บทที่ 502: เดิมพันที่ต้องจ่ายเพิ่ม
ใบหน้าของซ่างกวนซินซินขาวซีดราวกับกระดาษ ดวงตาจับจ้องไปยังบานประตูด้วยความหวาดหวั่น
“แม่ของฉัน… ท่านถูกเขากับจินฮุ่ยหนิงลอบวางยาพิษจนเสียชีวิต… สินเดิมของท่านกับสมบัติที่คุณยายมอบให้ ทั้งหมดตกอยู่ในมือของซ่างกวนเหิง แม่ของฉันท่านเป็นคนจิตใจอ่อนโยน จึงหลงเชื่อคำพูดของเขา แต่พอจินฮุ่ยหนิงจะแต่งเข้ามาเป็นภรรยาเอกเพียงคนเดียว แม่จึงยื่นคำขาดว่า หากยอมคืนสมบัติทั้งหมดให้ ท่านจะพาฉันไปจากตระกูลซ่างกวน แต่สุดท้าย…”
“เขากลับมาแล้ว” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขัดขึ้นเรียบๆ
เสียงของเธอสอดประสานเข้ากับเสียงของเซี่ยโป๋เหวินที่ดังมาจากด้านนอกพอดี “…แกคอยดูเถอะ ฉันจะกลับมาคิดบัญชีแค้นนี้กับแกแน่”
เพียงเท่านั้น ซ่างกวนซินซินก็ถึงกับกลั้นหายใจด้วยความกลัว
ซ่งอวี้หน่วนขยับตัวเล็กน้อย เอนกายพิงโซฟาในท่วงท่าสบายๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าเมื่อซ่างกวนเหิงก้าวเข้ามาในห้อง
ความงามของซ่งอวี้หน่วนนั้นโดดเด่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามแย้มยิ้มจึงยิ่งชวนมองมากขึ้นไปอีก ทว่ารอยยิ้มนั้นในสายตาของซ่างกวนเหิงกลับน่ารังเกียจจนเขาอยากจะบดขยี้ศีรษะเล็กๆ นั่นให้แหลกคามือ
มือของเขาบีบกล่องไม้จันทน์แดงในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ซ่งอวี้หน่วนสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา หากมีโอกาส ชายคนนี้คงไม่ลังเลที่จะบีบคอเธอ หรืออาจจะทำถึงขั้นบดกระดูกให้เป็นผุยผง
ดวงตาคู่สวยเหลือบมองเซี่ยโป๋เหวินที่เดินตามเข้ามาอย่างมีเลศนัย ชายชราผู้นี้ดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด สมแล้วที่เป็นคนเจ้าเล่ห์และปรับตัวเก่ง เขาสามารถตีความคำพูดสองแง่สองง่ามของเธอได้อย่างแตกฉาน ถึงกับยอมออกไปดูต้นทางให้
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าของในกล่องเป็นของจริง แต่เธอก็ยังแสร้งทำเป็นไม่ไว้ใจ แล้วยื่นกล่องให้เซี่ยโป๋เหวิน “คุณตาเซี่ยคะ หนูยังอ่อนประสบการณ์นัก รบกวนคุณตาช่วยดูให้หน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวจะโดนประธานซ่างกวนเล่นกลสลับสับเปลี่ยนเอาได้”
คำพูดนั้นแทงใจซ่างกวนเหิงจนรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังหลั่งเลือด เขาสะบัดสายตาไปทางซ่างกวนซินซินที่ยืนตัวแข็งทื่อ ก่อนจะโบกมือไล่ให้เธอออกไปให้พ้นหน้า
เมื่ออยู่กันตามลำพัง เขาก็เลิกเสแสร้ง จ้องซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาอาฆาตแค้น “เด็กเมื่อวานซืน รู้จักพอได้แล้ว ของล้ำค่าขนาดนี้จะปลอมแปลงกันได้ง่ายๆ หรือไง”
“ดูเหมือนท่านจะยังมองโลกแคบไปหน่อยนะคะ” ซ่งอวี้หน่วนแค่นหัวเราะ
“เคยได้ยินชื่อเสียงของเหล่าเอ้อร์ฮาไหมคะ ฝีมือการทำของเลียนแบบของเขาน่ะเรียกได้ว่าถึงขั้นสุดยอด จนคนทั่วไปไม่มีทางแยกออก”
ซ่างกวนเหิงถึงกับนิ่งไป “เหล่าเอ้อร์ฮา… เขายังไม่ตายอีกรึ”
“แน่นอนค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนตอบด้วยน้ำเสียงเจือความภาคภูมิใจ “ฉันเป็นคนตามหาเขาจนพบ แล้วมอบตัวเขาให้ทางการ ตอนนี้เขากำลังใช้ความสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติอยู่”
ซ่างกวนเหิง “..”
