บทที่ 503: ศึกศักดิ์ศรีของสองผู้เฒ่า
หากเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับตระกูลอ้ายและลิ่วเย่เป็นความจริงแม้เพียงครึ่งเดียว โครงสร้างอำนาจทั้งหมดของฮ่องกงก็คงถึงคราวสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงเกินกว่าที่คนเพียงคนเดียวจะควบคุมได้ แต่ที่น่าประหลาดใจคือทุกเหตุการณ์ล้วนมีซ่งอวี้หน่วนเป็นศูนย์กลาง
ไม่ว่าจะเป็นคำประกาศิตที่ลิ่วเย่ลั่นวาจาไว้ หรือการออกตัวสนับสนุนซ่งอวี้หน่วนอย่างเปิดเผยในงานแถลงข่าวโทรศัพท์มือถือตงฟางหง ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนประจักษ์แก่สายตา ยังไม่นับรวมข่าวที่ว่านายน้อยใหญ่และคุณนายใหญ่แห่งตระกูลอ้ายได้หอบของขวัญล้ำค่าไปเยือนโรงแรมของตระกูลหลิ่ว ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังภัตตาคารหงเยี่ยนเสียอีก
การกระทำที่น่าฉงนเช่นนี้ จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากต้องเกี่ยวข้องกับซ่งอวี้หน่วนอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือหนาหูว่าตระกูลอ้ายได้ส่งตัวแทนมาขอขมาหญิงสาวถึง 2 ครั้งแล้ว
เมื่อสาวลึกไปถึงต้นตอของเรื่องราว ก็คงต้องย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่คุณหนูอ้ายหนี่แห่งตระกูลอ้ายแสดงพฤติกรรมอันน่าตกตะลึงในงานเลี้ยงของตระกูลจง จนกลายเป็นหัวข้อซุบซิบที่ยังไม่จางหายไปจากวงสังคม
ภาพของอ้ายหนี่ที่ยอมลดตัวลงไปเปิดประตูรถให้ซ่งอวี้หน่วน ทั้งยังเดินตามหลังราวกับเป็นข้ารับใช้ ยังคงติดตาตรึงใจทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์
เรื่องราวทั้งหมดนี้ชี้ชัดไปในทิศทางเดียวกันว่า ซ่งอวี้หน่วนหาใช่ศัตรูของตระกูลอ้าย แม้จะทำให้คุณหนูผู้สูงศักดิ์ต้องอัปยศถึงเพียงนั้น แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายกลับไม่ร้าวฉาน
ยิ่งในตอนนี้ที่ผู้เฒ่าแห่งตระกูลอ้ายล้มป่วยจนเก็บตัวเงียบ สองสามีภรรยาอ้ายจื้อเฟิงที่เคยเป็นขาประจำของงานสังคมก็หายหน้าไปอย่างไร้ร่องรอย สถานการณ์ภายในตระกูลอ้ายจึงยิ่งดูลึกลับและน่าค้นหา แต่ก็ไม่มีใครสามารถสืบสาวความจริงได้
ในห้องหนังสือ ซ่างกวนเหิงปล่อยให้ความคิดจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความวิตกกังวล ยิ่งทบทวนเรื่องราวทั้งหมด เขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นจนสันหลังเยือกเย็น ความคิดที่จะโทรศัพท์ไปจ้างวานนักฆ่าเลือนหายไปจากสมองจนหมดสิ้น
ด้วยบารมีของลิ่วเย่ที่ค้ำฟ้าอยู่ คงไม่มีใครกล้ารับงานสังหารครั้งนี้ ต่อให้เขาสามารถติดต่อนักฆ่าอิสระที่ไร้สังกัดได้จริง แต่กว่าจะดำเนินการสำเร็จ ซ่งอวี้หน่วนก็อาจจะเดินทางออกจากฮ่องกงไปแล้ว
และหากเรื่องนี้แพร่งพรายไปถึงหูของลิ่วเย่ เขาคงไม่อาจจินตนาการถึงชะตากรรมของตัวเองได้เลย
ความเสียใจและความเกลียดชังถาโถมเข้าใส่ซ่างกวนเหิงระลอกแล้วระลอกเล่า เขาไม่ได้เสียใจที่ลงมือช้าไป แต่ตระหนักดีว่าต่อให้เร็วกว่านี้ก็คงไม่เป็นผล ตราบใดที่ยังมีตัวหายนะอย่างซ่งอวี้หน่วนอยู่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คงมีแต่จะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม
สิ่งที่เขารู้สึกเสียใจอย่างแท้จริงคือการที่ตนเองยอมรับคำขอร้องของน้องสาวในวันนั้น หากเพียงแต่เขาเลือกที่จะเพิกเฉย ไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว เรื่องราวทั้งหมดก็คงไม่ลงเอยเช่นนี้
ดวงตาที่ลุกโชนด้วยเพลิงแค้นจับจ้องไปยังเซี่ยโป๋เหวิน
“ทุกอย่างเป็นเพราะแก!”
