บทที่ 49: เธอแน่ใจได้อย่างไรว่าพ่อของเธอเป็นคนดี?
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ผู้เฒ่าจี้น่าจะใกล้ถึงแล้ว การรักษาคนไข้สำคัญกว่า เราอย่ามัวมาเสียเวลาต่อปากต่อคำกันเลย ใช้ความจริงพิสูจน์กันดีกว่า "
"ใช้ความจริงพิสูจน์เหรอ" หลินฉิงแค่นเสียงเย็นชา "จะพิสูจน์ยังไง ในเมื่อฉันไปคาดคั้นอะไรจากพี่สาวตัวเองไม่ได้ แล้วคนอื่นล่ะ ใครจะกล้าถามเรื่องแบบนี้ เธอคิดว่าตัวเองกล้าไปถามพวกเขาหรือไง"
ประเด็นนี้ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ถึงแม้เรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่หากข่าวลือแพร่ออกไปจนถึงหูสามีหรือคนรักของหญิงสาวเหล่านั้นขึ้นมา เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงก็จะถูกหว่านลงในใจ แล้วชีวิตคู่ของพวกเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป
"ข้อกล่าวหาเลื่อนลอยแบบนั้น ทำไมพ่อของฉันต้องเป็นฝ่ายแบกรับ" ซ่งอวี้หน่วนกล่าวเสียงเข้ม "ทำไมจะถามไม่ได้ ไม่ใช่แค่ถาม แต่เราต้องเปิดประชุมใหญ่เพื่อซักถามกันให้รู้เรื่องไปเลย หลินฉิง เธอกล้าพาหวังต้าจื้อมาเผชิญหน้ากับพ่อของฉันไหมล่ะ"
ยังไม่ทันที่หลินฉิงจะได้เอ่ยปาก ซ่งอวี้หน่วนก็ส่งเสียงหัวเราะในลำคอ "เธอไม่กล้าหรอก เพราะดูเหมือนว่าเธอกับหวังต้าจื้อจะแอบไปทำข้อตกลงลับๆ อะไรบางอย่างกันมาสินะ"
คำพูดของซ่งอวี้หน่วนแทงใจดำจนหลินฉิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ นี่อาจเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอถูกต้อนจนมุมถึงขนาดนี้
"ไปก็ไปสิ คิดว่าฉันกลัวเธอหรือไง"
"ดี งั้นพรุ่งนี้เช้า เธอพาคนของเธอไปที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ พวกเราจะรออยู่ที่ที่ทำการกองพลน้อย"
"ทำไมต้องเป็นพรุ่งนี้เช้า บ่ายนี้เลยสิ!"
"ได้!"
ซ่งอวี้หน่วนตอบตกลงอย่างฉับไว ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวเนิบๆ "หวังต้าจื้อคงอยากจะให้เรื่องนี้ดูน่าเชื่อถือมาก ถึงกับลงทุนสาบานเลยใช่ไหม ว่าถ้าเขาโกหกแม้แต่คำเดียว ขอให้หวังต้าจื้อถูกฟ้าผ่าตายอย่างทุกข์ทรมาน"
หลินฉิงถึงกับตวัดสายตาไปมองซ่งอวี้หน่วนอย่างไม่อยากจะเชื่อ หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้เดาเรื่องราวได้แม่นยำจนน่าขนลุก
"ใช่ เขาสาบานแบบนั้นจริงๆ" หลินฉิงแค่นหัวเราะ "แต่ฉันไม่เชื่อเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอกนะ"
"แต่หวังต้าจื้อเชื่อนี่ ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ก็เชื่อเรื่องคำสาปแช่ง เพราะพวกเขาคิดว่าเบื้องบนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยจับตามองอยู่ เลยไม่มีใครกล้าสาบานส่งเดช"
หลินฉิงมองอีกฝ่ายด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ "ที่เธอพูดมาทั้งหมดนี่ กำลังจะบอกว่าหวังต้าจื้อไม่ได้โกหกอย่างนั้นเหรอ"
ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับทันควัน "เขาโกหกอยู่แล้ว แต่ถ้าคำสาบานเกิดเป็นจริงขึ้นมา คนที่ถูกฟ้าผ่าตายก็คือหวังต้าจื้อ ไม่ใช่ “หลี่ต้าจื้อ” สักหน่อยนี่"
"เธอหมายความว่ายังไง" หลินฉิงชะงักงันไปในบัดดล
"เธอก็มีเส้นสายกว้างขวางไม่ใช่เหรอ ลองไปสืบดูสิเดี๋ยวก็รู้เอง อ้อ จริงสิ ฉันมีเงื่อนไขอีกข้อนึง"
หลินฉิงขมวดคิ้วครุ่นคิดถึงคำพูดของซ่งอวี้หน่วน หวังต้าจื้อ หลี่ต้าจื้อ?