เด็กคนนี้มันร้ายกาจจริงๆ!
ขณะเดียวกัน เซี่ยโป๋เหวินก็ได้เปิดกล่องไม้จันทน์แดงออก เผยให้เห็นจานฝนหมึกลายเก้ามังกรที่อยู่ภายใน แม้ในยามที่ไร้ซึ่งน้ำหมึก ความงามของมันก็ยังคงปรากฏเด่นชัด แต่เมื่อใดที่ได้เติมน้ำหมึก ภาพมังกรทั้งเก้าที่แหวกว่ายอยู่ในม่านหมอกก็จะปรากฏขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
น่าทึ่งในภูมิปัญญาของคนโบราณเสียจริง สิ่งประดิษฐ์หลายอย่าง แม้แต่คนยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำหรือเป็นอัจฉริยะ ก็ยังมิอาจเทียบเทียมได้ อย่างเช่นผลงานของหลี่ไป๋ จะมีกวียุคปัจจุบันคนใดบ้างที่สามารถรังสรรค์ผลงานได้เทียบเท่าเทพกวีผู้นั้น
บทกวีสมัยใหม่หลายชิ้นเต็มไปด้วยความรู้สึกหดหู่ ราวกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้ประพันธ์ที่ใช้ผู้อ่านเป็นเพียงถังขยะรองรับอารมณ์ แน่นอนว่าบทกวีที่งดงามก็ยังมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจเทียบรัศมีของผลงานระดับตำนานได้เลย
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซ่งอวี้หน่วนก็หันไปพูดกับซ่างกวนเหิงว่า “พอกลับไปฉันจะให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้ง ถ้าพบว่าเป็นของปลอมล่ะก็ ท่านต้องจ่ายชดใช้เป็นสองเท่า ไม่สิ… ต้องจ่ายเพิ่มพิเศษแบบซูเปอร์เลยนะคะ!”
สีหน้าของซ่างกวนเหิงดำคล้ำมาตลอดอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งบูดบึ้งหนักกว่าเดิม หน้าอกของเขาสะท้อนขึ้นลงตามแรงโทสะ
“เธอรู้ไหมว่าการเป็นคนควรรู้จักเหลือทางถอยไว้บ้าง วันหน้าจะได้พบหน้ากันได้!” เขาชี้หน้าเธอด้วยมือที่สั่นเทา “จะคุกคามกันก็อย่าให้มันมากเกินไป!”
