บทที่ 51: คนเลวทั้งนั้น?
ในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอทั้งหมู่บ้าน มีบ้านแค่ 3-5 หลังคาเรือนเท่านั้นที่มีนาฬิกาข้อมือหรือนาฬิกาแขวนผนัง ส่วนบ้านอื่นๆ ก็อาศัยการดูเวลาจากตำแหน่งของดวงอาทิตย์หรือไม่ก็รอฟังเสียงประกาศจากลำโพงกระจายข่าว
ทันใดนั้นก็มีเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นผ่านหน้าไป พร้อมกับตะโกนเรียกหมิงเซิ่งเสียงดัง "ไปประชุมได้แล้ว ไปประชุมได้แล้ว..."
ซ่งอวี้หน่วนจึงจูงมือน้องชายวิ่งตามเด็กกลุ่มนั้นไปด้วย กลุ่มเด็กๆ วิ่งเฮโลกันไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะคิกคักที่ยังแว่วมาให้ได้ยิน
ภาพความสดใสของเด็กๆ ช่วยทำให้ย่าซ่งกับเซี่ยกุ้ยหลานซึ่งแม้จะมั่นใจว่าไม่มีเรื่องร้าย แต่ในใจก็ยังอดกังวลไม่ได้ พลันรู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก
ซ่งถิงกลับมีความเชื่อมั่นในตัวซ่งอวี้หน่วนอย่างน่าประหลาด เธอไม่ได้เล่ารายละเอียดที่เกิดขึ้นในห้องประชุมให้ใครฟัง ไม่ได้บอกว่าเสี่ยวหน่วนเป็นคนซักไซ้นักแสดงหญิงคนนั้นจนอ้าปากค้างพูดไม่ออก เพราะกลัวว่าทุกคนจะเป็นกังวลเรื่องการถูกแก้แค้น
เธอทำเพียงแค่บอกว่าในเมื่อเสี่ยวหน่วนยังไม่เห็นจะกังวลอะไร พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องกังวลตามไปด้วย
พอพูดจบ ทุกคนก็เดินมาถึงที่ทำการกองพลน้อยพอดี
ครอบครัวของตระกูลหวังมากันพร้อมหน้า เมื่อคราวก่อนหวังต้าจื้อโชคดีจับฉลากได้ที่ดินผืนที่อยู่ใกล้บ้านของตัวเองที่สุด แถมยังเป็นที่ดินที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย
คนโบราณมีคำกล่าวไว้ว่า ภรรยาหน้าตาธรรมดากับที่ดินทำกินใกล้บ้านคือสมบัติล้ำค่าของครอบครัว การมีที่ดินอยู่ใกล้บ้านย่อมหมายถึงการประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน
ทว่าย่าหวังกลับไม่มีท่าทีดีใจแม้แต่น้อย ลูกชายของเธอยังถูกคุมตัวอยู่ ส่วนหลินเจีย นังแพศยานั่นก็ย้ายทะเบียนบ้านและจัดการเรื่องหย่าเรียบร้อยแล้ว ยังไม่นับรวมลูกสาวตัวแสบอีก 2 คนที่จนป่านนี้ก็ไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมพ่อของตัวเองเลยสักครั้ง
ไอ้เด็กเปรต 2 ตัวนั่น
ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะซ่งเหลียง ถ้าวันนั้นเขาไม่ส่งตัวลูกชายของเธอไปที่คอมมูน แล้วหลินฉิงจะกล้าบุกเข้ามาจับคนในบ้านของเธอหรือ
ย่าหวังจ้องมองซ่งเหลียงด้วยแววตาเคียดแค้น ก่อนจะเบนสายตาไปเห็นซ่งอวี้หน่วนที่เดินตามเข้ามาพอดี และรู้สึกได้ว่าเด็กสาวคนนั้นดูสวยสะพรั่งขึ้นกว่าเดิม
ย่าหวังกรามแน่น ก่อนจะตะโกนขึ้นเสียงดัง "ซ่งเหลียง! เมื่อไหร่จะปล่อยตัวลูกชายฉันสักที เราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันนะ แกจะเข้าข้างคนนอกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันพูดจาไม่เกรงใจ"
