื่อกี้นี้ ก้าวออกมาข้างหน้าซะ ถ้าไม่อยากให้ฉันต้องโมโห”
ยังไม่ทันให้ใครได้เอ่ยคำใด ซ่งอวี้หน่วนก็นับเลขอย่างรวดเร็ว “1 2 3!”
สิ้นเสียงนับเลข ร่างของบอดี้การ์ดผิวคล้ำที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดก็ลอยหวือไปตามแรงเตะของเธอ
ใช่แล้ว เขาลอยไปจริงๆ
พื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างกว้างขวาง ตรงข้ามเป็นลานว่าง ร่างสูงใหญ่ของเขาจึงลอยไปตกกระแทกพื้นซีเมนต์อย่างแรงจนเลือดกระอักออกจากปาก ก่อนจะนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
เหล่าบอดี้การ์ดผ่านประสบการณ์มาโชกโชน แต่ก็เพิ่งเคยเจอคนที่มีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก
บางคนพอตั้งสติได้ก็รีบเป่านกหวีดส่งสัญญาณเรียกพวกและเตรียมอาวุธ ส่วนบางคนก็ส่งสายตาให้กัน หมายจะเข้าควบคุมตัวเด็กสาวแสนสวยคนนี้ไว้
เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเจอผู้หญิงที่กล้าท้าทายซึ่งๆ หน้า หากจับตัวเธอได้ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะได้รับรางวัลเป็นเรือนร่างของเธอให้เชยชม เมื่อคิดเช่นนั้นประกายตาของแต่ละคนก็ลุกวาวขึ้นมาทันที ก่อนจะพากันกรูกันเข้าไปหาเธอ
แน่นอนว่ายังมีคนส่วนน้อยที่ยังมีสติและเชื่อว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่ภาพลวงตา พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับเด็กสาวที่มีพละกำลังเหนือมนุษย์อยู่จริงๆ ชายกลุ่มนั้นพากันถอยหลังไปสองสามก้าว แต่ก็ยังยกอาวุธขึ้นเล็งมาที่ซ่งอวี้หน่วน
เซี่ยโป๋เหวินและเซี่ยซินตงใจหายวาบ แม้จะเชื่อมั่นในฝีมือของหลานสาว แต่คนที่นี่ก็ไม่ใช่คนธรรมดาเลยสักคน
ซ่งอวี้หน่วนตัดสินใจแล้วว่าจะต้องสั่งสอนคนของซ่างกวนเหิงเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย
ฉากต่อจากนั้นจึงกลายเป็นการโจมตีเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มองน้าชายของเธอด้วยสายตาไม่น่าไว้วางใจ ยิ่งถูกจัดหนักเป็นพิเศษ
ซ่งอวี้หน่วนเคลื่อนไหวรวดเร็วและทรงพลัง พลังที่ถูกควบคุมอย่างแม่นยำอัดกระแทกเข้าร่างของชายฉกรรจ์เหล่านั้น แม้จะไม่รุนแรงถึงชีวิต แต่ก็สร้างความเจ็บปวดเจียนตายให้พวกเขาได้ลิ้มรส
ท่วงท่าของเธอเรียบง่ายแต่โหดเหี้ยม
บ้างก็ถูกเตะกระเด็น บ้างก็โดนหมัดเดียวซี่โครงหักไปหลายซี่ ส่วนคนที่ปากไม่ดีก็โดนตบหน้าหันจนฟันปนเลือดสาดกระจาย
สำหรับคนที่มีอาวุธอยู่ในมือ ซ่งอวี้หน่วนจะพุ่งเข้าประชิดอย่างรวดเร็วแล้วแย่งมาบีบจนมันบิดเบี้ยวผิดรูป ก่อนจะใช้ซากอาวุธนั่นเองฟาดกลับไปที่ใบหน้าของเจ้าของเดิม ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก ฟาดซ้ำๆ จนฟันร่วงไปเกือบครึ่งปาก
ภายในเวลาไม่กี่นาที บอดี้การ์ดเกือบ 30 คนในบริเวณนั้นก็ถูกจัดการจนสิ้นฤทธิ์
กว่ากำลังเสริมที่พกอาวุธครบมือจะมาถึง ก็ได้เห็นเพียงภาพเพื่อนร่วมงานของตนนอนร้องโอดโอยเกลื่อนพื้น คนพวกนี้ถึงจะไม่ใช่คนดีแต่ก็ไม่เคยแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น ไม่เคยมีครั้งไหนที่พวกเขาจะร้องขอความช่วยเหลือด้วยท่าทีน่าสมเพชเช่นนี้มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น ในแววตาของทุกคนยังฉายชัดถึงความหวาดผวา
บานประตูฝั่งตรงข้ามปิดสนิท หัวหน้าทีมที่รอดมาได้ชี้ไปยังบานประตูนั้นด้วยมือที่สั่นเทา “นั่น... ไม่ใช่คน... นั่นมันไม่ใช่คนแน่ๆ...”
