บทที่ 501: จะฆ่าจะแกงก็ว่ามาให้สิ้นเรื่อง
ซ่งอวี้หน่วนนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ แม้จะไม่ได้ยกขาขึ้นไขว่ห้าง แต่ทุกอิริยาบถกลับฉายแววผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด
สวนทางกับซ่างกวนเหิงที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างโต๊ะกาแฟ ในมือของเขากำกระดาษแผ่นเล็กๆ นั้นไว้แน่น ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองซ่งอวี้หน่วนอย่างตื่นตระหนก
ข้อความที่หญิงสาวสาธยายไว้ในกระดาษ คือรายละเอียดของกล่องไม้จันทน์แดงซึ่งบรรจุแท่นฝนหมึกเก้ามังกรล้ำค่า ที่เขาเพิ่งนำกลับไปเก็บไว้ในตู้เซฟเมื่อเช้านี้เอง
เป็นไปได้อย่างไร… ซ่งอวี้หน่วนเห็นมันได้อย่างไร ราวกับว่าเธอเห็นด้วยตาของตัวเอง หรือว่าในตอนนั้นเธอยืนอยู่ข้างหลังเขาอย่างนั้นหรือ
หรือว่ามีคนของเธอแฝงตัวอยู่ใกล้ๆ
ไม่สิ มันเป็นไปไม่ได้ ในห้องหนังสือตอนนั้นมีเพียงเขาอยู่ลำพัง เขาแน่ใจว่าไม่มีใครอื่นอีกทั้งยังลงกลอนประตูจากด้านในด้วยตัวเอง
ซ่างกวนเหิงรู้สึกราวกับมีใครมากวนสมองจนขุ่นคลั่ก แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจรู้ ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นจากปลายเท้าขึ้นสู่ศีรษะ ขนทั่วร่างกายลุกชัน ใบหน้าที่เคยดูแลเป็นอย่างดีบัดนี้กลับซีดเผือดราวกับกระดาษ
ซ่งอวี้หน่วนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “ประธานซ่างกวนคะ ฉันรู้ว่าของอยู่ที่ไหน ถ้าคุณยกไม่ไหว ฉันช่วยยกให้ก็ได้นะคะ แต่ก็นะ… คุณก็รู้ว่าฉันมือหนัก ถ้าเผลอทำอะไรเสียหายไปบ้าง ก็อย่าว่ากันแล้วกัน!”
นี่คือการข่มขู่กันซึ่งๆ หน้า!
ซ่างกวนเหิงพยายามอย่างยิ่งที่จะระงับอารมณ์ แม้จะเคยเผชิญกับเล่ห์เหลี่ยมของเธอมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งก็หนักหน่วงราวกับถูกอสนีบาตฟาดลงกลางใจ
จะให้สงบสติอารมณ์ได้อย่างไร ในเมื่อสถานการณ์มันบีบคั้นถึงเพียงนี้
ชายชราจ้องมองซ่งอวี้หน่วนเขม็ง ทว่ากลับต้องชะงักงันเมื่อสบเข้ากับสายตาของหญิงสาวที่คมปลาบดุจหมาป่าซึ่งซุ่มอยู่ในเงามืด เขารู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างจับใจ
ซ่างกวนเหิงถึงกับหายใจสะดุด เขามั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าหากปฏิเสธ ซ่งอวี้หน่วนคงกล้าพอที่จะรื้อค้นทำลายห้องหนังสือและบ้านทั้งหลังของเขาแน่
หากเรื่องราวดำเนินไปถึงจุดนั้น เขาควรจะแจ้งตำรวจดีไหม เขามีความกล้าพอหรือเปล่า หรือว่ายังไม่ทันจะได้ยกหูโทรศัพท์ ก็คงถูกเธอจัดการไปเสียก่อนแล้ว
จินฮุ่ยหนิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เตรียมจะขยับเข้ามาไกล่เกลี่ย แต่กลับต้องหยุดชะงักเมื่อถูกสามีหันมาตวัดสายตาปรามอย่างเกรี้ยวกราด เธอจึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่กล้าขยับเข้าไปอีก
ในกระดาษแผ่นนั้นมีข้อความใดซ่อนอยู่กันแน่ แต่ไม่ว่าเนื้อหาจะเป็นเช่นไร ย่อมต้องเป็นของสำคัญล้ำค่าอย่างไม่ต้องสงสัย และตอนนี้ ของชิ้นนั้นกำลังจะตกไปอยู่ในมือของซ่งอวี้หน่วน
แววตาของจินฮุ่ยหนิงไหวระริก ก่อนจะรีบหาทางออก “เอ่อ… เรื่องนี้เราพักไว้ก่อนดีไหมคะ อาหารเย็นเตรียมเรียบร้อยแล้ว เราไปที่ห้องอาหารกันก่อนดีกว่าค่ะ”
ซ่างกวนเหิงเห็นด้วยว่านี่เป็นข้อเสนอที่ไม่เลว เขาพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แล้วหันไปเจรจากับซ่งอวี้หน่วน “เราไปกินข้าวก่อนเถอะนะ พออิ่มแล้วค่อยมาว่ากันเรื่องนี้ต่อ ดีไหม?”