ทันทีที่สายตาของย่าหวังจับจ้องไปยังซ่งอวี้หน่วน ย่าซ่งก็สังเกตเห็นพอดี เธอจึงรีบสาวเท้าพรวดๆ เข้าไปกระชากแขนย่าหวังไว้ทันควัน พร้อมกับตวาดถามด้วยความโมโห "ยัยแก่หวัง! มานี่เลย มาให้ฉันฟังหน่อยสิว่าแกจะพูดอะไร"
ย่าหวังจ้องหน้าย่าซ่งกลับอย่างไม่เกรงกลัว
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอได้ไตร่ตรองดูแล้ว ย่าซ่งคงได้แต่ข่มขู่ไปอย่างนั้น ต่อให้รู้ความจริงแล้วจะทำอะไรได้ ในเมื่อหลี่เอ้อร์หล่านชู้ของเธอก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรเพื่อหวังจะมีคนคอยดูแลตอนแก่ ย่าซ่งไม่มีหลักฐานอะไรทั้งนั้น ถ้าวันนี้กล้าพูดจาพล่อยๆ ล่ะก็ เธอจะข่วนหน้าให้ยับเลย
ย่าหวังพยายามจะผลักย่าซ่งออก แต่ซ่งอวี้หน่วนที่ขยับเข้ามาประชิดตัวก็ใช้แรงเพียงเล็กน้อยผลักย่าหวังจนเซถอยหลังไป พร้อมกับถลึงตาใส่
ยายเฒ่าคนนี้จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ สายตาที่ใช้มองเธอเมื่อครู่น่ารังเกียจยิ่งกว่าของหลิวจินชุ่ยเสียอีก
ย่าซ่งรีบดึงหลานสาวให้ถอยไปอยู่ด้านหลัง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่หน้าย่าหวังแล้วด่าฉอดๆ "แกนี่มันแก่แล้วยังไม่เจียมตัวนะ! ปัญญาชนหลินโชคร้ายแปดชาติที่ต้องมาเป็นลูกสะใภ้ของแก ทั้งที่ปัญญาชนหลินเป็นคนเก่งกาจ จิตใจดี แถมยังกตัญญูต่อแกอีก ถึงจะเป็นคนในเมือง แต่งานบ้านงานเรือนงานไร่งานนา มีอะไรบ้างที่เธอทำไม่เป็น”
“แต่ดูแกทำสิ ตั้งแต่ปัญญาชนหลินคลอดลูกสาวออกมา แกก็มีแต่ทุบตีกับด่าทอ ส่วนลูกชายตัวดีของแกก็เลวไม่ต่างกัน เมื่อเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างปีที่แล้ว ตอนที่กำลังเกี่ยวหญ้าอยู่ในนา ลูกชายแกยังมาขอเงินปัญญาชนหลินต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน บอกว่าจะเอาไปหาผู้หญิงมาคลอดลูกชายให้ พอเธอไม่มีให้ก็ถูกหวังจู้จื่อซ้อมทั้งเตะทั้งต่อย”
“ตอนนั้นแกก็อยู่ตรงนั้นด้วย พวกเราก็นึกว่าแกจะเข้าไปห้าม ที่ไหนได้ แกกลับเข้าไปรุมกระทืบซ้ำ ใครพยายามจะเข้าไปช่วยก็ถูกแกด่าเปิง ผู้หญิงเข้าไปช่วยก็ด่าว่าร่านหาผัว ผู้ชายเข้าไปช่วยก็หาว่าเล่นชู้กัน จนไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง”
“ถ้าไม่ใช่เพราะฉันคนนี้พุ่งเข้าไปขวาง ป่านนี้แกสองแม่ลูกคงตีปัญญาชนหลินตายไปแล้ว! ตอนนั้นฉันไม่น่าเข้าไปยุ่งเลยจริงๆ ถ้าพวกแกตีเธอจนตาย อย่างน้อยพวกแกสองคนก็จะได้ไปนอนในคุก หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจะได้กำจัดเสนียดจัญไรไปได้ 2 คน ส่วนฉันก็ไม่ต้องมาทำคุณบูชาโทษ ถูกครอบครัวหลินเกลียดขี้หน้าแบบนี้!"