ซ่งอวี้หน่วนที่เพิ่งถูกตราหน้าว่าไม่ใช่คน กำลังยืนยิ้มหวานให้กับซ่างกวนเหิงที่พยายามเค้นรอยยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก
หัวใจของซ่างกวนเหิงเต้นรัวไม่เป็นส่ำ ครั้งนี้เขาได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเองแล้ว แม้จะเคยเห็นฝีมือของเธอมาบ้างที่หนานเฉิง แต่ครั้งนั้นก็เทียบไม่ได้เลยกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันนี้
สมกับคำโบราณที่ว่าไว้... หากไม่มีดีพอ ก็อย่าหาเรื่องใส่ตัว
แววตาของเด็กสาวตรงหน้า ทำให้ซ่างกวนเหิงตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าเธอไม่เคยหวั่นเกรงสิ่งใด การลงมือของเธอเมื่อครู่คือเครื่องพิสูจน์ชั้นดี
ชายวัยกลางคนพยายามเค้นรอยยิ้มออกมาอย่างยากเย็น “เสี่ยว... เสี่ยวหน่วน เธอ...”
ซ่างกวนเหิงที่เคยเป็นต่อด้านคารมคมคายมาตลอดชีวิต บัดนี้กลับสิ้นไร้ซึ่งความกล้าแม้แต่จะเอ่ยถามว่าหญิงสาวต้องการจะทำอะไร เขากลัวเหลือเกินว่าคำตอบที่จะได้ยิน จะเป็นสิ่งที่เลวร้ายเกินกว่าจะรับไหว
ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้ามาใกล้ แล้วลากเก้าอี้เพียงตัวเดียวในห้องมาวางตรงหน้าเขา “เชิญนั่งค่ะ ประธานซ่างกวน”
ซ่างกวนเหิงเหลือบมองไปทางประตู ก่อนจะตวัดสายตาไปมองเซี่ยโป๋เหวินที่ยืนเงียบขรึมด้วยใบหน้าถมึงทึง ดูจากสถานการณ์แล้ว ชายชราคงไม่มีทางเข้าข้างเขาอย่างแน่นอน
เมื่อไร้ทางหนี เขาก็นั่งลง เก็บซ่อนรอยยิ้มจอมปลอม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเย็นชา “ซ่งอวี้หน่วน คนเขาว่ากันว่าทำการใดให้เหลือทางรอดให้คนอื่นบ้าง วันข้างหน้าจะได้กลับมามองหน้ากันติด เธอคิดจะหักหาญน้ำใจกันให้ถึงที่สุดเลยหรือไง”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เคยสดใสฟังสบายหู ยามนี้กลับเสียดแทงโสตประสาทท่ามกลางความเงียบงันของคุกใต้ดินที่อับชื้นและผุพัง
“คนชั่วอย่างคุณ ยังรู้จักสุภาษิตที่ว่าให้เหลือทางรอดให้คนอื่นด้วยเหรอคะ แล้วตอนที่คุณทำเรื่องเลวร้ายสารพัดกับน้าเล็กของฉัน ไม่ได้คิดบ้างหรือไงว่าสักวันหนึ่งเขาจะกลับมาเอาคืน”
หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ดูคุณสิคะ เวลาสั่งสอนคนอื่นน่ะพูดจาฉะฉาน แต่ตัวเองกลับทำไม่ได้ ไม่เคยเข้าใจเลยว่าเวรกรรมมันมีจริง ดังนั้น มีดต้องกรีดลงบนเนื้อตัวเองนั่นแหละ ถึงจะรู้สึกเจ็บ”
ซ่งอวี้หน่วนเปลี่ยนอิริยาบถเป็นผ่อนคลาย “แต่ฉันกับน้าเล็กเป็นคนจิตใจดีนะคะ โดยเฉพาะฉันแล้ว ยึดมั่นในสันติและใช้คุณธรรมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นเสมอ”
“วันนี้พวกเรามาที่นี่ อย่างแรกคือมาเยี่ยมชมสถานที่ และอย่างที่สองคือมาเพื่อขอบคุณประธานซ่างกวนค่ะ น้าคะ เอายา... เอ๊ย ของขวัญออกมาให้คุณเขาหน่อยสิคะ”
เซี่ยซินตงหยิบกล่องหยกขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เมื่อเปิดฝาออก ภายในเผยให้เห็นเม็ดยาที่ถูกเคลือบด้วยขี้ผึ้งสีขาวขุ่น
เพียงแค่เห็นก็รู้ได้ในทันทีว่ามันไม่ใช่ของดีแน่
สัญชาตญาณเอาตัวรอดของซ่างกวนเหิงกรีดร้อง เขาพยายามดิ้นรนหมายจะวิ่งหนีออกจากห้อง แต่ก็ถูกเซี่ยโป๋เหวินคว้าตัวไว้ได้ทันควัน
