บทที่ 485: ดึงดันที่จะไม่พูด
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้รอให้พวกผู้เฒ่ากู้เอ่ยปาก เธอเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน โดยหันไปถามอ้ายหนี่เป็นคนแรก
“คนที่นอนกองอยู่บนพื้นนี่ ใช่คนที่พวกเธอส่งมาเล่นงานฉันหรือเปล่า แล้วคิดจะเล่นงานฉันด้วยวิธีไหนล่ะ ถ้าพวกเธอยอมพูดความจริงนะอ้ายหนี่ เห็นแก่ที่เราก็พอจะสนิทกันอยู่บ้างในช่วงไม่กี่วันนี้ เรื่องบางเรื่องฉันก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น”
อ้ายหนี่ใจเสียจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หันขวับไปมองแด๊ดดี้กับมามี้ที่ยืนหน้าเครียดอยู่ข้างๆ
เธอรู้ทั้งรู้ว่าเป็นฝีมือของมามี้
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก
ใครก็ตามที่กล้ามาขัดใจหรือขวางทางเธอ ก็มักจะถูกจัดการแบบนี้เสมอ
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือซ่งอวี้หน่วน หญิงสาวที่ร้ายกาจเกินกว่าใครจะรับมือไหว
สถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธก็ดูจะไม่มีทางออกที่ดีเลยสักทาง
ยิ่งซ่งอวี้หน่วนเล่นใหญ่ เชิญผู้หลักผู้ใหญ่มากันพร้อมหน้าขนาดนี้ คุณนายสามอ้ายจะกล้ายอมรับได้อย่างไรว่าเป็นคนบงการ ในเมื่อพ่อสามีกำชับนักหนาว่าห้ามไปยุ่งกับคนกลุ่มนี้เด็ดขาด
เพราะมันไม่คุ้มที่จะเสี่ยง
แต่เธอก็ยังดึงดันที่จะหาเรื่องเขา ไม่ใช่แค่หาเรื่องธรรมดา แต่ถึงขั้นจะจับตัวไปขายต่อต่างประเทศอีกด้วย ดังนั้นเธอจะยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด
โดยเฉพาะต่อหน้าพี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ของสามีที่ยืนอยู่ในห้องด้วย
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบไปเห็นสีหน้าอมทุกข์ของภรรยาลูกชายคนโตตระกูลอ้ายแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองอ้ายหนี่ด้วยความแปลกใจ “ตกลงว่าใช่หรือไม่ใช่กันแน่ เรื่องแค่นี้ตอบยากขนาดนั้นเลยเหรอ”
“อ้ายหนี่ ฉันพูดไปแล้วนะ ว่าเห็นแก่ช่วงเวลาดีๆที่เราเคยมีให้กัน ถ้าเธอยอมพูดความจริง ฉันสัญญาว่าจะไม่เอาเรื่องเธอ”
อ้ายหนี่มองลึกเข้าไปในดวงตาของซ่งอวี้หน่วนแล้วก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล้อเล่น
ใบหน้าของเธอพลันซีดเผือด ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่
ผู้เฒ่าอ้ายเห็นท่าไม่ดี สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ
เขาตวัดสายตาคมกริบไปทางลูกชายและลูกสะใภ้คนที่สามอย่างคาดโทษ
เจ้าสองตัวดีนี่มันดื้อรั้น ไม่เคยเชื่อฟังกันเลยจริงๆ
หรือว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นฝีมือของพวกเขาสองคน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ยิ่งยอมรับความจริงไม่ได้เด็ดขาด
ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้เฒ่ากู้
ฝ่ายนั้นอุตส่าห์ปิดบังตัวตนเพื่อมาทำภารกิจสำคัญ การที่พวกเขายอมเปิดเผยตัวตนในวันนี้ก็เพื่อต้องการคำอธิบายที่สมเหตุสมผล
ผู้เฒ่าอ้ายกัดฟันกรอด เค้นเสียงพูดออกมาทีละคำ “หนูซ่งพูดถูกแล้ว ใช่ก็บอกว่าใช่ ไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ มันไม่มีอะไรซับซ้อน อ้ายหนี่ หนูเป็นเด็กดีมีเมตตา ไม่เคยโกหกใครอยู่แล้ว ตอบเธอไปตามตรงเถอะนะ มีปู่อยู่ทั้งคน ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
คำพูดนั้นทำให้คนเกือบทั้งห้องพร้อมใจกันกลอกตามองบน
ใครได้ยินเรื่องราววีรกรรมของอ้ายหนี่แล้วคงจินตนาการไม่ออกว่าเธอจะเป็นเด็กดีมีเมตตาไปได้อย่างไร