ซ่งอวี้หน่วนส่ายหน้าทันควัน “ไม่ดีค่ะ อาหารบ้านคุณอาจจะใส่น้ำลายลงไปก็ได้ ใครจะกล้ากิน”
ใบหน้าของซ่างกวนเหิงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “พูดจาเหลวไหลอะไร ไม่ว่าอย่างไรเธอก็คือแขกของเรา เราจะทำเรื่องน่ารังเกียจแบบนั้นได้อย่างไร”
ซ่งอวี้หน่วนเผยรอยยิ้มบางเบา “ต่อให้สะอาด ฉันก็ไม่กินหรอกค่ะ พี่หวยอันบอกว่าเดี๋ยวจะพาไปกินของอร่อย ประธานซ่างกวน อย่ามัวถ่วงเวลาอยู่เลยค่ะ รีบนำของที่น้าเล็กของฉันฝากไว้ออกมาได้แล้ว ฉันกับคุณตาจะได้เดินทางกลับ”
ของฝากอย่างนั้นหรือ ของชิ้นนั้นเป็นของเธอจริงหรือไม่ เจ้าตัวก็น่าจะรู้แก่ใจดีอยู่แล้ว ซ่างกวนเหิงจ้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยความเดือดดาลในอก
เขาอยากจะตะโกนถามออกไปเหลือเกินว่าเธอต้องการจะบีบคั้นกันไปถึงไหน หมาจนตรอกหรือกระต่ายจนมุมมันยังสู้คน ถ้าบีบให้จนมุมจริงๆ ล่ะก็ ผมก็จะสู้ตายไปข้างหนึ่ง ถึงเวลานั้นค่อยมาดูกันว่าใครกันแน่ที่จะเสียหายมากกว่ากัน
อย่างไรเสียเขาก็แก่ปูนนี้แล้ว ส่วนชีวิตของเธอยังอีกยาวไกล ซ่างกวนเหิงอยากจะเอ่ยคำขู่นี้ออกไปใจจะขาด เขาต้องทำตัวให้เข้มแข็งกว่านี้ การที่ต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้เธอข่มเหงอยู่ร่ำไปเช่นนี้ ชีวิตคงหาความสงบสุขไม่ได้อีกแล้ว จะฆ่าจะแกงก็ว่ามาให้สิ้นเรื่อง!
วันก่อนก็ยาหนึ่งเม็ด วันนี้มาทวงของอีกชิ้นหนึ่ง วันหน้าอาจจะมาไถเงินอีกก็ได้ มันจะไม่มีวันจบสิ้นใช่ไหม ซ่งอวี้หน่วน เธอไม่เคยได้ยินหรือไรว่าการกระทำใดๆ ก็ควรเหลือที่ว่างให้ผู้อื่นได้ยืนบ้าง เผื่อว่าวันหน้าจะได้หวนกลับมาพบเจอกันอีก
แต่คำพูดทั้งหมดนั้นกลับถูกกลืนหายลงไปในลำคอ เขาไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้เลย
ซ่างกวนเหิงหันไปทางจินฮุ่ยหนิงผู้เป็นภรรยาแล้วเอ่ยปาก “แขกของเราจะไม่ทานอาหารที่นี่แล้ว เธอไปสั่งครัวให้เตรียมการใหม่ก็แล้วกัน”
จินฮุ่ยหนิงรู้ดีว่านี่คือคำสั่งไล่ทางอ้อม
ชั่วขณะหนึ่งในใจของเธอก็พลันเกิดคำถามขึ้นมา ว่าข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นเขียนว่าอะไรกันแน่
สายตาของเธอจับจ้องไปยังซ่งอวี้หน่วนอย่างครุ่นคิด ทำไมเธอถึงรู้สึกเหมือนจนปัญญาเช่นนี้ ทั้งที่เป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้น ต่อให้จะเก่งกาจมาจากไหนก็ยังเป็นแค่เด็กสาว การที่เหล่าผู้ใหญ่เจ้าเล่ห์มากมายจะรับมือกับเธอสักคน มันไม่น่าจะใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
จินฮุ่ยหนิงตัดสินใจแล้วว่าหลังจากแขกกลับไป เธอจะต้องคุยกับสามีให้รู้เรื่อง ในชีวิตนี้ไม่มีอะไรน่ารำคาญใจเท่าการถูกข่มขู่ และคนที่ชอบใช้วิธีนี้กับคนอื่นก็มักจะไม่มีจุดจบที่ดี
เธอปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วหันไปพูดกับแขกอย่างสุภาพ “งั้นพวกคุณคุยกันไปก่อนนะคะ ฉันขอตัวไปที่ห้องครัวสักครู่”
ซ่างกวนซินซินเองก็รู้สถานการณ์ดีจึงลุกขึ้นยืน เตรียมจะขอตัวออกไปเช่นกัน แต่สายตาของเธอก็เหลือบมองไปทางบิดาเพื่อรอคำอนุญาต
ซ่างกวนเหิงโบกมือไล่ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจกะทันหัน “เดี๋ยวพ่อไปเอง เธออยู่ที่นี่คุยเป็นเพื่อนแขกไปก่อน” จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับซ่งอวี้หน่วนด้วยน้ำเสียงเจือความแค้น
“รออยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันจะไปเอาของมาให้”
