บทที่ 507: การปิดฉากเขตทดลองใต้ดิน
ซ่งอวี้หน่วนเผยรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
ประธานหวังคนที่ไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตามาก่อน วันนี้กลับมีท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เขายืนอยู่ตรงหน้าเธออย่างสงบนิ่ง ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถามสักคำว่าเรื่องยางรถยนต์ที่ระเบิดเป็นฝีมือของเธอหรือไม่
ซ่งอวี้หน่วนไม่คิดจะเสียเวลาอ้อมค้อม เธอจึงเปิดประเด็นขึ้น “ฉันกำลังจะกลับบ้านแล้ว เรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้ ก็น่าจะถึงเวลาสะสางกันเป็นส่วนๆ ได้แล้วนะคะ”
พอได้ยินคำว่า ‘เป็นส่วนๆ’ หัวใจของประธานหวังก็พลันกระตุกวูบ ความหมายที่ซ่อนอยู่ใต้คำพูดนั้นชัดเจนว่าเรื่องราวยังไม่จบสิ้นง่ายๆ
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็รีบกล่าวเสนอความคิดของตนเองออกไป “อันที่จริงผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของพวกเราเอง ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงเป็นเวรกรรม ผมไม่คิดจะโทษใคร และขอรับรองว่าจะไม่คิดทำอะไรไม่ดีอีก”
“ส่วนหวังข่าย ผมจะสั่งให้เขารีบกลับมาขอขมาคุณหนูเซี่ยด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะลงโทษอย่างไรก็พร้อมน้อมรับ สำหรับเฮ่ออวิ๋นเฟย เราจะระดมกำลังทั้งหมดเพื่อตามหาตัวเขา ชดใช้ความผิดที่เคยก่อไว้ให้ได้มากที่สุด”
“ส่วนเขตทดลองใต้ดิน ผมจะดำเนินการปิดในเร็ววันนี้ แต่กระบวนการอาจจะซับซ้อนอยู่บ้าง เพราะมีหุ้นส่วนชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง การจะปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์คงต้องใช้เวลาสักพัก”
“อ้อ! อีกเรื่องครับคุณหนูซ่ง ผมจะเป็นตัวตั้งตัวตี นัดซ่างกวนเหิงกับจงต้าเฉียวมาพูดคุยกัน เพื่อจัดการเรื่องผลประโยชน์ให้เรียบร้อย ผมจะพยายามเร่งรัดให้เงินค่าตอบแทนส่วนของน้าเล็กคุณถูกโอนเข้าบัญชีครบทุกสตางค์ก่อนพวกคุณจะเดินทางกลับ”
“ทั้งหมดที่ผมพูดมานี้ ไม่ใช่การซื้อเวลาอย่างแน่นอน แต่เป็นความตั้งใจจริงของผม ผมครุ่นคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง พอดีที่ได้เจอคุณซ่งที่นี่ เลยไม่ต้องเสียเวลาโทรศัพท์อีกแล้ว ได้โปรดให้โอกาสผมได้แก้ไขความผิดพลาดด้วยเถอะครับ!”
ซ่งอวี้หน่วนควงหนังสติ๊กในมือเล่น ดวงตาฉายแววประหลาดใจขณะมองประธานหวัง คนคนนี้ไต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนคลี่ยิ้มบางเบา น้ำเสียงของเธอก็พลันอ่อนโยนลง “นึกไม่ถึงว่าประธานหวังจะคิดการณ์ไกลและรอบคอบขนาดนี้”
ประธานหวังรีบตอบ “เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้วครับ ที่ผ่านมาเป็นผมเองที่ตื้นเขินเกินไป”
เมื่ออีกฝ่ายรู้ความและอ่านสถานการณ์ออกขนาดนี้ การจะอาละวาดต่อไปก็ดูจะไม่ใช่เรื่อง คงต้องรอให้หวังข่ายกลับมาค่อยคิดบัญชีกับเขาอีกที
ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยต่อ “ยังนับว่าประธานหวังเป็นคนมีเหตุผล ต่างจากอีกสองคนลิบลับ พวกเขารู้อยู่แก่ใจว่าฉันต้องการอะไร แต่ก็ยังกอดเงินไว้แน่นไม่ยอมปล่อย สมกับเป็นพวกเห็นแก่เงินโดยแท้
อ้อ แล้วก็เรื่องยางรถยนต์ คุณภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะคะ เปลี่ยนคันใหม่ดีๆ สักคันเถอะค่ะ จริงสิ รถของพวกเราจอดอยู่ไม่ไกล ให้พวกเราไปส่งไหมคะ”
แถวนี้จะปลอดภัยหรือไม่ก็ไม่แน่ใจนัก หากถูกลักพาตัวไปคงเป็นเรื่องยุ่งยากน่าดู ท้ายที่สุดแล้ว เงินก้อนนั้นก็ยังไม่ได้คืนมา
ประธานหวังได้แต่มองตามรถยนต์คันนั้นขับลับสายตาไป กว่าจะรู้ตัวก็นึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ทันสังเกตป้ายทะเบียนรถเลยด้วยซ้ำ แล้วเมื่อครู่...คนที่ขับรถคือกู้หวยอันอย่างนั้นหรือ?