ถ้าคนอย่างย่าหวังจะรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็น เธอก็คงไม่ใช่ย่าหวังแล้ว หญิงชรากระโดดโหยงๆ พลางเถียงเสียงสูง "ลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาก็ต้องโดนสั่งสอนแบบนี้แหละ! นี่ลูกชายคนโตของแกเป็นคนพูดเองนะ ฉันก็แค่ทำตามที่เขาบอก ฉันเป็นแค่ยายแก่บ้านนอกคนหนึ่งจะไปรู้อะไร ทั้งหมดนี่เขาเป็นคนสอนมาเอง ถ้าจะโทษก็ต้องไปโทษเขา"
ซ่งอวี้หน่วนมองการกระทำของย่าหวังอย่างทึ่งๆ ต้องยอมรับว่าความสามารถในการพลิกดำให้เป็นขาวของเธอคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
มีชาวบ้านคนหนึ่งทนไม่ไหวจึงพูดขึ้น "ป้าหวัง พูดจามีเหตุผลหน่อยเถอะ ผู้ใหญ่บ้านไปพูดกับป้าแบบนั้นตอนไหนกัน เขาไม่มีทางพูดเรื่องแบบนั้นหรอก"
"ใช่ๆ ถูกต้อง" ชาวบ้านอีกหลายคนที่ไม่เชื่อก็พากันส่งเสียงสนับสนุน
แน่นอนว่ายังมีคนอีกกลุ่มที่ไม่ได้สนใจผิดถูกอะไร พวกเขาแค่ต้องการมาดูเรื่องสนุกเท่านั้น คนประเภทนี้จะว่าไปแล้วก็คงไม่ต่างจากพวกไส้ศึกที่คอยนำทางให้ศัตรูในยามสงคราม ไม่เคยมีหลักการเรื่องความถูกต้อง ใครให้ผลประโยชน์ก็พร้อมจะเข้าข้างคนนั้นทันที
ที่ทำการกองพลน้อยของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอตั้งอยู่ติดกับโรงอาหารเก่า ซึ่งเลิกใช้งานไปนานแล้ว แต่เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวาง ชาวบ้านจึงมักใช้ที่นี่เป็นสถานที่ประชุมใหญ่กันอยู่เสมอ และในตอนนี้มันก็เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจอแจวุ่นวาย
หวังต้าจื้อฉวยโอกาสเดินเข้าไปกระซิบข้างหูซ่งเหลียง "ซ่งเหลียง แกยอมรับผิดกับฉันซะดีๆ ฉันจะให้แกลงจากตำแหน่งอย่างสงบๆ ไม่อย่างนั้นถ้าต้องเสียชื่อเสียงจนครอบครัวพังพินาศขึ้นมา ใครหน้าไหนก็ช่วยแกไม่ได้นะ"
ซ่งเหลียงหันขวับไปมองหน้าหวังต้าจื้อทันที "แกกำลังขู่ฉันเหรอ"
หวังต้าจื้อยิ้มอย่างเป็นต่อ "ฉันจะไปกล้าขู่ผู้ใหญ่บ้านได้ยังไงกัน ฉันแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมแกถึงต้องดึงดันให้มันถึงที่สุด พวกเราก็คนหมู่บ้านเดียวกัน โตมาด้วยกันแท้ๆ จู้จื่อก็เหมือนน้องชายของแก แต่แกกลับทำกับเขาได้ลงคอ ไม่ใช่แค่ส่งเขาเข้าคุก แต่ยังจะไปเป็นพยานปรักปรำเขาอีก ฟังฉันนะซ่งเหลียง ถ้าแกไม่ไป เรายังคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่ถ้าแกดึงดันจะไปให้ได้...แกจะต้องเสียใจ"
ใบหน้าของซ่งเหลียงเย็นชาขึ้นหลายส่วน เขาหมายหัวเอาไว้ในใจ รอให้เขาลงจากตำแหน่งเมื่อไหร่ จะหาโอกาสอัดหวังต้าจื้อให้หนักๆ สักครั้ง
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเด็กตะโกนดังมาจากด้านนอก "มีรถเก๋งมา! มีรถเก๋งมา... ออกมาดูกันเร็ว!"