เมื่อซ่างกวนเหิงเดินลับออกจากห้องนั่งเล่นไปแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงหันไปพูดกับเซี่ยโป๋เหวิน “คุณตาคะ ไม่ว่าจะยังไง ที่นี่ก็เหมือนบ้านญาติของคุณตา เป็นบ้านลุงแท้ๆ ของลูกๆ คุณตานะคะ เขาว่ากันว่าญาติฝั่งแม่น่ะสำคัญที่สุด ไม่ใช่คนนอกซะหน่อย เดินเล่นตามสบายเถอะค่ะ”
เซี่ยโป๋เหวินนิ่งเงียบไป
หากเป็นเมื่อก่อนก็คงใช่ แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลได้กลายเป็นศัตรูไปแล้ว
คำพูดของเสี่ยวหน่วนแต่ละคำช่างเสียดแทงและบาดลึกในใจ แต่เขากลับไม่อาจโต้แย้งได้ เพราะทุกอย่างที่เธอพูดคือความจริง สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือรับฟังอย่างเงียบๆ
ทว่าเขาก็พอจะเดาได้ว่าหลานสาวคงมีเรื่องอยากจะพูดกับเด็กผู้หญิงคนนั้นตามลำพัง เซี่ยโป๋เหวินจึงพยักหน้าพลางตอบรับ “ตาจะไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก เดี๋ยวกลับมา”
เมื่อภายในห้องนั่งเล่นอันกว้างขวางเหลือเพียงซ่งอวี้หน่วนกับซ่างกวนซินซิน บรรยากาศก็พลันเงียบสงัดลง
ซ่งอวี้หน่วนเอนหลังพิงโซฟา ยกขาขึ้นไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ เธอไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ และไม่มีทีท่าว่าจะชวนอีกฝ่ายสนทนา
ในทางกลับกัน ซ่างกวนซินซินกลับนั่งไม่ติด เธอนั่งลงข้างๆ ซ่งอวี้หน่วนด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน มือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เผยให้เห็นความตึงเครียดอย่างชัดเจน
ซ่งอวี้หน่วนเพียงปรายตามอง ‘คิดจะทำอะไร หรือมีอะไรอยากจะพูดกับฉันงั้นเหรอ’
ซ่างกวนซินซินลังเลอยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะเธอไม่รู้ว่าพ่อจะกลับมาเมื่อไหร่ หากต้องการจะคุยกับซ่งอวี้หน่วนก็มีเพียงโอกาสนี้เท่านั้น
“คุณหนูซ่งคะ” เธอตัดสินใจพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “มามี้ของฉันถูกพวกเขาฆ่า ฉันอยากแก้แค้น ฉันรู้ว่าคุณก็ต้องการแก้แค้นให้น้าของคุณเหมือนกัน ให้ฉันเป็นสายให้คุณนะคะ ไม่ว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรฉันจะรีบรายงานคุณทันที หรือถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ ขอแค่คุณบอกมาเลยค่ะ”
น้ำเสียงของเธอสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังพูดจาติดขัด แต่ความหมายที่ต้องการจะสื่อกลับชัดเจนและหนักแน่น ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าการตัดสินใจพูดเรื่องนี้ออกมาต้องใช้ความกล้าหาญและต้องเสี่ยงอันตรายมากเพียงใด
ซ่งอวี้หน่วนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ‘นี่คิดจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือแก้แค้น หรือเป็นแผนซ้อนแผนของซ่างกวนเหิงกันแน่’
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว
“ซ่างกวนเหิงทำลายชีวิตน้าเล็กของฉันทั้งชีวิต ความแค้นนี้ต้องชำระด้วยเลือด ฉันตั้งใจจะทำให้ตระกูลของเขาล่มสลาย ให้เขาต้องตายอย่างน่าอนาถ เธอแน่ใจเหรอว่าจะรับไหว ต่อให้เขาจะเลวร้ายแค่ไหน เขาก็เป็นพ่อบังเกิดเกล้าของเธอนะ”
คนเรามักมีจุดอ่อนตรงนี้ พอไม่เคยได้รับความใส่ใจจากครอบครัว แต่เมื่อไหร่ที่คนในบ้านหยิบยื่นเศษเสี้ยวของความเมตตาให้ ก็พร้อมจะลืมความเจ็บช้ำที่เคยได้รับมาทั้งหมด
[จบบท]