บทที่ 474: ราวกับเป็นผู้ติดตามตัวน้อย
และแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ซ่งอวี้หน่วนคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
ถึงแม้งานเลี้ยงของตระกูลจงจะถูกจัดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ด้วยความที่จัดงานอยู่เป็นประจำ ต่อให้มีเวลาเตรียมตัวไม่มาก ทุกอย่างก็ยังคงออกมาดูดีไร้ที่ติ
จงต้าเฉียวและเซวียเหม่ยโหรวผู้เป็นภรรยา ยืนต้อนรับแขกเหรื่ออยู่ที่หน้างาน
ไม่นานนัก รถยนต์คันหรูที่ราคาแพงระยับแล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้า จงต้าเฉียวเหลือบมองเพียงปราดเดียวก็จำได้ทันทีว่าเป็นรถยนต์ของตระกูลอ้าย เพราะมีสัญลักษณ์พิเศษที่ไม่เหมือนใคร
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ต้องตกตะลึงจนตาค้างคือภาพของคุณหนูอ้ายหนี่ผู้หยิ่งทะนงเหนือใคร กำลังก้าวลงจากรถเพื่อไปเปิดประตูให้กับซ่งอวี้หน่วนด้วยตัวเอง
จงเส้าชิงซึ่งลงจากรถมาก่อนแล้วได้แต่มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไป ทั้งเป็นห่วงและภาคภูมิใจในเวลาเดียวกัน
เซวียเหม่ยโหรวเองก็ยังไม่ทันตั้งตัว นี่ใช่อ้ายหนี่จากตระกูลอ้ายจริงๆ น่ะเหรอ หรือว่าซ่งอวี้หน่วนไปจ้างใครมาสวมรอย แต่การปรากฏตัวของพ่อบ้านตระกูลอ้ายและสือเค่อที่ก้าวตามลงมา ก็เป็นเครื่องยืนยันตัวตนของคุณหนูใหญ่ได้อย่างดี
อ้ายหนี่ไม่มีความอดทนมากพอที่จะรอให้เจ้าภาพของงานอย่างเซวียเหม่ยโหรวหายจากอาการเหม่อลอย เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ทำไม ไม่รู้จักฉันแล้วเหรอ"
คำพูดนั้นเรียกสติของเซวียเหม่ยโหรวให้กลับคืนมา เธรรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำประจบประแจงอย่างระแวดระวัง
จงเส้าชิงมองการกระทำของผู้หญิงคนนี้แล้วนึกในใจ หากจงต้าเฉียวน่ารังเกียจเท่าไหร่ ผู้หญิงคนนี้ก็คงไม่ต่างกัน
เขาหันไปหาซ่งอวี้หน่วนแล้วชวน "เดี๋ยวผมจะพาคุณเดินชมรอบๆ นะครับ"
ซ่งอวี้หน่วนเพียงแค่ยิ้มรับอย่างสดใส
เดิมทีเซวียเหม่ยโหรวตั้งใจจะหาเรื่องสั่งสอนเด็กสาวบ้านนอกให้รู้สำนึก แต่พอเห็นว่าคนที่อ้ายหนี่ลงทุนเปิดประตูและประคองลงจากรถด้วยตัวเองคือซ่งอวี้หน่วน เธอก็ชักไม่แน่ใจเสียแล้ว
แต่ครั้นจะไม่พูดอะไรเลยก็รู้สึกขัดใจตัวเองเหลือเกิน
สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะปั้นหน้ายิ้มหวานแล้วเอ่ยขึ้น "เส้าชิงจ๊ะ นี่ใครกัน ทำไมลูกไม่แนะนำให้แม่รู้จักหน่อยล่ะ ไม่น่ารักเลยนะ”
