บทที่ 513: พลังฝีปาก
ซ่งอวี้หน่วนนึกเคืองหวังซิ่วเหนียงอยู่ในใจ นี่มันจะเกินไปหน่อยแล้ว เธอยังไม่ทันได้พูดอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ต้องมาทนฟังวาจาเสียดสีจากหญิงสูงวัย
“คนที่ควรจะอับอายคือคุณมากกว่ามั้งคะ ถึงจะเคยช่วยชีวิตคุณปู่มู่หรงไว้ก็จริง แต่คุณปู่ก็ช่วยเลี้ยงลูกของคุณทั้ง 3 คนจนเติบใหญ่ บุญคุณครั้งนั้นก็ถือว่าทดแทนกันไปหมดแล้วไม่ใช่หรือไง”
“ถ้าคุณยังพอมีความละอายใจอยู่บ้าง ก็ไม่ควรจะปักหลักอยู่ที่นี่ ในเมื่อคุณกับคุณปู่หย่าขาดจากกันแล้ว ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันอีก หากวันข้างหน้าคุณปู่คิดจะหาคู่ชีวิตใหม่ การมีคุณอยู่ในบ้านมันจะดูเป็นเรื่องอะไรไปได้คะ”
น้ำเสียงของซ่งอวี้หน่วนใสกังวานแต่ฉะฉาน ถ้อยคำพรั่งพรูรวดเร็วดุจดังเม็ดไข่มุกที่โปรยปรายลงบนถาดหยกชั้นเลิศ
หวังซิ่วเหนียงถึงกับจนตรอก ถูกต้อนจนมุมจนไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้ง ได้แต่ถลึงตาจ้องเด็กสาวตรงหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
มู่หรงเฟิงทราบดีถึงความหัวดื้อและหยาบคายของอดีตภรรยา แต่ก็คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะถูกเด็กสาวอย่างเสี่ยวหน่วนตอกกลับจนหน้าหงาย
โหลวเมิ่งจวินก้าวออกมาข้างหน้า ยืนขวางซ่งอวี้หน่วนไว้ ก่อนจะไล่สายตาสำรวจหวังซิ่วเหนียงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
“อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ยังจะมาหาเรื่องทะเลาะกับเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานอีก เธอนี่มันช่างไร้ยางอายจริงๆ ฉันว่าคนที่สมควรเก็บข้าวของออกไปคือเธอมากกว่า อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลยว่าฉันอ่านความคิดของเธอไม่ออก”
“ที่เธอมาปักหลักอยู่ตรงนี้ไม่ยอมไปไหน ก็เพราะหวังสมบัติพัสถานของพี่เขยฉัน ทั้งบ้านหลังนี้แล้วก็เงินเก็บของเขาสินะ”
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ของทุกชิ้นที่นี่เป็นของหลานสาวฉัน ถ้าคิดจะฮุบไปเป็นของตัวเองละก็...ฝันไปเถอะ!”
ซ่งอวี้หน่วนยืนอมยิ้มอยู่เบื้องหลัง เธอมองแผ่นหลังของโหลวเมิ่งจวินด้วยความอุ่นใจ เธอรู้ดีว่าโหลวเมิ่งจวินในยามนี้หาใช่คุณหนูหกผู้อ่อนแอแห่งตระกูลมู่หรงที่เมืองเซี่ยงไฮ้เมื่อวันวานอีกต่อไป การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเลี้ยงดูเด็กทารกจนเติบโตแข็งแรง แถมยังปกป้องคุ้มครองมาได้อย่างดีเยี่ยมนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยสักนิด
หากจะวัดกันที่พลังฝีปากแล้ว หวังซิ่วเหนียงเทียบไม่ติดฝุ่นแม้แต่ปลายเล็บ
โหลวเมิ่งจวินเผชิญหน้ากับหวังซิ่วเหนียงด้วยสีหน้าเย้ยหยัน ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำทีละถ้อยคำอย่างชัดเจน
“จำใส่สมองของเธอไว้ซะ ฉันคือน้าแท้ๆ ของเชียนเชียน และเชียนเชียนก็คือลูกสาวเพียงคนเดียวของพี่เขยฉัน เป็นทายาทสายตรงเพียงคนเดียวที่เขามี พวกเราคือครอบครัวที่ผูกพันกันโดยสายเลือด แต่เธอล่ะ เป็นตัวอะไร?”
“หากยังเป็นสมัยก่อน ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าเข้าบ้านนี้ เธอต้องคุกเข่าคำนับป้ายวิญญาณของพี่สาวฉัน เพื่อขออนุญาตจากเธอเสียก่อน หากพี่สาวฉันไม่อนุญาต แม้แต่ตำแหน่งอนุภรรยาเธอก็ยังไม่มีสิทธิ์ได้เป็น”
“แต่ก็น่าเสียดาย ที่นี่คือยุคใหม่แล้ว ธรรมเนียมเก่าๆ จึงใช้ไม่ได้ ทว่าในสังคมใหม่ การสมรสและการหย่าร้างต่างก็อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย ในเมื่อพวกเธอหย่ากันแล้ว ก็ไม่เหลือความผูกพันใดๆ ต่อกัน เธอเอาความกล้าจากไหนถึงได้หวนกลับมาที่นี่อีก?”
