บทที่ 496: สามขีดขวางหนึ่งขีดตั้ง
ตอนแรกประธานหวังยังมั่นใจอยู่เต็มอก แต่พอได้ยินน้ำเสียงของซ่งอวี้หน่วนเข้า ความมั่นใจนั้นก็พลันสั่นคลอน
เขาจะเชิญเธอมาได้สำเร็จจริงๆ น่ะหรือ
แผนการที่เขากับลูกชายวางเอาไว้มันดูดีไปหมด จนถึงขั้นจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าไปแล้วด้วยซ้ำ โดยไม่เคยเผื่อใจไว้เลยว่าซ่งอวี้หน่วนอาจจะปฏิเสธ
ชะล่าใจเกินไปจริงๆ แต่สถานการณ์ตอนนี้มันเหมือนการขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้ เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมการไว้หมดแล้ว หากต้องล้มเลิก เงินที่จ่ายไปก็สูญเปล่า คิดยังไงก็ทำใจไม่ได้
ประธานหวังพยายามรวบรวมสติแล้วพูดกรอกหูโทรศัพท์ไปว่า “นี่ไม่ใช่เรือสำราญธรรมดาทั่วไปนะครับ แต่เป็นเรือสำราญลำใหญ่สุดหรูที่สามารถล่องออกไปถึงน่านน้ำสากลได้เลย ที่นั่นเราจะได้เห็นฝูงปลาโลมา ถ้าโชคดีอาจจะได้เจอนางเงือกด้วยซ้ำ”
ซ่งอวี้หน่วนสวนกลับ “คุณปู่พูดหว่านล้อมให้ฉันไปลงเรือแบบนี้ ฟังดูไม่น่าไว้ใจเลยนะคะ อย่าว่าแต่เรือสำราญสุดหรูเลย ต่อให้เป็นยานอวกาศ ฉันก็ต้องขอคิดดูก่อนอยู่ดี”
คำพูดของเธอทำให้ประธานหวังโกรธจนหน้าเขียว
“หนูคิดมากไปแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่อย่างฉันก็แค่หวังดี อีกอย่างก็ไม่ได้ชวนเธอแค่คนเดียว ยังมีคุณหนูจากตระกูลดังๆ อีกหลายคนที่จะไปเที่ยวด้วยกัน เธอคงไม่เคยเห็นเรือสำราญแบบนั้น มันใหญ่โตมโหฬารมาก บนนั้นมีครบทุกอย่างทั้งของกิน ของดื่ม แล้วก็ความบันเทิง”
ซ่งอวี้หน่วนขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับเขาอีกต่อไป จึงพูดตัดบทว่า “ฉันให้เวลาคุณ 3 วัน ไม่ว่าเฮ่ออวิ๋นเฟยจะตายหรือเป็น คุณต้องมีคำอธิบายมาให้ได้ ประธานหวังคะ เลิกทำอะไรที่มันไร้สาระได้แล้ว แล้วก็เลิกคิดที่จะเอาชีวิตฉันไปทิ้งกลางทะเลได้เลย มีซินแสเคยทำนายดวงชะตาให้ฉันแล้วว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างน้อยถึง 100 ปี”
“เพราะฉะนั้นเลิกคิดฟุ้งซ่านซะเถอะค่ะ อย่ามายุ่งกับฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะอารมณ์ไม่ดี แล้วพอฉันอารมณ์ไม่ดี ฉันก็ชอบทุบทำลายข้าวของ กระจกที่บ้านคุณผู้เฒ่าก็เพิ่งจะเปลี่ยนใหม่นี่คะ ถึงคุณจะร่ำรวย แต่การต้องมานั่งเปลี่ยนกระจกอยู่ทุกวันมันก็น่ารำคาญใช่ไหมล่ะคะ”
ใบหน้าของประธานหวังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ เขาโพล่งออกมาอย่างลืมตัว “แสดงว่ากระจกบ้านฉันเป็นฝีมือเธอจริงๆ สินะ”
“เรื่องแค่นี้ยังต้องสงสัยอีกเหรอคะ คุณก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจแล้วไม่ใช่เหรอ” ซ่งอวี้หน่วนตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
ประธานหวังกำหูโทรศัพท์ไว้แน่น เขาคิดอย่างเดือดดาลอยู่ในใจว่าถึงจะพอเดาได้ แต่มันก็เป็นแค่การคาดเดาที่ยังไม่ได้รับการยืนยันไม่ใช่หรือไง แต่สุดท้ายคนที่ทุบมันจนแตกก็คือซ่งอวี้หน่วนจริงๆ
