บทที่ 492: ปิ่นโตไม้ปริศนา
หลินเฉินกับหวงหมิงเชี่ยนพยักหน้ารับพร้อมกัน ทั้งสองยืดตัวตรงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด บางทีพวกเขาอาจจะเพิ่งตระหนักได้ว่าการทำธุรกิจต้องใช้สมอง ไม่ใช่หน้าตาเสียหน่อย
ซ่งอวี้หน่วนสังเกตเห็นว่าหลินเฉินเป็นคนหัวไวและรู้จักพลิกแพลง เพียงแค่เธอจุดประกายความคิดให้ เขาก็สามารถนำไปต่อยอดและทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถแบบนี้คงเป็นพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิด
หากไม่มีเรื่องของอ้ายหนี่เข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยนิสัยใจคอของคนทั้งคู่แล้ว ชีวิตของพวกเขาก็น่าจะไปได้ด้วยดี แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่ากังวลอยู่อย่างหนึ่งคือพี่ชายของหวงหมิงเชี่ยน ซึ่งเป็นตัวถ่วงอย่างแท้จริง เขาเป็นคนนิสัยไม่ดี เกียจคร้าน และชอบเอาเปรียบคนอื่น จึงไม่แปลกที่จะถูกคนนอกฉวยโอกาสได้ง่ายๆ
ถึงอย่างนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็เชื่อว่าคนทั้งสองจะยังประคองชีวิตให้ผ่านไปได้ด้วยดี
***
ไม่นานกู้หวยอันก็ประชุมเสร็จ เขากลับมารับซ่งอวี้หน่วนพร้อมกับจูงมือของหมิงเซิ่งมาด้วย เจ้าตัวเล็กพอเห็นหน้าชายหนุ่มก็เรียกพี่ชายเสียงหวาน การไปกินข้าวเที่ยงมื้อสำคัญ แน่นอนว่าจะขาดนักชิมตัวยงอย่างหมิงเซิ่งไปไม่ได้ ส่วนซ่งหมิงโปก็ออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กับน้าเล็กของเขาแล้ว
กู้หวยอันพาซ่งอวี้หน่วนไปยังภัตตาคารหรูหราแห่งหนึ่งชื่อว่า ‘หงเยี่ยน’ ที่นี่เป็นสถานที่ระดับสูง แขกที่มาล้วนแต่เป็นบุคคลมีชื่อเสียงในสังคม การจะเข้ามาใช้บริการได้ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น ซึ่งเลขานุการเสี่ยวอู๋ก็ได้จัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว
รสชาติอาหารเลิศรสสมชื่อเสียง โดยเฉพาะขนมหวานนานาชนิดที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีต ทั้งขนาดเล็กพอดีคำและรสชาติอร่อยล้ำ กู้หวยอันพูดคุยกับซ่งอวี้หน่วนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ขณะเดียวกันก็คอยดูแลหมิงเซิ่งอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เดิมทีในห้องอาหารส่วนตัวจะมีพนักงานคอยให้บริการอยู่ตลอด แต่เมื่อพวกเขาต้องการความเป็นส่วนตัว จึงเอ่ยปากขอให้พนักงานออกไปก่อน ที่นี่มีวัฒนธรรมการให้ทิป กู้หวยอันจึงมอบเงินให้พนักงานไปเล็กน้อย ซึ่งอีกฝ่ายก็รับไปแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างมีความสุข
พอไม่มีคนนอกอยู่ด้วย หมิงเซิ่งก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อาหารหลายอย่างที่สั่งมาล้วนเป็นของโปรดของเด็กชาย เป็นเมนูที่เขาสามารถกินได้ทุกวันไม่มีเบื่อ กู้หวยอันสั่งอาหารมามากมายจนเต็มโต๊ะ ซ่งอวี้หน่วนจึงเอ่ยถามว่าจะสามารถซื้อขนมกลับไปได้บ้างไหม ซึ่งทางผู้จัดการภัตตาคารก็เหมือนจะรู้ใจ เขาเตรียมปิ่นโตไม้ขนาดใหญ่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
ปิ่นโตไม้นั้นดูขรึมขลังและเก่าแก่ พื้นผิวสลักลวดลายซับซ้อน แม้วัสดุที่ใช้จะไม่ใช่ไม้พะยูงไหหลำราคาแพง เป็นเพียงไม้ธรรมดา แต่ฝีมือการประดิษฐ์กลับงดงามประณีตอย่างยิ่ง การใช้ภาชนะเช่นนี้ใส่ขนมย่อมดูมีระดับกว่าการใช้ถุงพลาสติกเป็นไหนๆ