นี่ปู่รักหลานจนมองไม่เห็นความจริงเลยหรือไง
ยังไม่ทันที่อ้ายหนี่จะได้อ้าปากพูด คุณนายสามอ้ายก็ชิงพูดแทรกขึ้นมา เธอมองซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาอาฆาตแค้น “คุณหนูซ่งคะ ตอนแรกพวกเราไม่รู้ฐานะของคุณก็อาจจะมีเรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจกันไปบ้าง แต่อ้ายหนี่ก็ขอโทษคุณไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วไม่ใช่หรือไง”
“ทั้งไปร่วมงานเลี้ยงเป็นเพื่อน ทั้งยอมยกห้องนอนสุดหวงให้คุณอย่างว่าง่าย”
“แล้วนี่มันอะไรกันแต่เช้า ทำไมต้องเรียกพวกเรามาวุ่นวายกันขนาดนี้ด้วย หรือว่าคุณสงสัยว่าคนคนนี้เป็นคนของเรา ถ้าคิดแบบนั้นก็เข้าใจผิดไปไกลเลย ไม่ใช่พวกเราแน่ๆ ฉันรับประกันได้ค่ะ”
“อีกอย่างนะคะ นิสัยอวดดีของคุณน่ะ ไม่รู้ไปสร้างศัตรูไว้ที่ไหนบ้างในฮ่องกง การที่จะมีใครสักคนหมั่นไส้จนอยากสั่งสอนมันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือไง แต่คุณจะมาใส่ร้ายลูกสาวฉันเพียงเพราะเรื่องแย่งห้องนอนกันไม่ได้นะ ไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นคนแบบนี้ มันน่ารังเกียจและไร้มนุษยธรรมที่สุด”
ซ่งอวี้หน่วนแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
ไร้มนุษยธรรมอย่างนั้นหรือ ไม่รู้ว่ากำลังด่าตัวเองอยู่หรือเปล่า “ปากแข็งกันขนาดนี้ ดึงดันที่จะไม่ยอมพูดออกมาสินะคะ ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
พูดจบเธอก็หันไปทางผู้เฒ่ากู้ “คุณปู่กู้คะ เชิญพวกท่านออกไปรอด้านนอกก่อนดีกว่าค่ะ เรื่องภายในของตระกูลอ้าย ยิ่งมีคนนอกรับรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
“แต่คนของตระกูลอ้ายไม่ต้องไปไหนนะคะ อยู่ฟังด้วยกันที่นี่แหละ”
คิ้วของผู้เฒ่าอ้ายขมวดมุ่นด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าผู้เฒ่ากู้ ป่านนี้เขาคงสั่งสอนเด็กสาวอวดดีคนนี้ไปแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเป็นใครกัน ถึงกล้ามาออกคำสั่งกับคนของเขา
แต่เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น เมื่อผู้เฒ่ากู้พยักหน้ารับแล้วพาคนอื่นๆเดินออกไปจากห้องแต่โดยดี
เมื่อในห้องเหลือเพียงครอบครัวตระกูลอ้าย ซ่งอวี้หน่วนจึงมอบโอกาสให้อ้ายหนี่เป็นครั้งสุดท้าย
ทว่าอ้ายหนี่ก็เหมือนคนที่ขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้ จึงไม่กล้ายอมรับความจริง ในใจยังคงมีความหวังริบหรี่
เธอคิดว่าเรื่องที่เลวร้ายที่สุดก็คงเป็นซ่งอวี้หน่วนไปแจ้งตำรวจ แล้วเธอก็จะถูกพาตัวไปที่สถานีตำรวจ ซึ่งมันยังดีเสียกว่าการเผชิญหน้ากับสถานการณ์กดดันแบบนี้
ที่นั่นมีแต่คนของเธอทั้งนั้น หรือไม่ก็ใช้โอกาสนี้หลบหน้าไปสักพัก รอจนกว่าตัวหายนะนี่จะไปให้พ้นๆ แล้วเธอค่อยกลับมาอย่างสง่างาม
เมื่อคิดได้ดังนั้น อ้ายหนี่ก็ใจชื้นขึ้นมา ไม่ได้หวาดกลัวเหมือนตอนแรก
แต่เธอคาดไม่ถึงเลยว่า คำพูดประโยคถัดมาของซ่งอวี้หน่วนจะทำให้ทุกคนในตระกูลอ้ายรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางกบาล สมองปั่นป่วนจนคิดอะไรไม่ออก
“ย้อนกลับไปเมื่อคืนวันที่ 16 สิงหาคม ปี 1969 เวลา 20 นาฬิกา 12 นาที คืนนั้นเป็นคืนที่ฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก มีคนหลงเชื่อคำพูดของอาจารย์จอมปลอมคนหนึ่ง ว่าต้องช่วงชิงดวงชะตาของเด็กสามคน จึงพลั้งมือสังหารแฝดสามวัยสองขวบ ต้าเป่า เสี่ยวเป่า และเสี่ยวเป้ย ลูกชายของอ้ายยุ่ยเฟิงและฉางตัน”