"เงื่อนไขอะไรอีก"
"เธอพาลใส่น้องชายฉัน แล้วยังโยนลูกอมที่เขาตั้งใจเอาไปให้ซิ่วเจวียนทิ้งต่อหน้าต่อตาเขาอีก เธอต้องไปขอโทษน้องชายของฉันเดี๋ยวนี้!"
"ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย" หลินฉิงสวนกลับอย่างไม่พอใจ "นี่เธอจงใจหาเรื่องกันใช่ไหม แค่นี้ก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต" แค่เด็กคนเดียวเนี่ยนะ เธอจะต้องลดตัวลงไปขอโทษด้วย?
"การกระทำของเธอมันทำร้ายจิตใจและเหยียบย่ำความภาคภูมิใจของน้องชายฉัน เธอทำลายความเชื่อมั่นในการทำความดีของเขา ทำให้เขารู้สึกว่าทำดีไปก็ไม่ได้ดีตอบแทน ถ้าน้องชายของฉันโตขึ้นมาแล้วกลายเป็นคนไม่ดี ฉันจะไม่มีวันปล่อยเธอไปแน่"
นี่มันหาเรื่องกันชัดๆ
หลินฉิงอยากจะโต้เถียงกลับไปตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ใสกระจ่างราวกับมองทะลุเข้าไปถึงในใจของซ่งอวี้หน่วน เธอก็ทำได้เพียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วยอมรับข้อเสนอ
"ก็ได้ ฉันจะไปขอโทษน้องชายเธอ แต่บ่ายนี้คนของตระกูลซ่งต้องอยู่กันให้ครบทุกคนนะ อย่าคิดหาข้ออ้างหนีไปซะล่ะ"
ที่จริงแล้วหลินฉิงก็เห็นด้วยกับการเผชิญหน้ากันซึ่งๆ หน้า เพราะมันเป็นผลดีกับเธออยู่แล้ว
ซ่งอวี้หน่วนเพิ่งจะย้ายกลับมาอยู่บ้านตระกูลซ่ง เธอจะไปมั่นใจได้อย่างไรว่าพ่อของตัวเองเป็นคนดี? ถ้าซ่งเหลียงทำเรื่องเลวร้ายพวกนั้นจริงๆ เขาจะโง่พอที่จะให้ลูกสาวของตัวเองรู้ได้ยังไงกัน?
ที่สำคัญที่สุดคือซ่งอวี้หน่วนเป็นลูกที่ถูกสลับตัวไป เธอเพิ่งจะกลับมาอยู่บ้านซ่งได้ไม่กี่วัน จะไปรู้อะไรได้!