ยัยเด็กนี่หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ
ตอนนั้นเขายังไม่ได้คิดจะลงมือทำอะไรเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมต้องมาพังกระจกบ้านเขาด้วย
แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกเย็นเยียบก็แล่นวาบขึ้นมาในใจ เขาประมาทเกินไปแล้ว มั่นใจในตัวเองมากเกินไปจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “ขอแนะนำอะไรสักอย่างนะคะ เลิกคิดทำอะไรที่ไม่เข้าท่าได้แล้ว อย่าจัดงานเลี้ยงบนเรือบ้าๆ นั่นเลย อย่าดึงคนบริสุทธิ์ให้ต้องมาซวยไปด้วย ไม่อย่างนั้นผลร้ายจะย้อนกลับไปหาตัวเอง ถึงตอนนั้น ‘สามขีดขวางหนึ่งขีดตั้ง’ ก็คงจะเอาไว้ไม่อยู่แล้วล่ะค่ะ”
ประธานหวังนิ่งเงียบไป
สามขีดขวางหนึ่งขีดตั้งงั้นเหรอ
มันหมายความว่าอะไรกัน
อ๊าาา โกรธจนแทบคลั่ง!
ฝ่ายซ่งอวี้หน่วนเมื่อพูดจบก็วางหูโทรศัพท์ทันที
แม้ใจหนึ่งจะอยากไปล่องเรือเที่ยวทะเลอยู่บ้าง แต่ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้วที่เธอจะต้องเดินทางกลับบ้าน
ตอนนี้เซี่ยโป๋เหวินได้เดินทางไปที่บ้านของซ่างกวนเหิงมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่พบแท่นฝนหมึกเก้ามังกรที่ตามหา
ไม่รู้ว่าจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนี้ไม่อยากจะทำผิดซ้ำสอง หรือว่าหาของไม่เจอจริงๆ กันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือซ่างกวนเหิงมีท่าทีสงบเสงี่ยมลงไปมาก
พอได้เจอหน้าเซี่ยซินตง เขาก็แสดงออกทั้งความเสียใจและการประจบประแจงอย่างออกนอกหน้า
แน่นอนว่าความเสียใจของเขาไม่ได้เกิดจากการสำนึกผิดในความโหดร้ายของตัวเอง แต่เป็นความเสียใจที่ว่าทำไมวันนั้นถึงไม่ฆ่าอีกฝ่ายให้ตายไปซะ
ส่วนท่าทีประจบประแจงนั้นเป็นเพราะรู้ดีว่าชีวิตในวัยชราของตัวเองตกอยู่ในกำมือของเซี่ยซินตงแล้ว
ความรู้สึกที่เหมือนโชคชะตาถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลานี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดี แต่เซี่ยซินตงกลับต้องทนทุกข์กับความรู้สึกแบบนี้มานานถึง 30 ปีเต็ม
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกว่าตัวเองช่างใจดีเกินไป เหมือนกับน้าเล็กของเธอไม่มีผิด พวกเขาเลือกที่จะใช้คุณธรรมตอบแทนความแค้น
ดูอย่าง 3 ตระกูลนั่นเป็นตัวอย่างสิ แทบจะไม่มีใครได้รับผลกระทบอะไรที่รุนแรงเลยสักนิด
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซ่งอวี้หน่วนจึงเดินไปหาเซี่ยโป๋เหวินแล้วบอกว่า “คุณตาคะ โทรหาซ่างกวนเหิงแล้วบอกเขาว่าหนูจะไปเยี่ยมที่บ้านค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม “มีธุระอะไรรึเปล่า”
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบตามองเซี่ยโป๋เหวิน “ไม่มีธุระแล้วจะไปเยี่ยมเยียนไม่ได้หรือไงคะ”
เซี่ยโป๋เหวิน “...”