ไหนว่ากันว่าเมื่อคนของอีกฝ่ายมาถึง ก็ไม่มีใครให้ความสนใจพวกเขาแล้วไม่ใช่หรือ แต่ทำไมคนทั้งสองถึงยังเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุใดจึงไม่มีใครออกมาจัดการเรื่องนี้เลย?
ความคิดเหล่านั้นผ่านเข้ามาในสมองเพียงชั่วพริบตา ก่อนที่สีหน้าของประธานหวังจะกลับมาเคร่งขรึมดังเดิม เขาหมุนตัวเดินเข้าห้องหนังสือแล้วยกหูโทรศัพท์หาคนอีกสองคน แจ้งให้มาพบที่บ้านของเขาโดยด่วนเพื่อหารือเรื่องสำคัญ
ประธานหวังรู้สึกว่า ควรนำคำพูดของซ่งอวี้หน่วนไปบอกเล่าให้ทั้งสองคนนั้นฟังแบบคำต่อคำ จะได้ตระหนักเสียทีว่าความผิดพลาดของตนเองอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะซ่างกวนเหิง เลิกโทษคนอื่นได้แล้ว เพราะต้นตอของหายนะทั้งหมดล้วนมาจากตัวเขาทั้งสิ้น ไอ้ตัวปัญหาสมควรตาย
ตลอดเส้นทาง กู้หวยอันไม่ได้ปริปากพูดอะไร เขาไม่ได้เอ่ยถามว่าทำไมถึงไม่แจ้งความให้คนพวกนั้นถูกลงโทษ ถูกปรับ หรือถูกสั่งปิดกิจการ สำหรับคำถามง่ายๆ เช่นนี้ กู้หวยอันเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังเป็นอย่างดี ตราบใดที่ยังไม่ถึงตาจนจริงๆ ก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ในสถานการณ์ที่เกาะฮ่องกงยังอยู่ภายใต้อำนาจของผู้อื่น ต่อให้มีการสั่งปรับ เงินเหล่านั้นก็จะไหลเข้ากระเป๋าของอีกฝ่ายอยู่ดี คนพวกนั้นกำลังกอบโกยผลประโยชน์อย่างบ้าคลั่งเพื่อตระเตรียมการสำหรับอนาคตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า พวกเขาแทบจะพลิกแผ่นดินหาเงิน แล้วมีหรือจะยอมปล่อยโอกาสทองเช่นนี้หลุดมือไป?
สู้ปล่อยให้เงินอยู่ในมือของพวกเขาไปก่อน ต่อให้ถูกโยกย้ายไปต่างแดน ก็ยังพอมีหนทางนำมันกลับคืนมาได้
ระหว่างทาง กู้หวยอันได้แจ้งข่าวดีให้ซ่งอวี้หน่วนทราบ เรื่องธัญพืชที่เธอเสนอไปนั้นได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว เขายังบอกให้เธอเดินหน้าทำตามแผนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องผลที่จะตามมา เพราะเขารับรองว่าจะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังจัดการเรื่องการเดินทางกลับไว้ให้แล้ว โดยจะเดินทางด้วยขบวนรถไฟพิเศษจากเมืองหนานเฉิง มุ่งหน้าไปยังปักกิ่งเพื่อรายงานผลการปฏิบัติงานก่อน จากนั้นขบวนรถไฟจะไปส่งพวกเธอถึงอำเภอหนานซาน
“พี่ก็จะไปหนานซานด้วยเหรอคะ?” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถาม
“พอดีผมต้องไปที่ฐานทัพทดสอบการบิน รอคุณเปิดเทอมแล้วเราค่อยเดินทางไปด้วยกัน”
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดเล็กน้อย “แต่ย่าจะไปส่งฉันที่มหาวิทยาลัยด้วยนะคะ ยังมีพี่ชายฉันอีกคน”
“ผมจะจัดการเอง” กู้หวยอันตอบรับหนักแน่น
ซ่งอวี้หน่วนจึงไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ ในเมื่อพี่ชายรับปากจะจัดการให้ เธอก็พร้อมจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา
***
เมื่อชายสามคนซึ่งประกอบด้วยซ่างกวนเหิง จงต้าเฉียว และประธานหวังมาพบกันพร้อมหน้า
ประธานหวังเปิดฉากด้วยการเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมาในวันนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าบรรยากาศกลับหนักอึ้งลงถนัดตา ยังไม่ทันที่ซ่างกวนเหิงจะได้ขยับปาก จงต้าเฉียวก็เป็นฝ่ายระเบิดอารมณ์ออกมาก่อนใคร
“เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะพวกแกสองคนไม่ใช่หรือไง! ฉันกับซ่งอวี้หน่วนไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกันสักหน่อย ไม่เคยไปทำร้ายเซี่ยซินตง เรื่องของเฮ่ออวิ๋นเฟยฉันก็ไม่เคยรู้เห็น แล้วดูเส้าชิงสิ ตอนนี้ฉันดูออกแล้วว่ามันแค่แกล้งบ้า ฉันเลยตัดสินใจจะไม่ไปยุ่งกับมันแล้ว พวกแกบอกมาสิ ว่าฉันไปสร้างเรื่องให้เธอตอนไหน!”