หลินฉิงมั่นใจว่าซ่งอวี้หน่วนต้องแอบมาหาเธอโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพ่อของตัวเองแน่ๆ ในช่วงบ่ายหากเธอพาคนไปที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ แล้วซ่งเหลียงหนีไปหรือไม่กล้าปรากฏตัว เรื่องทุกอย่างก็จะกระจ่างทันที และเธอจะลากเขาเข้าคุกด้วยมือของเธอเอง
แต่ถ้าซ่งเหลียงกล้ามาเผชิญหน้า เรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจเธอก็จะคลี่คลายลง อย่างน้อยที่สุดพี่สาวของเธอก็จะไม่ต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ ซ้ำสอง ไม่อย่างนั้นเธอคงนอนไม่หลับไปอีกนาน เรียกได้ว่างานนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยทีเดียว
ขณะที่ปู่ซ่งและซ่งถิงกำลังยืนรอด้วยความกระวนกระวายใจอยู่หลังบ้านพักรับรอง ก็พลันเห็นคนสามคนเดินตรงมาจากทางกำแพงด้านนอก
นั่นคือซ่งอวี้หน่วน หลินฉิง และเสี่ยวซิ่วเจวียน
ทันทีที่เสี่ยวซิ่วเจวียนวิ่งเข้ามาหา หมิงเซิ่งก็เบะปากแล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง
หลินฉิงก้มหน้าลงแล้วเอ่ยว่า "หมิงเซิ่ง ฉันขอโทษนะ มันเป็นความผิดของฉันเองที่ไม่ควรโยนลูกอมของเธอทิ้ง ฉันผิดไปแล้ว ได้โปรดยกโทษให้ฉันด้วย"
เมื่อสบตากับดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยน้ำตาของหมิงเซิ่ง ความรู้สึกผิดก็ผุดขึ้นมาในใจของหลินฉิง การกระทำของเธอเมื่อครู่มันช่างใจแคบเกินไปจริงๆ การมามีปากเสียงและใช้อารมณ์กับเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง มันทำให้เธอรู้สึกเสียราศีไปหน่อย ดังนั้นการเอ่ยปากขอโทษจึงไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกกดดันอะไรนัก
แต่ถึงจะได้รับการขอโทษ หมิงเซิ่งกลับไม่มีท่าทีดีใจขึ้นเลย เด็กชายผู้นั่งอยู่บนรถม้า หันไปพูดกับพี่สาว "พี่ครับ น้าของเด็กผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิดจริงๆ หรอก เขาดูถูกผม ต่อไปผมจะไม่ไปเล่นกับพี่ซิ่วเจวียนแล้ว"
ถึงแม้หมิงเซิ่งจะดูเป็นเด็กที่สนใจแต่เรื่องกิน แต่ความจริงแล้วเขาเป็นเด็กฉลาดและสามารถรับรู้ถึงเจตนาดีร้ายของคนอื่นได้อย่างเฉียบแหลม
"ไม่เป็นไรนะ หมิงเซิ่งของพี่ทั้งน่ารักทั้งฉลาด เดี๋ยวก็มีเพื่อนอีกเยอะแยะเลย ต่อไปพวกเขาจะต้องต่อคิวรอเล่นกับเธอแน่ๆ"
เด็กชายลองจินตนาการตามแล้วก็รู้สึกว่ามันคงจะวิเศษมากจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนยังไม่ทันได้ขบคิดถึงเรื่องเมื่อครู่ เธอทำได้เพียงปลอบน้องชายให้ใจเย็นลงก่อน และตั้งใจว่าหลังจากซื้อของเสร็จแล้วค่อยกลับไปคุยเรื่องนี้ที่บ้านทีเดียว
หลังจากออกเดินทางได้ไม่นาน ก็มีเสียงคนตะโกนเรียกจากข้างทาง "นั่นสหายซ่งถิงใช่ไหมครับ"
ปู่ซ่งรีบหยุดรถม้าทันที ก่อนจะเห็นชายหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยคนหนึ่งยืนอยู่ริมถนน เขากำลังส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนมาให้