หากไม่มีชายคนนี้ น้องสาวของเขาก็คงไม่ต้องตกไปเป็นแม่เลี้ยงของใคร และคงไม่เกิดความคิดวิปริตที่จะส่งเซี่ยซินตงมาอยู่กับเขา เซี่ยโป๋เหวินคือต้นตอของหายนะทั้งปวง!
เซี่ยโป๋เหวินรับรู้ได้ถึงสายตาอาฆาตแค้นที่พร้อมจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ ความขมขื่นแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ เขาเคยคิดว่าตนเองเข้าใจเจตนาของซ่งอวี้หน่วนและพยายามทำทุกอย่างเพื่อชดใช้ความผิดในอดีต แม้ไม่หวังการให้อภัย แต่ก็เพียงเพื่อจะได้ตายตาหลับ
ทว่าบัดนี้ เมื่อเห็นแววตาของซ่างกวนเหิง เขาก็พลันตระหนักว่าอีกฝ่ายต้องการจะลากเขาลงนรกไปด้วยกัน
หรือนี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของหลานสาวเขากันแน่
ในเสี้ยววินาทีที่เซี่ยโป๋เหวินละสายตาไปยังซ่งอวี้หน่วน ร่างของซ่างกวนเหิงก็พุ่งถลาเข้าใส่เขาราวกับสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง ด้วยส่วนสูงและวัยที่ไล่เลี่ยกัน เซี่ยโป๋เหวินซึ่งไม่ทันได้ตั้งตัวจึงถูกกระแทกเข้าอย่างจัง
แต่เขาก็ตอบสนองได้ในทันที สองมือคว้าจับไหล่ของซ่างกวนเหิงไว้แน่น ไม่เหลือภาพลักษณ์ของผู้ดีอีกต่อไป เซี่ยโป๋เหวินเค้นเสียงลอดไรฟัน ตวาดใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างเกรี้ยวกราด
“หน้าไม่อายยังมีหน้ามาเกลียดฉันอีกเหรอ ไอ้คนสารเลวที่แม้แต่สุนัขยังประเสริฐกว่า! ที่ผ่านมาฉันเซี่ยโป๋เหวินเคยทำอะไรให้แกกับน้องสาวเจ็บช้ำน้ำใจบ้าง ถ้าไม่มีฉัน แกคิดว่าจะได้นั่งในตำแหน่งผู้นำตระกูลซ่างกวนอย่างทุกวันนี้หรือ”
“แล้วดูสิ่งที่พวกแกตอบแทนฉัน! จริงอยู่ที่ฉันละเลยพวกเขา ทำไม่ดีกับพวกเขา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกแกมีสิทธิ์จะมาแตะต้องพวกเขา!”
“ถ้าในใจแกยังพอมีความดีหลงเหลืออยู่บ้างสักนิด แม้วันที่เซี่ยซินตงตกไปอยู่ในมือของแก หากแกปฏิบัติต่อเขาให้ดี เรื่องราวคงไม่เลวร้ายมาถึงจุดนี้”
“ทั้งหมดนี้แกเป็นคนก่อขึ้นเองทั้งนั้น คนที่สมควรตายคือคุณแก ไม่ใช่ฉัน ถ้าคิดจะลากฉันลงนรกไปด้วยกัน ก็เอาเลยสิ จะได้ตายพร้อมกันให้หมด”
ซ่างกวนเหิงแค่นเสียงอย่างไม่ยอมแพ้ “ก็เพราะแกนั่นแหละ ไอ้สารเลว แกมันทอดทิ้งน้องสาวฉัน หลอกลวงให้เธอต้องไปเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกคนอื่น ถ้าไม่ใช่เพราะกรรมที่แกสร้างไว้ เธอจะหน้ามืดตามัวทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นลงไปได้ยังไง”
“แกยังเป็นต้นเหตุให้เธอต้องติดคุก อย่าคิดว่าการที่แกยังไม่หย่าจะทำให้แกดูเป็นคนดีขึ้นมาได้ แกมันเลวยิ่งกว่าเดรัจฉาน ถ้าแกดีกับน้องสาวฉันจริง ก็คงไม่ปล่อยให้เธอต้องเข้าไปอยู่ในนั้นหรอก”
เซี่ยโป๋เหวินเลือกที่จะไม่โต้เถียงกลับไปเหมือนผู้ชายทั่วไป ว่าแท้จริงแล้วน้องสาวของอีกฝ่ายต่างหากที่เป็นคนเข้ามายั่วยวนเขาก่อน แม้เรื่องทั้งหมดจะเป็นความจริงก็ตาม
แต่การจะพูดเรื่องแบบนั้นต่อหน้าเสี่ยวหน่วนเป็นสิ่งที่ไม่สมควร อย่างน้อยในเวลานี้เขาก็ยังแยกแยะได้
แม้ชายชราทั้งสองจะมีความสูงไล่เลี่ยกัน แต่พละกำลังกลับแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
อย่าได้ตัดสินเซี่ยโป๋เหวินจากงานนั่งโต๊ะที่เขาทำในปัจจุบัน เพราะในอดีตเขาเคยฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาก่อน และฝีมือก็จัดว่าเหี้ยมโหดไม่เบา