ซ่งอวี้หน่วนยังคงเอนกายพิงโซฟาอย่างสบายอารมณ์ มุมปากยกยิ้ม แต่ดวงตากลับเย็นชาไร้แววขบขัน
มือของเซี่ยโป๋เหวินที่กำลังลูบคลำจานฝนหมึกชะงักงัน
ซ่างกวนเหิงเอ๋ยซ่างกวนเหิง ช่างเป็นคนที่โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย ช่างแตกต่างจากเขาที่ยอมศิโรราบให้ซ่งอวี้หน่วนตั้งแต่แรกเริ่ม หากวันนั้นเขาดื้อรั้น ไม่เพียงแต่ครอบครัวจะล่มสลาย แม้แต่ตัวเขาเองก็คงถูกเด็กสาวคนนี้ส่งเข้าไปนอนในคุกเป็นแน่
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “คุณนี่พูดจาตลกดีนะคะ ที่บอกว่าทำอะไรให้เหลือทางถอยไว้บ้าง วันหน้าจะได้กลับมาพบเจอกันอีก ก่อนจะว่าคนอื่น ทำไมไม่ย้อนดูการกระทำของตัวเองเสียก่อนล่ะคะ ถ้าคุณเข้าใจในสิ่งที่พูดจริงๆ ฉันซ่งอวี้หน่วนจะมีโอกาสได้มานั่งบนโซฟาในบ้านของคุณอย่างนี้เหรอคะ”
“ลองทบทวนดูให้ดีเถอะค่ะ คุณควรจะเชื่อว่าฟ้าดินมีตา และที่สำคัญกว่านั้นคือต้องเชื่อว่ากรรมไม่ได้ไม่สนอง แค่เวลาของมันยังมาไม่ถึง”
“อีกอย่าง ถึงจะไม่มีฉัน ก็ต้องมีคนอื่นเข้ามาจัดการคุณอยู่ดี”
“แล้วก็เลิกมองฉันด้วยสายตาเหมือนอยากจะฉีกร่างฉันเป็นชิ้นๆ ได้แล้ว อย่าว่าแต่คุณไม่มีปัญญาฆ่าฉันเลย ต่อให้คุณทำได้จริงๆ น้าเล็กของฉันก็ไม่มีวันปล่อยคุณไปแน่”
“เขาจะทำให้คุณตายอย่างทรมานแสนสาหัส แล้วก็จะบังคับให้คุณทนดู…ลูกหลานของคุณสิ้นใจไปทีละคน ทีละคน ต่อหน้าต่อตาคุณเอง”
“พอได้แล้ว! อย่าพูดอีก!” ซ่างกวนเหิงใช้มือกุมหน้าอกพลางตะคอกลั่น
“ซ่งอวี้หน่วน! บอกมาให้ชัดๆ เลยว่าเธอต้องการจะทำถึงขั้นไหน ต้องให้ฉันทำยังไง เธอถึงจะยอมปล่อยฉันไป!”
เซี่ยโป๋เหวินหยุดการตรวจสอบ เขาสัมผัสได้ว่าเรื่องราวที่เด็กสาวเล่ามานั้นคือความจริงทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น หลานสาวของเขายังยืนยันแล้วว่าหากเป็นเรื่องโกหก บทลงโทษจะเพิ่มเป็นเท่าตัว
ภาพที่เห็นทำให้ชายชราตกตะลึง ในแววตาของซ่างกวนเหิงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดผวาอย่างปิดไม่มิด
หากซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่เด็กสาวที่อายุยังน้อยนัก ชายชราก็เชื่อว่าซ่างกวนเหิงคงจะทิ้งศักดิ์ศรีคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อร้องขอชีวิตไปแล้ว
คนอำมหิตเลือดเย็นเช่นนี้ เพิ่งจะเคยรู้จักกับความกลัวเป็นครั้งแรกงั้นหรือ
ความรู้สึกสะใจแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของเซี่ยโป๋เหวิน เมื่อได้เห็นภาพนี้ต่อให้ต้องตายในวันพรุ่งนี้ เขาก็จากไปอย่างสงบได้แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ชายชราก็เพิ่มความระมัดระวังขึ้นเป็นทวีคูณ
คำโบราณว่าไว้…กระต่ายจนตรอกยังสู้สุดชีวิต หมาจนตรอกก็พร้อมจะกระโจนข้ามกำแพง ซ่างกวนเหิงผู้นี้ปรารถนาให้หลานสาวของเขาตายมาโดยตลอด เขาจึงกวาดสายตามองไปรอบกายอย่างไม่วางใจ