“แต่ก็เอาเถอะ แม่ไม่โทษลูกหรอก คนที่ไม่เคยมางานเลี้ยงใหญ่โตแบบนี้ก็คงจะไม่รู้อะไรเป็นธรรมดา ไม่ต้องแนะนำก็ได้จ้ะ สถานะของพวกลูกก็เป็นอย่างที่เห็น ถ้าไปอธิบายให้ใครต่อใครฟังชัดเจนเกินไปอาจจะเป็นผลเสียเปล่าๆ ถ้าเกิดมีใครเขาคอยจ้องจับผิดเรื่องชาติตระกูลขึ้นมา แม่กับพ่อก็คงช่วยอะไรไม่ได้"
คำพูดเสียดสีที่แฝงมาในทีแบบนี้ ช่างเป็นตัวตนของเซวียเหม่ยโหรวโดยแท้
สีหน้าของจงเส้าชิงเคร่งขรึมลง "จะพล่ามอะไรนักหนา! เรายังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ คุณก็พูดจาไม่หยุด ก็แค่ต้องการจะด้อยค่าคุณซ่งแล้วยั่วโมโหผมใช่ไหม"
"ได้เลย งั้นผมขอถามแม่เลี้ยงหน่อยเถอะว่า วันนี้คุณอยากเห็นผมในสภาพไหน ระหว่างคนบ้าคลั่งกับคนปกติ ผมตัดสินใจแล้วว่าจะทำตัวเป็นลูกกตัญญู ว่ามาเลยครับ อยากให้ผมเป็นแบบไหน ผมรับรองว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่"
คำพูดของเขาทำให้เซวียเหม่ยโหรวตัวแข็งทื่อ
ตั้งแต่ที่จงเส้าชิงกลับมาเป็นปกติ เธอก็ได้ยินแต่คนอื่นเล่าให้ฟัง แต่ลึกๆ แล้วเธอก็ไม่เคยเชื่อว่าลูกนอกคอกคนนี้จะหายดีเป็นปลิดทิ้ง เธอคิดว่าจงต้าเฉียวแค่พูดจาเพ้อเจ้อเพราะเสียหน้าที่ลูกชายไม่ยอมกลับบ้าน แถมยังเอาแต่พร่ำพูดถึงซ่งอวี้หน่วนจนไม่เห็นหัวจงเส้าชิงอยู่ในสายตา
แต่ในวันนี้ที่ได้มาเห็นกับตาตัวเอง เธอถึงได้ตระหนักว่าลูกนอกคอกคนนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
หญิงวัยกลางคนเบิกตากว้างและถอยหลังไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว
อ้ายหนี่เห็นว่าสายตาของคนส่วนใหญ่กำลังจับจ้องมาที่พวกเธอ จึงตวาดออกไปอย่างหมดความอดทน "คุณนายจง คุณกำลังทำอะไรอยู่ พูดจาวกไปวนมานี่คือไม่อยากให้ฉันเข้าไปข้างในใช่ไหม"
จงต้าเฉียวรีบดึงแขนภรรยาไว้ เธอจึงเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย รีบปรับท่าทีแล้วเชิญทุกคนเข้าไปในงาน
ระหว่างที่เดินเข้าไปนั้น เซวียเหม่ยโหรวก็สังเกตเห็นว่าอ้ายหนี่เดินตามหลังซ่งอวี้หน่วน เธอจึงเหลือบมองอย่างเคลือบแคลง แต่ก็ต้องรีบหลบสายตาทันทีเมื่อถูกอ้ายหนี่ตวัดสายตาอาฆาตแค้นกลับมา
คฤหาสน์ของตระกูลจง หรือที่ในอดีตเคยเป็นของตระกูลไห่ ช่างงดงามโอ่อ่าสมคำร่ำลือ
ของตกแต่งสีทองอร่ามส่องประกายระยิบระยับจนแทบพร่ามัว ภายในห้องจัดเลี้ยงที่สว่างไสวเต็มไปด้วยเสียงแก้วกระทบกันอย่างรื่นเริง บรรยากาศหรูหราฟุ่มเฟือยทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองรสนิยมของแขกผู้มีเกียรติโดยเฉพาะ
ชายหญิงในชุดราตรีงดงามกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส กลิ่นน้ำหอมนานาชนิดที่ลอยฟุ้งกระจายทำให้รู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้