ซ่งเหลียงกับสมุห์บัญชีหลี่รีบวิ่งออกไปดู ก็พบว่าด้านนอกไม่ได้มีแค่รถจี๊ป 3 คัน แต่ยังมีรถตำรวจอีกหนึ่งคันจอดอยู่ด้วย
บรรยากาศในโรงอาหารที่เคยเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวเมื่อครู่ พลันเงียบสงัดลงในทันใด เงียบจนราวกับได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกพื้น
ภาพที่เห็นนั้นไม่ต่างจากวันก่อน เบื้องหลังโต๊ะไม้ยาวเหยียดคือรองหัวหน้าอำเภอจ้าว หัวหน้าคอมมูนหวง และเจ้าหน้าที่ตำรวจอาวุโสท่าทางเคร่งขรึมอีก 2 นาย ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเจ้าหน้าที่จากสหพันธ์สตรีทั้งจากที่ว่าการอำเภอและจากคอมมูนมาร่วมด้วย
หลินฉิงกำลังยืนคุยเสียงเบากับซูจวิ้นเจ๋อพร้อมกับคนของเธออีก 3 คน ซ่งอวี้หน่วนนับจำนวนเจ้าหน้าที่ระดับผู้นำที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แล้วก็พบว่ามีมากกว่าสิบคน เธออดคิดในใจไม่ได้ว่าหลินฉิงช่างรู้จักฉวยโอกาสจริงๆ ไม่ว่าผลลัพธ์ของเรื่องนี้จะออกมาเป็นอย่างไร เธอก็ไม่มีอะไรจะเสียเลยแม้แต่น้อย
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวซึ่งมีตำแหน่งสูงสุดในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากขอความสงบ เพราะในวินาทีนี้ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียว
หวังต้าจื้อมีท่าทีล่อกแล่ก เขาสบตากับหลินฉิงและหลี่เปิ่นจงโดยสัญชาตญาณ หลินฉิงยังคงมีท่าทีหยิ่งยโสและเย็นชาเช่นเคย แต่หลี่เปิ่นจงกลับส่งยิ้มบางๆ มาให้เขา
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวเริ่มการประชุมอย่างกระชับและตรงไปตรงมา โดยมอบหน้าที่ให้ฝ่ายตำรวจเป็นผู้ชี้แจง "สหายเจิ้ง เชิญคุณพูดได้เลย"
เจ้าหน้าที่ตำรวจเจิ้งจึงกล่าวขึ้น "เราได้รับเรื่องร้องเรียน 2 กรณีที่กล่าวหาผู้ใหญ่บ้านซ่งเหลียงแห่งหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ เนื้อหาในคำร้องนั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าชั่วช้าสารเลว นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศจีนขึ้นมา เราแทบไม่เคยเจอกับเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน”
“ดังนั้น ทุกหน่วยงานตั้งแต่ระดับบนลงล่างจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และได้มีการจัดตั้งทีมสืบสวนคดีพิเศษขึ้น โดยมีรองหัวหน้าอำเภอจ้าวเป็นหัวหน้าทีม และมีเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้เป็นคณะทำงาน เราได้รายงานเรื่องนี้ไปยังเมืองหลวงแล้ว และคำสั่งที่ได้รับกลับมาคือ ให้ดำเนินการสืบสวนอย่างเด็ดขาด รวดเร็ว และเข้มงวดที่สุด เราจะไม่ปล่อยคนชั่วไปแม้แต่คนเดียว และจะไม่ปรักปรำคนดีแม้แต่คนเดียวอย่างแน่นอน!"
[จบบท]