ทว่าซ่งอวี้หน่วนกลับยังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
เธอบอกกับเซี่ยโป๋เหวินว่า “คุณตาไม่ต้องกังวลค่ะ ประธานซ่างกวนเป็นคนฉลาด ตราบใดที่ยังไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาไม่ส่งมือปืนมาเก็บฉันให้เปลืองกระสุนหรอกค่ะ
เขารู้อยู่แก่ใจว่าฉันเคลื่อนไหวเร็วแค่ไหน และก่อนที่ลูกปืนจะเจาะเข้าร่างฉัน คนจิตใจดีอย่างฉันก็คงจะลากเขามาเป็นโล่กำบังให้ก่อนแล้ว”
บหน้าของซ่างกวนเหิงซีดขาวราวกับกระดาษ
เขาหวนนึกถึงตอนที่อยู่ในห้องหนังสือ เขาลังเลอยู่นาน หยิบหูโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วก็วางลงวนเวียนอยู่หลายรอบ แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าโทรออกไป
เขาตั้งใจจะจ้างมือปืนฝีมือฉกาจ มาเป่าหัวของซ่งอวี้หน่วนให้กระจุยในนัดเดียว ทว่าภาพความเร็วเหนือมนุษย์ของเด็กสาวก็ฉายชัดขึ้นมาในหัว ราวกับภูตพรายที่จับต้องไม่ได้
บางทีเธออาจจะใช้เขาเป็นโล่กำบังกระสุนอย่างที่พูดจริงๆ
ที่สำคัญที่สุดคือประกาศิตของลิ่วเย่ที่ลั่นวาจาไปทั่ววงการแล้วว่าใครก็ตามที่กล้าแตะต้องซ่งอวี้หน่วน ก็เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกับเขา
เพียงประโยคเดียวก็แทบจะการันตีได้ว่าซ่งอวี้หน่วนสามารถเดินเหินในฮ่องกงได้อย่างไร้กังวล
ปัจจุบันนี้ ขั้วอำนาจในฮ่องกงถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือลิ่วเย่ กลุ่มที่สองคือตระกูลอ้าย ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือตระกูลเล็กๆ ที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ เช่น ตระกูลซ่างกวน ตระกูลจง ตระกูลหวัง และตระกูลโจว
ในบรรดาสามกลุ่มนี้ อิทธิพลของลิ่วเย่กำลังพุ่งสูงที่สุด เพราะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเขาได้ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ ไม่เพียงแต่สั่งปิดไนต์คลับหลายแห่ง แต่ยังกวาดล้างและจัดระเบียบแก๊งอันธพาลขนาดเล็กที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว
แม้จะมีคนชิงชังเขา แต่ก็มีผู้คนอีกมากที่ชื่นชมในการกระทำนี้ ไม่ว่าอนาคตของเขาจะเป็นเช่นไร แต่ในตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าต่อกรกับเขา
เดิมทีตระกูลอ้ายและลิ่วเย่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด แต่บัดนี้กลับมีข่าวลือว่าทั้งสองฝ่ายกำลังจับมือเป็นพันธมิตรกัน มีคนเห็นคุณชายใหญ่แห่งตระกูลอ้ายซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจในปัจจุบัน พร้อมด้วยภรรยา เดินทางนำของกำนัลไปมอบให้ลิ่วเย่ถึงภัตตาคารหงเยี่ยน
ว่ากันว่าทั้งสองฝ่ายดื่มกินกันอย่างชื่นมื่น มีเสียงหัวเราะดังออกมาเป็นระยะ แม้จะไม่มีใครล่วงรู้ว่าพวกเขาเจรจาเรื่องใดกัน แต่บรรยากาศโดยรวมก็บ่งบอกถึงความเป็นไปในทิศทางที่ดี
[จบบท]