แสงไฟเจิดจ้าและเสียงดนตรีอันไพเราะถักทอเข้าด้วยกันอย่างลงตัว บ่งบอกถึงสถานะอันสูงส่งของเหล่ามหาเศรษฐีที่มารวมตัวกันในค่ำคืนนี้
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้มาในฐานะคู่ควงของจงเส้าชิง ดังนั้นเธอจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเดินควงแขนเขาเข้าไปในงาน
หญิงสาวเดินนำอยู่ข้างหน้าสุดด้วยท่วงท่าสบายๆ ไม่เร่งรีบ
เธอสวมชุดเดรสปักลายงดงามประณีต ซึ่งตัดเย็บจากผ้าไหมเทียนซือจิ่นเนื้อดีที่กู้หวยอันเป็นคนมอบให้ การออกแบบดูเรียบหรูและสง่างาม แต่ก็ยังคงความสดใสให้สมกับวัยของเธอ
ภาพที่ปรากฏจึงกลายเป็นว่าเธอเดินนำอยู่ข้างหน้าสุด ขณะที่จงเส้าชิง อ้ายหนี่ และสองสามีภรรยาตระกูลจงกลับดูราวกับเป็นผู้ติดตามของเธอเสียอย่างนั้น
รัศมีความโดดเด่นนี้ ช่างไร้ผู้ใดเทียมทาน
แม้แต่อ้ายหนี่เองก็ยังต้องยอมรับในใจว่าคนอย่างซ่งอวี้หน่วนไม่มีทางตื่นกลัวจนทำเรื่องน่าอายในงานแบบนี้แน่นอน ถ้าจะมีใครต้องขายหน้า ก็คงไม่ใช่ซ่งอวี้หน่วนแต่เป็นคนอื่นมากกว่า
ใจจริงเธออยากจะก้าวไปเดินข้างหน้า แต่ก็ไม่กล้าพอ ความเกลียดชังจึงทำได้เพียงแค่เก็บงำไว้ในส่วนลึกของหัวใจ ไม่กล้าแสดงออกมาทางสีหน้า
ไม่รู้ว่าในงานนี้จะมีใครจัดการซ่งอวี้หน่วนให้ตายๆ ไปซะได้บ้าง และไม่รู้ว่ามามี้ของเธอจะหาคนมาจัดการได้สำเร็จหรือไม่
จงเส้าชิงกวาดสายตามองไปรอบตัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยอยู่ในความทรงจำของเขาได้เลือนหายไปหมดสิ้นแล้ว
เขาหันไปถามจงต้าเฉียว "ตู้เซฟของแม่ผมอยู่ไหน"
จงต้าเฉียวอดกลั้นโทสะไว้ไม่อยู่ พอเจอหน้าลูกชายก็ถามหาแต่ตู้เซฟ ช่างเป็นลูกชายที่ประเสริฐของเขาจริงๆ
ทว่าเขากลับแสร้งทำเป็นเจ็บปวดใจ ใบหน้าพลันเศร้าหมอง ดวงตาหมุนคว้าง ก่อนจะยกนิ้วที่สั่นเทาชี้ไปที่จงเส้าชิง ขอบตาของเขาแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือราวกับคนหัวใจสลาย
"ไอ้ลูกไม่รักดี! แกรู้ไหมว่าตั้งแต่แกหนีออกจากฮ่องกงไป พ่อต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหน ผมของพ่อขาวไปครึ่งศีรษะก็เพราะแก กินไม่ได้นอนไม่หลับก็เพราะเป็นห่วงแก"
"แต่ดูแกทำตัวเข้าสิ หนีออกจากบ้านไปไม่เคยคิดจะโทรหาพ่อสักครั้ง พอโทรมาก็มีแต่เรื่องเงิน เงิน แล้วก็เงิน ไม่เคยมีคำพูดอื่นใดหลุดออกมาจากปากแกเลย"
แขกเหรื่อที่อยู่บริเวณนั้นพอได้ยินเรื่องราวก็เริ่มเปลี่ยนสีหน้า ความบาดหมางระหว่างประธานจงกับลูกชายเป็นเรื่องที่หลายคนพอจะทราบ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง
ก่อนหน้านี้ จงต้าเฉียวได้ป่าวประกาศไปทั่วว่าเขาต้องลงทุนจัดงานเลี้ยงใหญ่โต เพียงเพื่อจะได้มีโอกาสเจอหน้าและกินข้าวกับลูกชายสักมื้อ แถมยังพูดเป็นนัยว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขากำลังหลงเด็กสาวจากแผ่นดินใหญ่จนหัวปักหัวปำ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดเวลาถึงขั้นร่วมกันเปิดบริษัท
เขาตีหน้าเศร้าเล่าว่าลูกชายของเขาใสซื่อเกินไป อาจจะกำลังถูกเด็กสาวเจ้าเล่ห์หลอกลวง แต่ไม่ว่าเขาจะตักเตือนอย่างไร ลูกชายก็ไม่เคยเชื่อฟัง
แล้วก็มีแขกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา "นั่นเส้าชิงนี่นา ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปีเลยนะเรา อาได้ยินพ่อของเธอบอกว่าไปรักษาตัวที่ปักกิ่ง ดูท่าทางก็แข็งแรงดีแล้วนี่ ทำไมไม่รีบกลับมาเร็วกว่านี้ล่ะ"
จงเส้าชิงไม่ได้ปฏิเสธ เขาตอบกลับไปอย่างนอบน้อม "ความจริงยังไม่หายดีเท่าไหร่ครับ ยังต้องรักษาตัวต่อไป"
ชายคนเดิมตบที่ไหล่ของเขาเบาๆ "ไม่เป็นไร ค่อยๆ รักษาไปนะ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง"
"ขอบคุณครับคุณอาต่ง"
แขกอีกคนเสริมขึ้นมา "เส้าชิง พ่อของเธอน่ะพูดถึงเธอให้พวกอาฟังบ่อยๆ เลยนะ เวลาพูดทีไรก็น้ำตาคลอเบ้าทุกที พ่อเขารักเธอมากนะ อย่าทำให้ท่านเสียใจสิ"
"พ่อลูกกัน จะโกรธกันข้ามคืนได้ยังไง รีบเข้าไปขอโทษพ่อเขาซะเถอะ" มีเสียงเร่งเร้าดังขึ้นจากอีกทาง
จงต้าเฉียวแสร้งถอนหายใจยาว พลางยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง "โบราณว่ามีเมียลืมแม่ นี่มันเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าจริง"
เขาเหลือบมองซ่งอวี้หน่วนแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชาย "แก... แกไม่คิดจะแนะนำเสี่ยวหน่วนให้แขกคนอื่นได้รู้จักหน่อยรึไง ในเมื่อพวกแกสองคน... อ๊า!"
ดวงตาของจงเส้าชิงแดงก่ำ เขารู้อยู่แล้วว่าพ่อสารเลวของเขาต้องลากเสี่ยวหน่วนเข้ามาเกี่ยวข้องจนได้
ชายหนุ่มเตรียมจะแกล้งอาละวาด ในเมื่อใครๆ ก็รู้ว่าเขายังป่วยไม่หาย การจะลุกขึ้นมาทำร้ายใครก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ก่อนที่จงเส้าชิงจะได้ทันขยับตัว จงต้าเฉียวกลับล้มลงไปกองกับพื้นเสียก่อน ร่างของเขาทับอ้ายหนี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เข้าอย่างจัง
อ้ายหนี่โกรธจนตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ใบหน้าของเธอกลายเป็นสีเขียวคล้ำ เธอพยายามรวบรวมแรงทั้งหมดผลักร่างของจงต้าเฉียวออกไป เธออยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ให้หายบ้า
ต้องเป็นฝีมือของซ่งอวี้หน่วนแน่ๆ!
[จบบท]