พละกำลังของอดีตนายทหารอย่างเซี่ยโป๋เหวินนั้นยังคงแข็งแกร่งเกินวัย ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายใดๆ เขาก็รู้ดีว่าหลานสาวและลูกชายกำลังจะทำอะไรต่อ
ชายชราออกแรงกดร่างของซ่างกวนเหิงที่ดิ้นรนสุดชีวิตให้นั่งลง พร้อมกับบีบกรามของเขาให้อ้าปากออก ในจังหวะนั้นเองเซี่ยซินตงก็แกะขี้ผึ้งที่เคลือบเม็ดยาออก
เซี่ยซินตงที่นิ่งเงียบมาตลอด คีบเม็ดยาสีขาวเงินไว้ในมือ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “นี่คือของขวัญจากฉัน กินยานี่เข้าไปแล้ว อวัยวะภายในของแกจะค่อยๆ ล้มเหลว เป็นความล้มเหลวชนิดที่การแพทย์ปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ เอาน่า กินมันเข้าไปสิ แล้วแกจะมีความสุขมากขึ้น แถมยังดูหนุ่มขึ้นทุกวันด้วยนะ”
ซ่างกวนเหิงรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ยาเม็ดนี้จะเป็นไวรัสหรือพิษร้ายชนิดไหนเขาก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ คือหากมันลงท้องไปแล้ว ชีวิตของเขาจะไม่มีวันพบกับความสุขหรือความหนุ่มแน่นแน่
เขาอยากจะอ้อนวอนขอชีวิต แต่ปลายคอของเขากลับถูกจ่อด้วยเหล็กสามเหลี่ยมอันแหลมคมที่อยู่ในมือของซ่งอวี้หน่วน
ปากของเขาถูกเซี่ยโป๋เหวินง้างไว้จนสุดแรง เขาพยายามจะส่งเสียงร้องแต่ก็ทำไม่ได้ จะดิ้นรนขัดขืน แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อขยับไม่ได้แม้แต่น้อย เหมือนกับคราวก่อนไม่มีผิด
ความเสียใจก็ถาโถมเข้าใส่ซ่างกวนเหิง เขาไม่น่าทำกับเซี่ยซินตงอย่างโหดร้ายเช่นนั้นเลย ต่อให้ซ่างกวนอวิ๋นฉีผู้เป็นน้องสาวจะไม่ชอบหน้าชายคนนี้ แต่เมื่อส่งตัวมาถึงมือเขาแล้ว ก็ไม่ควรจะย่ำยีศักดิ์ศรีกันถึงเพียงนี้
เขาเคยลำพองใจ คิดว่าเซี่ยซินตงเป็นเพียงมดปลวกในกำมือ ไม่มีทางหนีรอดไปได้ แต่สุดท้ายเขาก็ต้องเป็นฝ่ายส่งอีกคนกลับไปอย่างนอบน้อม
แม้จะหวาดระแวงในตัวซ่งอวี้หน่วนและเซี่ยซินตงมาตลอด แต่เขาก็ไม่เคยใส่ใจอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าพวกเขาอยู่ไกลเกินกว่าจะทำอะไรได้
แต่ในที่สุด พวกเขาก็มา มาเพื่อทวงแค้น
ทันทีที่เม็ดยาถูกยัดลงคอจนเขากลืนมันลงไป ซ่างกวนเหิงก็เบิกตากว้างมองคนทั้งสามด้วยความหวาดผวา เขาพยายามจะอาเจียน พยายามใช้นิ้วล้วงคอเพื่อขย้อนมันออกมา แต่เซี่ยซินตงกลับเอ่ยขึ้นช้าๆ
“เปล่าประโยชน์น่า ทันทีที่มันเข้าปาก มันก็ละลายซึมเข้ากระแสเลือดของแกไปแล้ว นอกจากว่าแกจะถ่ายเลือดเก่าทิ้งให้หมดแล้วเอาเลือดใหม่มาใส่แทน”
“แต่ก็นะ... ไอ้ตัวเล็กพวกนี้มันขยายพันธุ์และกัดกินเร็วมาก ป่านนี้คงเริ่มทำงานอย่างขยันขันแข็งกันแล้วล่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนใช้ปลายแหลมของเหล็กสามเหลี่ยมลากไล้ไปตามลำคอของซ่างกวนเหิงเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “อยากถ่ายเลือดไหมคะ ฉันช่วยได้นะ... ไม่คิดเงินด้วย”
ความหวาดกลัวที่ซ่างกวนเหิงเผชิญอยู่เกินกว่าจะบรรยายเป็นคำพูดได้ ร่างของเขาทรุดฮวบลงกับพื้น คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสามราวกับไร้วิญญาณ...
[จบบท]