ไม่มีใครเป็นคนโง่เง่า พวกเขารู้ดีว่าในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งสงคราม สังคมย่อมพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด วิทยาศาสตร์จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด พวกเขามีบุคลากรชั้นหัวกะทิอยู่ในมือมากมาย ซึ่งเปรียบเสมือนไพ่ตาย แต่ตอนนี้ เมื่อไพ่ใบสำคัญถูกโยนทิ้งไป พวกเขาจะเหลืออะไรอีก?
ณ จุดนี้เอง ที่ซ่างกวนเหิงพลันตื่นรู้ราวกับถูกกระชากออกจากภวังค์ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง! เป้าหมายที่แท้จริงของซ่งอวี้หน่วน คือการบีบให้พวกเขาปิดเขตทดลองใต้ดินนั่นเอง
ทำไมเธอถึงไม่พูดออกมาตรงๆ? เหตุใดต้องรอให้พวกเขาเป็นฝ่ายเสนอ?
แล้วถ้าหากปิดมันไปจริงๆ เธอจะยอมปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ? ซ่างกวนเหิงมั่นใจว่าเธออาจจะยอมปล่อยจงต้าเฉียวไป หากเขาไม่คิดจะสร้างปัญหาอีก แต่สำหรับตัวเขาและหวังข่ายนั้น เธอไม่มีวันปล่อยไปแน่
สีหน้าของซ่างกวนเหิงมืดครึ้มไม่ต่างจากประธานหวัง เขาส่งเสียงหัวเราะเย็นชา “ณ ตอนนี้ ผมยอมรับว่าสู้ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ ผมยอมแพ้แล้ว ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหน ผมก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ เพราะฉะนั้น ผมจะไม่ไปต่อกรกับเธออีก”
“นี่คือคำพูดจากใจจริงของผม นับจากนี้ ผมขอถอนตัวจากเรื่องทั้งหมดนี้ ส่วนเงินที่ต้องชดใช้ให้เซี่ยซินตง คำนวณส่วนของผมมาได้เลย ผมจะโอนให้เขาทันที”
จงต้าเฉียวจ้องมองซ่างกวนเหิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังขา นี่ไม่ใช่นิสัยของซ่างกวนเหิงที่เขารู้จักเลยแม้แต่น้อย ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เหตุใดจึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้? ช่างขี้ขลาดเสียจนน่าสมเพช
“ท่านประธานซ่างกวน นี่มันเรื่องอะไรกัน ยังไม่ทันได้ทำอะไรจริงจัง คุณก็ยอมแพ้แล้วงั้นหรือ? ผมยอมรับว่าซ่งอวี้หน่วนร้ายกาจและมีพลังประหลาดบางอย่าง แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรายังหาคนที่เหนือกว่าเธอไม่พบเท่านั้น หากเราเจอคนที่สามารถกำราบเธอได้ สถานการณ์ก็อาจจะพลิกผันได้ไม่ใช่หรือ?”
ซ่างกวนเหิงยังคงสงบนิ่ง เขาโบกมือเบาๆ เป็นเชิงห้าม “เลิกหลอกตัวเองเสียทีเถอะ เรื่องของจางเอ้อร์กูคุณก็รู้ดีแก่ใจ ตอนแรกเธอมั่นใจนักหนาว่าจะรวบรวมยอดฝีมือจากเสวียนเหมินมาสั่งสอนซ่งอวี้หน่วน แต่สุดท้ายเป็นอย่างไรเล่า?”
“ก็ต้องหนีกลับมาจากปักกิ่งอย่างหมดท่า จนป่านนี้ยังไม่กล้าปรากฏตัวให้ใครเห็นเลย”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “ในเมื่อสู้ไม่ได้ ก็ไม่ควรดันทุรังฝืนสู้ต่อไป ถอยหนึ่งก้าว ทะเลและท้องฟ้ายังคงกว้างใหญ่ไพศาล พวกคุณสองคนมีสถานการณ์ที่ดีกว่าผมมากนัก ควรรู้จักพอใจได้แล้ว ส่วนผมจะมีชีวิตรอดไปได้อีกนานแค่ไหนก็ยังไม่รู้”
“ต่อให้คิดจะสู้แบบหลังชนฝา ผมก็ต้องมีทั้งความกล้าและศักยภาพพอจะทำเช่นนั้นได้ ดังนั้น ข้อเสนอของประธานหวัง ผมเห็นด้วยทุกประการ อีกอย่าง การที่ซ่งอวี้หน่วนพอใจและยอมจากฮ่องกงไปแต่โดยดี จะทำให้พวกเราทุกคนได้พักหายใจกันบ้าง มันไม่ดีกว่าหรือ?”
[จบบท]