“ตอนนี้ศพของพวกเขาถูกฝังอยู่ใต้สระน้ำเล็กๆ ข้างศิลาประจำตระกูลในสวนหลังบ้านของตระกูลอ้ายนี่เอง ท่านผู้เฒ่าอ้ายคะ ตอนนี้ท่านอยากจะให้คนไปขุดดูสักหน่อยไหมคะ”
ซ่งอวี้หน่วนหันไปมองอ้ายยุ่ยเฟิงกับฉางตันที่ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“ท่านผู้เฒ่าอ้ายคะ ส่วนฆาตกรตัวจริงเป็นใครนั้นฉันไม่ทราบจริงๆ แต่ถ้าสงสัยฉันก็เชิญตรวจสอบได้ทุกเมื่อนะคะ”
“แต่ฉันว่าเรื่องที่ควรทำตอนนี้ไม่ใช่การมานั่งจับผิดว่าฉันไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน แต่เป็นการรีบไปที่สระน้ำนั่นมากกว่า ระวังอย่าให้ช้าเกินไปนะคะ เดี๋ยวจะเกิดเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ตามมาอีก”
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักสืบ ต่อให้รู้ว่าใครคือฆาตกร เธอก็ขี้เกียจจะเอ่ยชื่อออกมา
สถานการณ์ของตระกูลอ้ายในตอนนี้ยังมีความซับซ้อนบางอย่างที่เธอเองก็ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่มีข้อมูลใดๆปรากฏขึ้นบนตัวของผู้เฒ่าอ้าย ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงแล้วเขามีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่
ตลอดสองวันที่ผ่านมา เธอได้ยินเรื่องราวของอ้ายหนี่มาบ้างแล้ว ว่าเหตุใดเด็กสาวคนนี้ถึงได้รับการประคบประหงมดั่งเจ้าหญิง เพราะเธอเป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลอ้ายในปัจจุบัน
ตระกูลอ้ายไม่ได้ขาดแคลนทายาทชาย แต่ขาดแคลนทายาทหญิง อีกทั้งยังมีผู้มีวิชาคนหนึ่งเคยทำนายไว้ว่าอ้ายหนี่คือดาวนำโชค สามารถปัดเป่าเคราะห์ร้ายแทนผู้เฒ่าอ้ายได้
ไม่เพียงแค่นั้น แต่ยังนำพาโชคลาภมาสู่ตระกูลอีกด้วย
ซึ่งคำทำนายก็เป็นจริง เธอช่วยให้ผู้เฒ่าอ้ายรอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้ ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไรนั้นไม่มีใครรู้
แต่เพราะทุกคนเชื่อคำแนะนำของอ้ายหนี่ในครั้งนั้น จึงรอดพ้นจากการขาดทุนอย่างย่อยยับและพลิกกลับมาทำกำไรได้อย่างมหาศาล
ด้วยเหตุนี้ สถานะของอ้ายหนี่ในตระกูลจึงสูงส่งและอยู่เหนือใครๆ
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดแล้ว เรื่องของอ้ายหนี่จึงไม่อาจตัดสินได้ง่ายๆ แต่ที่แน่ๆคือ ทั้งอ้ายหนี่ คุณนายสามอ้าย และคุณชายสามอ้าย ล้วนเป็นคนอำมหิต
พวกเขาถึงกับลงมือฆ่าเด็กบริสุทธิ์สามคน เพียงเพื่ออำนาจในการสืบทอด ดวงชะตา และความแค้นส่วนตัว
ตอนนี้ก็เหลือแค่รอเวลาให้ความจริงปรากฏ
ลูกชายคนโตและภรรยายังคงไร้ทายาท ซ้ำร้ายฉางตันยังมีสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ เป็นไปได้ว่าผู้เฒ่าอ้ายอาจเคยสงสัย แต่เพราะขาดหลักฐานจึงทำอะไรไม่ได้
แต่เบื้องลึกเบื้องหลังที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ใครเล่าจะหยั่งรู้ได้ เพราะอาจารย์จอมปลอมคนนั้นก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกชายคนที่สามของเขาไม่น้อย
แถมอาจารย์คนนี้ก็ดูจะมีวิชาอาคมอยู่บ้าง หากไม่ได้เขาคอยช่วยเหลือ ป่านนี้พ่อแม่ลูกสามคนนั้นคงถูกเปิดโปงไปนานแล้ว
ส่วนอ้ายหนี่นั้นมารู้ความจริงในภายหลัง
ทันทีที่ซ่งอวี้หน่วนพูดจบ คนในห้องก็แทบจะสิ้นใจตายคาที่
คนที่หวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจคือสองสามีภรรยาลูกชายคนที่สาม
ส่วนคนที่ใกล้จะหมดสติเต็มทีคือฉางตัน
ผู้เฒ่าอ้ายผุดลุกขึ้นจากโซฟา มือทั้งสองข้างสั่นระริก เขม้นมองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
ในชั่วพริบตานั้นเอง สมองของอ้ายยุ่ยเฟิงก็ว่างเปล่าไปหมด
[จบบท]