บทที่ 510: อวดศักดิ์ศรี
ซ่งอวี้หน่วนพูดคุยกับบรรดาคุณนายอย่างเป็นกันเอง แต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจดูแลพี่ๆ ในคณะไปพร้อมกัน
ผู้เฒ่ากู้เองก็พาโหลวเมิ่งจวินมาด้วย เพียงไม่กี่วันสีหน้าของหญิงสาวก็กลับมาสดใสขึ้นมาก โดยมีซ่งถิงคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบไปเห็นว่าคุณนายอ้ายไม่ได้สวมรองเท้าส้นสูงดังเช่นเคย เพียงเท่านี้เธอก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเตรียมการอะไรอยู่ คงเป็นเรื่องที่จะรับเด็กทั้งสามคนกลับมาเป็นลูกของตนอีกครั้ง ดูท่าว่าปรมาจารย์ทั้งสองคนนั้นคงจะมีฝีมืออยู่ไม่น้อย
คุณนายอ้ายเข้ามาคุยกับซ่งอวี้หน่วนด้วยตัวเองโดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยปากก่อน พร้อมรับปากว่าจะช่วยดูแลเรื่องบริษัทสาขาฟานหัวให้เป็นอย่างดี
ทางด้านหลินเฉินก็ได้ทำความรู้จักกับอ้ายยุ่ยเฟิงแล้ว ซึ่งอีกฝ่ายก็บอกให้เขามีเรื่องอะไรก็สามารถโทรหาได้ทุกเมื่อ ส่วนเรื่องอ้ายหนี่นั้นถูกส่งตัวไปอยู่ที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในต่างประเทศ ต่อให้กลับมาก็คงไม่กล้าสร้างปัญหาให้กับพวกเขาอีกแล้ว
ขณะที่ซ่างกวนเหิงยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน แต่เขาก็โทรศัพท์มาแจ้งกับซ่งอวี้หน่วนว่าไม่สามารถเดินทางมาส่งได้ แต่จะเตรียมของขวัญชิ้นงามไว้ให้ เช่นเดียวกับอีกสองตระกูลที่เหลือ ซึ่งเธอก็ยินดีรับไว้ เพราะการมีน้ำใจให้กันไว้ย่อมไม่เสียหาย
ระหว่างนี้ผู้เฒ่ากู้และเซี่ยโป๋เหวินก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขากำลังจัดการเรื่องสำคัญในการพาตัวโหลวเมิ่งจวินและแท่นฝนหมึกเก้ามังกรกลับไปยังปักกิ่งอย่างปลอดภัย ซึ่งกระบวนการทางเอกสารค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขา ตราบใดที่คำร้องขอสมเหตุสมผล เอกสารทุกอย่างก็จะได้รับการอนุมัติในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีเส้นสายคอยอำนวยความสะดวก
ขบวนรถไฟพิเศษที่กู้หวยอันจัดเตรียมไว้ จอดรอคณะเดินทางอยู่ที่เมืองหนานเฉิงเรียบร้อยแล้ว
การเดินทางมาเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความประทับใจและได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม แต่ยังช่วยกระชับสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างสองดินแดนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตระกูลอ้าย ลิ่วเย่ และตระกูลหลิ่วต่างให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นว่าหากต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเรื่องใด พวกเขาก็พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยอย่างเต็มที่
ระหว่างที่กู้หวยอันและซ่งอวี้หน่วนเดินเล่นชมเมือง ก็ได้เห็นผู้คนเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือตงฟางหงกันอย่างแพร่หลาย บางคนถึงกับจงใจให้คนอื่นโทรหา แล้วแกล้งยืนทำเป็นไม่สนใจ ปล่อยให้เสียงเรียกเข้าอันเป็นเอกลักษณ์ของมันดังกระหึ่มไปทั่วทั้งย่านการค้า เพื่ออวดสถานะทางสังคมของตน
จากการประเมินคร่าวๆ โทรศัพท์มือถือจำนวน 50,000 เครื่องที่นำมาเปิดตัวในครั้งนี้ถูกจำหน่ายไปเกือบหมดแล้ว ข้อดีของการวิจัยและพัฒนาด้วยตัวเองคือไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจำกัดด้านวัตถุดิบหรือติดขัดในขั้นตอนการผลิตใดๆ ดังนั้นสายการผลิตจึงเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว แม้ต้นทุนจะสูง แต่เมื่อมองถึงผลกำไรในอนาคตแล้ว ก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเกินจินตนาการ
เมื่อคณะเดินทางถึงปักกิ่งโดยสวัสดิภาพ ส่วนหนึ่งถูกจัดให้เข้าพักที่โรงแรมเพื่อพักผ่อน ก่อนจะมีการประชุมสรุปผลในวันรุ่งขึ้น เนื้อหาการประชุมมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบเชิงบวกจากการเดินทางเยือนในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะนี่คือครั้งแรกที่มีการจัดคณะผู้แทนเพื่อแสดงความห่วงใยเดินทางไปฮ่องกง และยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากที่นั่นได้สำเร็จ
หลังจากซ่งอวี้หน่วนนำเสนอรายงานในส่วนของเธอเสร็จสิ้น เธอก็ตรงไปยังบริษัทลงทุนของตนทันที
บริษัทลงทุนฟานหัวและบริษัทการค้านำเข้าและส่งออกฟานหัวตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์คูหาเดียวกัน เพียงแต่มีผนังกั้นแบ่งพื้นที่ไว้ ชื่อของบริษัทฟังดูยิ่งใหญ่ แต่กลับมีพนักงานเพียงน้อยนิด สาเหตุก็เพราะบริษัทยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานจำนวนมาก
ประกอบกับยุคสมัยนี้ธุรกิจเอกชนยังไม่เป็นที่นิยม ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็นข้าราชการหรือคนงานในโรงงานของรัฐ เพื่อจะได้มีงานที่มั่นคงทำไปตลอดชีวิต ทำให้การหาคนมาทำงานในบริษัทเอกชนเป็นเรื่องยาก
แม้แต่แรงงานจากชนบทที่เข้ามาหางานในเมืองก็ยังมีไม่มากนัก ขนาดโรงงานเสื้อผ้าของครอบครัวเธอเองก็ยังต้องอาศัยแรงงานจากที่ทำการกองพลน้อยหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอเป็นหลัก
ที่บริษัทมีเพียงเซี่ยจื้ออยู่คนเดียว
พอเห็นซ่งอวี้หน่วน เขาก็แสดงท่าทีดีใจอย่างเห็นได้ชัด แต่แววตากลับฉายความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เป็นธรรมชาติ ทั้งร่างกายก็ดูซูบผอมลงไปถนัดตา
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ เธอจึงเอ่ยถามถึงความคืบหน้าของโรงงานผลิตสื่อศิลปะที่เมืองเซี่ยงไฮ้เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เซี่ยจื้อก็รีบรายงานข้อมูลต่างๆ ให้ฟัง ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้เธอพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ซ่งอวี้หน่วนจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรไปคะน้าจื้อ บริษัทของเรามีปัญหาอะไรหรือเปล่า หรือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของน้าเอง”
ตอนที่เธออยู่ฮ่องกงก็ไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีใครมาหาเรื่องบริษัทลงทุนของเธอเลยสักนิด ด้วยบารมีของผู้ใหญ่หลายคนที่คอยหนุนหลัง อีกทั้งตัวเธอเองก็มีความสามารถ ไม่น่าจะมีใครมาสร้างปัญหาให้โดยไม่มีเหตุผล
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทของเธอก็ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย เป็นเพียงการนำหนังสือของตัวเองมาดัดแปลงเป็นการ์ตูน ซึ่งตอนนี้มีแต่รายจ่าย ยังไม่เห็นผลกำไรด้วยซ้ำ ใครกันจะว่างพอมาหาเรื่อง
เซี่ยจื้อมีสีหน้าลำบากใจ แต่ก็เลือกที่จะไม่ปิดบังความจริง “น้าไปเยี่ยมคุณแม่มา แล้วก็เล่าให้ท่านฟังว่าตอนนี้ทำงานอยู่กับหนู ท่านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สั่งให้น้าลาออกทันที จะไปทำอะไรก็ได้ แต่ห้ามทำงานให้หนูเด็ดขาด”