ซ่งถิงสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นหนึ่งในคณะกรรมการจากเมื่อวาน เธอก็รีบกระโดดลงจากรถม้าแล้วทักทายอย่างนอบน้อม "สวัสดีค่ะ สหายหลิ่ว"
ซ่งอวี้หน่วนหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วก้าวลงจากรถตามไป
บทสนทนาทักทายแสนธรรมดาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปอย่างสุภาพ จากนั้นซ่งอวี้หน่วน ซ่งถิง และหมิงเซิ่งก็ตรงไปยังห้างสรรพสินค้าอย่างตื่นเต้น
ส่วนปู่ซ่งก็ขับรถม้าไปส่งผักจี้ไช่และฟืนให้กับลูกชายตามที่นัดกันไว้ โดยบอกว่าจะกลับมารับทั้งสามคนในอีกสักพัก
แต่ใครจะคาดคิดว่าภาพเหตุการณ์เมื่อครู่จะตกอยู่ในสายตาของหลินเสวี่ยจูและเจี่ยเสวี่ยจู๋ ซึ่งยืนอยู่อีกฟากหนึ่งของถนนพอดิบพอดี
ทั้งสองคนกำลังจะเดินทางไปทำธุระที่ที่ว่าการอำเภอ และตอนนี้ใบหน้าของหลินเสวี่ยจูก็ย่ำแย่ถึงขีดสุด
เจี่ยเสวี่ยจู๋แสร้งปลอบใจด้วยเจตนาแอบแฝง "ช่างมันเถอะ อย่าไปโกรธหรือเสียใจเลย ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบของใหม่เกลียดของเก่า หลิ่วหยวนก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน ซ่งถิงน่ะทั้งสวยทั้งเสียงดี ถ้าเธอเข้ามาทำงานในคณะได้จริงๆ ล่ะก็ ต้องกลายเป็นดาวเด่นอันดับต้นๆ แน่ เธอไม่เห็นเหรอว่าหัวหน้าคณะดูกระตือรือร้นกับเธอขนาดไหน แล้วนั่น….ขนาดหัวหน้าฝ่ายพลาธิการยังอุตส่าห์ไปส่งเธอถึงหอพักด้วยตัวเองเลยนะ"
คำพูดเหล่านั้นทำให้ใบหน้าของหลินเสวี่ยจูกลายเป็นสีม่วงคล้ำเหมือนมะเขือยาว
ใช่แล้ว ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าหลิ่วหยวนจากกรมวัฒนธรรมกำลังตามจีบดาวเด่นของคณะอย่างหลินเสวี่ยจูอยู่
หญิงสาวกัดฟันกรอด ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะเค้นเสียงพูดออกมาได้อย่างยากลำบาก "ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามันไม่มีเบื้องหลัง ฉันจะไปร้องเรียนอีก"
เจี่ยเสวี่ยจู๋คิดจะสนับสนุนในทีแรก แต่พอคิดอีกทีก็เปลี่ยนใจ ซ่งถิงคนนั้นเป็นแค่สาวบ้านนอก ไม่ว่าจะมีเส้นสายหรือไม่ สภาพเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ทั้งเก่าทั้งเชย แสดงว่าฐานะทางบ้านคงไม่สู้ดีนัก บางทีเธออาจจะลองผูกมิตรดู หากสามารถดึงมาเป็นพวกได้ ก็น่าจะเป็นกำลังสำคัญให้กับเธอได้ไม่น้อย
เด็กสาวแบบนี้โลกทัศน์แคบ ไม่เคยเห็นอะไรดีๆ แค่ให้ของเล็กๆ น้อยๆ ก็ตกเบ็ดได้ง่ายๆ เมื่อคิดได้ดังนั้น เจี่ยเสวี่ยจูก็รีบห้ามเพื่อน
"เธอลืมที่หัวหน้าคณะพูดตอนประชุมเมื่อวานแล้วเหรอ เอาล่ะๆ เราไปทำธุระกันดีกว่า เธอควรจะขอบคุณซ่งถิงด้วยซ้ำนะ ที่ทำให้เธอได้เห็นธาตุแท้ของหลิ่วหยวน ไม่อย่างนั้นถ้าแต่งงานกันไปจริงๆ แล้วเพิ่งมารู้ว่าเขาเป็นคนหลายใจ ตอนนั้นเธอจะเสียใจก็สายไปแล้ว"
หลินเสวี่ยจูกัดฟันแน่น แม้จะเห็นด้วยกับคำพูดของเจี่ยเสวี่ยจู แต่เธอก็ไม่เชื่อประโยคท้ายๆ หากพวกเขาได้แต่งงานกันจริงๆ เขาจะต้องไม่เป็นแบบนี้อย่างแน่นอน
[จบบท]