เซี่ยโป๋เหวินอาศัยจังหวะจับไหล่ของซ่างกวนเหิงไว้ ก่อนจะพลิกตัวกดอีกฝ่ายลงกับพื้น แล้วระดมหมัดใส่ไม่ยั้ง
เขานึกเย้ยหยันในใจ ต่อให้ซ่างกวนเหิงหรือคนในครอบครัวจะโทรแจ้งตำรวจ เขาก็ไม่เกรงกลัว นี่คือพี่ชายของภรรยา ถือเป็นญาติกัน เรื่องที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงเรื่องภายในครอบครัว และที่สำคัญ การกระทำของเขาก็ถือเป็นการป้องกันตัว
ส่วนในใจของซ่างกวนเหิงก็คุกรุ่นไปด้วยไฟแค้น
เขาพยายามดิ้นรนต่อสู้พร้อมกับตะโกนก้อง “แกคิดว่าตัวเองจะมีจุดจบที่ดีนักหรือไง แกมันก็แค่หมาตัวหนึ่ง วันนี้ที่ซมซานมาบ้านฉัน ก็ไม่ต่างจากหมาที่คอยวิ่งตามเห่าหอนอยู่ข้างๆ ซ่งอวี้หน่วน”
คำพูดนั้นทำให้การเคลื่อนไหวของเซี่ยโป๋เหวินชะงักไปเล็กน้อย เปิดโอกาสให้ซ่างกวนเหิงพลิกสถานการณ์กลับขึ้นมาเป็นฝ่ายคุมเชิงได้ เขาเงื้อมือหมายจะปล่อยหมัดสวนกลับไป
ซ่งอวี้หน่วนที่ยืนชมเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
นี่มันศึกชิงความเป็นใหญ่ของคนแก่สองคนหรือนี่
โอ้โห ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยจริงๆ
ทว่าซ่างกวนเหิงกลับลากเธอเข้าไปพัวพันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือโจมตีเซี่ยโป๋เหวิน เดิมทีเธอตั้งใจจะปล่อยให้พวกเขาแลกหมัดกันอีกสักพัก แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจก้าวเข้าไปแทรกกลาง
แต่ถึงกระนั้น เซี่ยโป๋เหวินก็คือเซี่ยโป๋เหวิน
เขากลับมาคุมเกมได้อีกครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
จากนั้น การต่อสู้ก็แปรเปลี่ยนเป็นการลงทัณฑ์เพียงฝ่ายเดียว
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายโดนไปพอสมควรแล้ว ซ่งอวี้หน่วนจึงแสร้งทำเป็นเข้ามาห้ามปราม “โอ๊ย พวกท่านสองคนก็อายุไม่น้อยกันแล้ว ทำไมยังลงไม้ลงมือกันอีกคะ พอได้แล้วค่ะ นั่งลงแล้วค่อยๆ คุยกันดีกว่านะคะ”
ภายในห้องนั่งเล่นอันกว้างขวาง มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น
พ่อบ้านและบอดี้การ์ดยังคงยืนรออยู่ด้านนอก
เนื่องจากก่อนหน้านี้ซ่างกวนเหิงได้ออกคำสั่งไว้ว่า ห้ามใครย่างกรายเข้ามาหากไม่ได้รับอนุญาต
พ่อบ้านที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงด่าทอเล็ดลอดออกมาจากห้อง แต่เขาก็ยิ่งไม่กล้าที่จะเข้าไปขัดจังหวะ
เซี่ยโป๋เหวินลุกขึ้นยืน ขณะที่ซ่างกวนเหิงนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ไม่นานนัก เขาก็ค่อยๆ พยุงร่างที่สะบักสะบอมของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะหอบหายใจอย่างหนักพลางจ้องมองซ่งอวี้หน่วนที่ยืนนิ่งด้วยท่าทีสบายๆ
ซ่างกวนเหิงในยามนี้ไม่ต่างอะไรกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมจนแฟบ เขากล่าววิงวอนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา “เธอต้องการให้ฉันตกต่ำไปถึงขั้นไหนถึงจะยอมปล่อยฉันไป ให้โอกาสฉันแก้ตัวไม่ได้เลยเหรอ”
“ฉันผิดไปแล้ว ฉันยอมรับผิดจริงๆ ถ้าชีวิตนี้ย้อนกลับไปได้ ฉันสาบานว่าจะไม่ทำแบบนั้นกับน้าเล็กของเธอเด็ดขาด”
“ฉันก็แก่ป่านนี้แล้ว ถึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็คงอีกไม่กี่ปี บอกฉันมาตรงๆ เถอะ ว่าเธอต้องการให้เรื่องนี้มันจบลงแบบไหน เธอถึงจะพอใจ”
ซ่งอวี้หน่วนทอดสายตามองซ่างกวนเหิงที่นั่งหมดสภาพอยู่บนพื้นอย่างเย็นชา
แหม น่าเสียดายที่น้าเล็กไม่ได้มาเห็นภาพนี้ด้วยตัวเอง
หรือว่าจะถ่ายรูปเก็บไว้ดูเล่นดีนะ
[จบบท]