ผู้จัดการภัตตาคารแจ้งว่าจะให้คนนำไปส่งให้ที่รถ ภายในปิ่นโตไม่ได้มีเพียงขนมชนิดเดียวกับที่เสิร์ฟบนโต๊ะ แต่ยังมีขนมชนิดใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาให้อีกด้วย โต๊ะของพวกเขาในวันนี้ได้รับการดูแลจากผู้จัดการเป็นการส่วนตัว เพราะภัตตาคารหรูแห่งนี้เป็นหนึ่งในกิจการของลิ่วเย่นั่นเอง
หมิงเซิ่งเอาแต่จ้องมองปิ่นโตไม้นิ่ง จนใครๆ ที่เห็นอาจจะเข้าใจผิดว่าเขากำลังอยากกินขนมข้างในใจจะขาด
เด็กชายยังคงเหมือนเคย ทุกครั้งที่ออกจากบ้านจะต้องสะพายกระเป๋าใบเล็กคู่ใจ ซึ่งเป็นใบที่พี่สาวสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ ภายในกระเป๋าอัดแน่นไปด้วยของใช้จำเป็น ของเล่น และของอร่อยมากมาย และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ‘เสี่ยวหรูอี้’ ของรักของหวง
ซ่งอวี้หน่วนไม่เคยซักไซ้เรื่องลี้ลับจากน้องชาย และคนอื่นๆ ในบ้านก็เช่นกัน พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในแต่ละวันหมิงเซิ่งมีปฏิสัมพันธ์กับหยกหรูอี้อย่างไร แค่กังวลว่าหากถามมากเกินไป เด็กชายอาจจะเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจจนกลายเป็นความกังวล
ตามคำบอกเล่าของปู่ซ่ง เด็กที่อายุต่ำกว่า 8 ขวบจะมีตาทิพย์ พวกเขาสามารถสื่อสารกับฟ้าดินได้และมีพลังวิเศษติดตัวมาตั้งแต่เกิด นี่คือเหตุผลว่าทำไมเด็กเล็กบางคนถึงมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผู้ใหญ่มองไม่เห็น แต่พอโตขึ้นกลับไม่เห็นอะไรอีกเลย
หมิงเซิ่งเคยบอกว่าหยกหรูอี้ฟื้นคืนสติแล้ว มันก็คงจะเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครในบ้านเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ซ่งอวี้หน่วนอดคิดไม่ได้ว่า โลกในนิยายที่เธออาศัยอยู่นี้แต่เดิมอาจเป็นเพียงโลกธรรมดาทั่วไป แต่การเข้ามาของเธอดูเหมือนจะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เธอจึงไม่ได้ปฏิเสธความสามารถพิเศษของน้องชาย แต่ก็เลือกที่จะไม่ให้ความสนใจมากจนเกินไป
ทว่าตอนนี้สีหน้าของน้องชายกลับดูแตกต่างไปจากทุกที ไม่ใช่ท่าทีหวาดกลัวหรือตื่นตระหนก แต่เป็นความประหลาดใจอย่างเหลือเชื่อ
หลังจากซ่งอวี้หน่วนกล่าวขอบคุณผู้จัดการ เขาก็โค้งตัวให้แล้วออกจากห้องไปอย่างนอบน้อม ทิ้งให้ทั้งสามคนได้ใช้เวลาส่วนตัว
กู้หวยอันไม่ได้เอ่ยอะไร แต่สัญชาตญาณเฉียบคมของเขาบอกว่ากำลังจะมีบางอย่างเกิดขึ้น เขาจึงเหลือบมองซ่งอวี้หน่วนเป็นเชิงถาม
หญิงสาวพยักพเยิดหน้าไปทางหมิงเซิ่งอย่างแนบเนียน ก่อนจะแสร้งทำเป็นดุน้องชาย “อิ่มแล้วก็คืออิ่มนะหมิงเซิ่ง อย่าคิดจะกินอีกแม้แต่คำเดียว นี่สำหรับน้าเล็ก พี่ชาย แล้วก็คนอื่นๆ”
เธอพูดพลางเอื้อมมือไปวางบนปิ่นโตไม้ ซึ่งตามปกติแล้วเมื่อพวกเขาทานเสร็จ ก็จะมีพนักงานมาจัดการยกตามออกไปส่งให้ที่รถ โดยที่พวกเขาไม่ต้องลงมือเอง
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อไม้ ซ่งอวี้หน่วนก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ตั้งแต่ที่พละกำลังของเธอถูกยกระดับขึ้นเป็นพลังงานรูปแบบใหม่ เธอก็สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็นได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาเธอเลือกที่จะไม่สนใจมันเสียมากกว่า
ปิ่นโตใบนี้ไม่ใช่ของเก่าแก่ แต่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากเครื่องใช้ที่ทำจากไม้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ยังไม่ทันที่เธอจะได้สำรวจต่อ หมิงเซิ่งก็คว้ามือเธอไว้ แล้วกระซิบเสียงแผ่ว “พี่ครับอย่าเพิ่งเปิด ในนี้มีเด็กอยู่ 3 คน เสี่ยวหรูอี้บอกว่า... พวกเขากำลังจะหายไปแล้ว!”