เขาถอนหายใจก่อนจะเล่าต่อ “ตอนนั้นน้าก็พยายามอธิบายแล้วว่าเสี่ยวหน่วนเป็นคนใจกว้าง แยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ นี่เป็นโอกาสที่ดีที่คนอื่นต่างก็ไขว่คว้า น้าจะทิ้งมันไปได้ยังไง
ตอนแรกนึกว่าท่านจะแค่ต่อว่าแล้วก็ยอมรามือไปเอง แต่ใครจะคิดว่าท่านจะใช้วิธีอดอาหารประท้วง นี่อดจริงๆนะ วันนี้เข้าวันที่ 5 แล้ว จนต้องเข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือ น้าเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลนี่แหละ พี่ใหญ่กับพี่รองก็เอาแต่โทษน้า น้ารู้ว่าหนูจะมาวันนี้ เลยตั้งใจมารอที่นี่”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “น้าไม่ต้องคิดมากนะคะ อยากจะตัดสินใจแบบไหนก็ทำได้เลย ถ้าอยากกลับไปทำงานที่หน่วยงานเดิม น้าก็ไปคุยกับท่านตาดูได้ หรือถ้าอยากจะเดินในเส้นทางสายการลงทุนนี้ต่อ น้าจะไปเปิดบริษัทของตัวเองก็ได้ ถ้าต้องการความช่วยเหลือด้านไหน บอกหนูได้เลย หนูพร้อมช่วยเต็มที่ค่ะ”
คำพูดของซ่งอวี้หน่วนทำให้เซี่ยจื้อตื้นตันจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “แล้วที่นี่จะทำยังไงล่ะ เดิมทีก็มีแค่น้าอยู่คนเดียว”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มบางๆ “ไม่เห็นเป็นอะไรเลยค่ะ ขอแค่หนูมีเงินทุน เรื่องอื่นก็จัดการได้ไม่ยาก”
เซี่ยจื้อก้มหน้าลงอย่างละอายใจ จริงอย่างที่เธอว่า เขาไม่ใช่บุคลากรที่ขาดไม่ได้ เพียงแต่โอกาสแบบนี้มันน่าเสียดายจริงๆ เมื่อแม่ถึงขั้นเอาชีวิตมาเป็นเดิมพัน เรื่องก็แพร่กระจายออกไปในวงกว้าง หากเขายังดึงดันที่จะทำงานที่นี่ต่อไป ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงของเขาจะป่นปี้ แต่ชื่อเสียงของเสี่ยวหน่วนก็จะพลอยมัวหมองไปด้วย
เซี่ยจื้อรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “ตอนที่หนูไปฮ่องกง ซ่างกวนเหิงมีท่าทีเป็นยังไงบ้าง”
ยังไม่ทันที่ซ่งอวี้หน่วนจะได้ตอบ เขาก็พึมพำกับตัวเองต่อ “น้าเพิ่งสังเกตว่าสองพี่น้องคู่นั้นมีปัญหาจริงๆ พวกเขาแทบไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเลย เมื่อก่อนอาจจะดูไม่ออก แต่ตอนนี้มันชัดเจนมาก
แล้วคุณแม่ของน้า ท่านก็ดูเหมือนจะไม่เคยมองย้อนกลับมาทบทวนการกระทำของตัวเองจากมุมของคนอื่นเลยสักครั้ง ท่านถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีกปี ตอนพวกเราไปเยี่ยม ท่านก็ยังไม่สำนึกผิดเลยสักนิด ยังคงโทษว่าเป็นความผิดของคนอื่น ทำให้ตัวเองต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้”
ซ่งอวี้หน่วนได้แต่นิ่งเงียบ แต่ในใจกลับเย้ยหยัน คงเพราะชีวิตสุขสบายเกินไป ถึงได้มีนิสัยเสียๆ แบบนี้ติดตัวมา คนใจคออำมหิตเช่นนี้ สมควรแล้วที่จะถูกปล่อยให้อดตาย
เธอเลือกที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ยังไงท่านก็เป็นแม่ของน้า ในฐานะคนนอก หนูคงพูดอะไรมากไม่ได้ น้าจะอยู่หรือไปก็ตัดสินใจได้เต็มที่ ถ้าอยากจะไปตอนนี้เลย หนูก็ไม่ขัดข้องค่ะ”
เซี่ยจื้อตกอยู่ในความสับสนอย่างหนัก เขาไม่อยากจากไปแม้แต่น้อย แต่การกระทำของแม่ก็ทำให้เขาอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้สึกเกลียดแม่เลยสักครั้ง แต่บัดนี้ ความรู้สึกชิงชังได้เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขาแล้ว
ไหนใครๆ ก็บอกว่าความรักของแม่นั้นยิ่งใหญ่และเสียสละ แต่แม่ของเขากลับเอาแต่อ้างว่าทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่ออนาคตของลูกๆ ทั้งนั้น
[จบบท]