ดูท่าทางหลานสาวคนนี้จะอารมณ์ไม่ดี
ใครกันนะที่ไปทำให้เธอขุ่นเคืองใจได้
คนในคณะนาฏศิลป์คณะที่หนึ่งต่างก็เอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวคนเล็ก เธอทั้งปากหวาน รู้จักเอาใจใส่ แถมยังมีความสามารถรอบด้าน เวลาพาพวกพี่ๆ สาวๆ ไปเดินซื้อของ ก็ช่วยเลือกเสื้อผ้าแล้วยังต่อราคาเก่งอีกต่างหาก คนที่จะไม่ชอบเธอน่ะมีน้อยเต็มที
ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นคนใหญ่คนโตหรือคนหนุ่มคนสาวในตระกูล
เอาแค่ตัวเขาเอง เซี่ยโป๋เหวินพูดกับตัวเองตามสัตย์จริงว่าเขาไม่มีวันคิดสั้นไปหาเรื่องเสี่ยวหน่วนอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอยังใช้บริษัทลงทุนเพื่อผูกมัดเซี่ยจื้อเอาไว้กับตัวอีกด้วย ซึ่งไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เรื่องนี้ก็นับเป็นผลดีอย่างมหาศาลต่อตัวเซี่ยจื้อเอง
เซี่ยจื้อในตอนนี้ดูเป็นผู้เป็นคนและเติบโตขึ้นมาก เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากเสี่ยวหน่วน แม้ในอนาคตเสี่ยวหน่วนอาจไม่ต้องการใช้งานเขาอีกแล้ว แต่ความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาจะไม่มีวันสูญหายไปไหน กลับจะกลายเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนชีวิตเขาไปได้ตลอด
ที่สำคัญคือ แม้บริษัทลงทุนจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับปักกิ่ง แต่หลังจากที่เสี่ยวหน่วนเข้ามาจับธุรกิจนี้ บริษัททุกแห่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของเธอก็ล้วนได้รับการจับตามองจากเบื้องบนเป็นพิเศษ
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่สำหรับคนอย่างเสี่ยวหน่วนแล้ว เธอคู่ควรที่จะได้รับมัน
ยกตัวอย่างเช่นโรงงานผลิตสื่อศิลปะที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งตอนนี้กำลังเดินหน้าผลิตแอนิเมชันอย่างเต็มกำลัง เงินทุนไหลมาเทมา บุคลากรก็จัดหามาพร้อมหน้า ผู้อำนวยการโรงงานคนเก่าถึงกับประกาศอย่างมั่นใจว่าผลงานชิ้นแรกจะได้ฤกษ์ฉายให้เด็กๆ ได้ชมกันในช่วงวันปีใหม่ของปี 1982 ที่จะถึงนี้
แต่เซี่ยโป๋เหวินกลับรู้สึกว่าไม่ใช่แค่เด็กๆ เท่านั้นหรอกที่อยากดู ผู้ใหญ่เองก็คงตั้งตารอไม่ต่างกัน ตอนที่อ่านจากหน้ากระดาษเป็นเพียงจินตนาการ แต่หากมันถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวได้จริงๆ คงจะวิเศษน่าดู
เมื่อมีผู้สนับสนุนมากมายขนาดนี้ แม้จะมีเสียงคัดค้านอยู่บ้าง แต่ก็ถูกพลังของคนส่วนใหญ่กลบจนเงียบหายไป เพราะอย่างไรเสียเสียงข้างน้อยก็ต้องยอมทำตามเสียงข้างมาก
แล้วทำไมเสี่ยวหน่วนถึงยังดูไม่มีความสุขอยู่อีกล่ะ
หรือจะเป็นเพราะเรื่องกู้หวยอัน