แววตาของกู้หวยอันพลันคมกริบขึ้นมาทันที
ซ่งอวี้หน่วนใจกล้าพอตัว เธอรู้ดีว่าถ้าเป็นคนทั่วไปได้ยินประโยคนี้เข้าคงถึงกับขนหัวลุก เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง แต่เห็นได้ชัดว่าหมิงเซิ่งยังไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่เขาพูดมันน่ากลัวแค่ไหน เขายังคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา การรับมือกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษเช่นนี้ ช่างไม่มีวิธีไหนที่สมบูรณ์แบบเอาเสียเลย
“เสี่ยวหรูอี้บอกอะไรกับน้องอีกบ้าง” ซ่งอวี้หน่วนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แล้ว...เอาเสี่ยวหรูอี้ออกมาให้พี่ดูหน่อยสิ”
หมิงเซิ่งพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เขารีบหยิบหยกหรูอี้สีเขียวมรกตออกมาจากกระเป๋าสะพายส่งให้พี่สาว
ซ่งอวี้หน่วนรับมาดูผ่านๆ มันก็ยังคงเป็นหยกแกะสลักเนื้อดีที่ดูไม่ต่างไปจากเดิม เธอจึงไม่ได้พิจารณาอะไรมากนักแล้วส่งคืนให้น้องชาย ก่อนจะเอ่ยถามเหมือนไม่ใส่ใจ “แล้วน้องคิดว่าจะทำยังไงต่อล่ะ”
เด็กชายกะพริบตาปริบๆ “เสี่ยวหรูอี้บอกว่าอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น ให้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ครับ”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองหยกในมือน้องชายอย่างเย็นชา... เจ้าของเฮงซวย! ในเมื่อไม่อยากให้ยุ่ง แล้วจะมาบอกหมิงเซิ่งทำไม
เธอจ้องเขม็งไปที่หยกหรูอี้ในมือน้องชาย ก่อนจะก้าวเข้าไปใช้สองมือปิดหูของเขาไว้ แล้วเอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉยแต่เด็ดขาด “นี่เป็นครั้งสุดท้าย ถ้ามีครั้งต่อไป ฉันจะบดแกให้เป็นผุยผง!”
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าเธอไม่สามารถสื่อสารกับ ‘สิ่งนั้น’ ได้โดยตรง แต่เธอมั่นใจว่ามันต้องเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด
เมื่อพูดจบ เธอก็ลดมือลง
หมิงเซิ่งเงยหน้ามองพี่สาวด้วยความสงสัย “พี่ครับ ปิดหูผมทำไมเหรอ”
“พี่จะกระซิบเรื่องส่วนตัวกับพี่ชายของน้องน่ะสิ เป็นเรื่องที่เด็กอย่างน้องไม่ควรฟัง” เธอตอบกลับไปหน้าตาเฉย
หัวใจของกู้หวยอันกระตุกวูบ แม้จะรู้ว่าไม่ใช่เวลา แต่ใจของเขากลับเต้นรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
หมิงเซิ่งพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ “ผมรู้แล้วล่ะว่าเวลาพวกพี่อยู่กับผมคงคุยกันไม่สะดวก ผมมันก้างขวางคอดีๆ นี่เอง คราวหน้าไม่ต้องพาผมมาก็ได้นะครับ แค่ซื้อของอร่อยมาฝากก็พอ แต่อย่าใช้ปิ่นโตอันนี้นะ เสี่ยวหรูอี้บอกว่ารสชาติมันเพี้ยนไปหน่อย”
ให้ตายเถอะ วนกลับมาเรื่องเดิมจนได้
หากต้องเผชิญหน้ากับคนชั่ว ซ่งอวี้หน่วนคงไม่ปวดหัวเท่านี้ แค่ซัดไปไม่กี่หมัดก็สิ้นเรื่อง แต่กับสถานการณ์แบบนี้ เธอกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจัดการอย่างไรดี จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ไม่ได้เสียแล้ว ในเมื่อรู้ความจริงแล้ว จะให้เธอใช้ปิ่นโตใบนี้ใส่ขนมกลับไปให้คนที่บ้านกินได้อย่างไร ต่อให้ขนมจะอร่อยแค่ไหนก็ตาม
แน่นอนว่าคนช่างสังเกตอย่างกู้หวยอันย่อมมองสถานการณ์ออก เขาสังเกตเห็นหมิงเซิ่งพูดคุยคนเดียวอยู่หลายครั้งแล้ว
“พวกเธอรออยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวผมไปเรียกพนักงานให้เขาเตรียมชุดใหม่ให้” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ
ของในปิ่นโตใบนี้คงกินไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
[จบบท]