คงเป็นไปไม่ได้ ถึงช่วงนี้กู้หวยอันจะงานยุ่งจนหัวหมุน แต่เขาก็ไม่มีวันหาเรื่องให้ซ่งอวี้หน่วนขุ่นใจแน่นอน ใครๆ ก็ดูออกว่าเขาคิดอย่างไรกับเธอ
หลังจากครุ่นคิดวกวนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเซี่ยโป๋เหวินก็ตัดสินใจตอบตกลงไป เพราะไม่ว่าเสี่ยวหน่วนจะต้องการให้เขาทำอะไร เขาก็พร้อมจะทำตามเสมอ
ดังนั้น เขาจึงต่อสายโทรศัพท์ไปหาซ่างกวนเหิงตามที่เธอขอ โดยไม่ได้เอ่ยถามถึงเหตุผลแม้แต่คำเดียว
ทันทีที่ซ่างกวนเหิงรับโทรศัพท์ ความรู้สึกไม่ดีก็แล่นปราดเข้าสู่หัวใจ
ยัยตัวแสบนั่นนึกถึงเขาขึ้นมาอีกจนได้ หรือว่าสองคนนั้นไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นเค้าลางของความเป็นไปได้
ในเมื่อซ่งอวี้หน่วนเป็นคนป้อนยาพิษนั่นกับมือ ชีวิตของเขาก็ตกอยู่ในกำมือของเธอโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าเธอจะวางแผนอะไรอยู่ อย่างน้อยตอนนี้เธอก็คงยังไม่ลงมือกับเขาทันที
เขาไม่ได้คิดว่าเธอจะใจดีปล่อยเขาไป แต่เป็นเพราะนิสัยของเด็กคนนั้นที่ชอบการเชือดนิ่มๆ ค่อยๆ ทรมานเหยื่อให้ตายอย่างช้าๆ มันถึงจะสาแก่ใจ
แม้จะชิงชังความรู้สึกนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันทำให้เขามีเวลาพอที่จะหายใจหายคออยู่บ้าง และเขาก็จะใช้ช่วงเวลานี้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อหาหมอเก่งๆ มาช่วยหาวิธีแก้พิษให้ได้
จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่แน่ใจว่ายาที่เซี่ยซินตงให้มานั้นเป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่ เพราะถึงอย่างไรเขาก็กินยาถอนพิษเข้าไปแล้ว แต่เมื่อพิจารณาจากความเหี้ยมโหดของเซี่ยซินตงและซ่งอวี้หน่วนแล้ว พวกนั้นไม่มีทางใจดีให้เขากินแค่วิตามินแน่ๆ
เซี่ยซินตงคงไม่ได้โกหก และซ่งอวี้หน่วนก็คงไม่ลงทุนลงแรงขนาดนั้นเพียงเพื่อให้เขากินยาบำรุงร่างกายเล่นๆ
ดังนั้น เขาจึงต้องใช้เวลาอันมีค่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดั่งคำที่ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ไม่แน่ว่าที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้อาจจะมีคนที่สามารถช่วยเขาได้
ด้วยเหตุนี้ ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาจึงพยายามทำตัวให้เงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตของซ่งอวี้หน่วน แม้กระทั่งกับเซี่ยโป๋เหวิน เขาก็ยังต้องแสดงท่าทีนอบน้อมถ่อมตน
ซ่างกวนเหิงรวบรวมสติ ตอบรับคำเชิญของเซี่ยโป๋เหวินด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่าจะให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ จากนั้นเมื่อวางสาย เขาก็รีบโทรศัพท์หาจงต้าเฉียวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวทันที
[จบบท]