“ส่วนเรื่องที่เธอเคยช่วยพี่เขยฉันไว้...นั่นถือเป็นบุญของเธอแล้ว ถ้าไม่มีเขา ป่านนี้เธอกับลูกอีก 3 คนคงอดตายไปแล้ว จะมีปัญญาเดินทางมาถึงปักกิ่งได้อย่างไร”
“เธอมันคนไร้วาสนา บอกเลยว่าคนเราต้องรู้จักผิดชอบชั่วดี ถ้าเธอมีบุญวาสนาจริง แค่อดทนรออีกสักนิด ไม่หูเบาเชื่อคำพูดลูกชาย ไม่หย่ากับพี่เขยฉัน คอยดูแลปรนนิบัติเขาอย่างดีไม่ทอดทิ้งกัน หรือถ้าเธอไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไป มีลูกให้เขาสักคน ถ้ามีเด็กคนนั้นอยู่เป็นโซ่ทองคล้องใจ ใครหน้าไหนจะกล้าปฏิเสธ”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทั้งบ้านทั้งเงินเก็บย่อมต้องมีส่วนของเด็กคนนั้นแน่นอน และฉันก็จะเรียกเธอว่า ‘พี่สาว’ ได้อย่างเต็มปากเต็มใจ”
“แต่ตอนนี้... ถุย! นังคนเนรคุณ! อกตัญญูไม่รู้จักบุญคุณคน! พอเห็นพี่เขยฉันล้มป่วยก็ถีบหัวส่ง ถ้าไม่ใช่เพราะพี่กู้ไปพบเข้าเสียก่อน ป่านนี้พี่เขยฉันคงสิ้นใจไปนานแล้ว ยังจะมีหน้ากลับมาที่นี่อีกเหรอ อยากจะอยู่ต่อก็ได้นะ...เอาทะเบียนสมรสมายืนยันสิ ถ้าไม่มี...ก็ไสหัวไปซะ!”
ซ่งอวี้หน่วนมองโหลวเมิ่งจวินด้วยสายตาชื่นชมอย่างแท้จริง
ดูเอาเถิด... ฝีปากกล้าแกร่งถึงเพียงนี้ ใครจะไปสู้ได้
ณ ขณะนั้น แม้ในสวนจะมีผู้คนอยู่พอสมควร แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุรุษผู้มีเกียรติและมีสถานะทางสังคม คงไม่มีใครลดตัวลงไปต่อปากต่อคำกับสตรีปากตลาดเช่นนี้
ทว่าสำหรับโหลวเมิ่งจวินแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด การสั่งสอนหวังซิ่วเหนียงถือเป็นเรื่องที่สมควรทำ และทุกถ้อยคำที่เธอเอ่ยออกมาก็ล้วนเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็มองไปยังโหลวเมิ่งจวินด้วยสายตาเลื่อมใส
ช่างเป็นการตอบโต้ที่ยอดเยี่ยมและสะใจอย่างที่สุด
หวังซิ่วเหนียงกลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ความโกรธและความอัปอายแล่นริ้วขึ้นมาจนร่างสั่นเทิ้ม ใบหน้าพลันซีดเผือดจนกลายเป็นสีเขียวคล้ำ เธอรีบยกมือกุมอกไว้ ร่างกายโงนเงนคล้ายจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
โหลวเมิ่งจวินแค่นเสียงอย่างสมเพช “อย่ามาแกล้งสำออยตบตาฉันหน่อยเลย ต่อให้เธอตายไปจริงๆ ก็แค่เอาไปเผาให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ที่ปักกิ่งนี่เขาไม่นิยมฝังในโลงกันหรอกนะ แต่ถ้าป่วยจริงก็ไปโรงพยาบาล ตระกูลมู่หรงของเรายังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขั้นจ่ายค่าหยูกค่ายาแค่นี้ให้ไม่ได้หรอก”
เธอหันไปทางมู่หรงเฟิง “พี่เขยคะ โทรศัพท์หาพวกอกตัญญูนั่นเลยค่ะ บอกพวกมันไปว่าแม่บังเกิดเกล้ากำลังจะตายแล้ว ถ้ายังไม่รีบแจ้นมาก็จะไม่ได้ดูใจเป็นครั้งสุดท้าย…”
“เอ... ช่างเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจัดการโทรเอง ฉันจะได้ถือโอกาสคุยกับผู้ใหญ่บ้านและเลขาพรรคที่หมู่บ้านซิ่งฮวาด้วยเลย จะได้ถามให้รู้เรื่องว่าอบรมสั่งสอนคนในหมู่บ้านกันแบบไหน ถึงได้ปล่อยให้คนหย่าแล้วยังหน้าด้านกลับมาวุ่นวายที่บ้านสามีเก่า ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ไม่รู้จักยางอายกันบ้างหรือไง”
ซ่งอวี้หน่วนอยากจะปรบมือดังๆ ให้กับคำพูดนั้น มันช่างเป็นวาจาที่เฉียบคมและไพเราะจับใจเสียนี่กระไร
หวังซิ่วเหนียงถึงกับหมดแรง ทรุดกายนั่งลงกับพื้นอย่างสิ้นท่า ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดผวา
สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ย่อมต้องการไขว่คว้าสิ่งดีและหลีกหนีจากภัยอันตราย หวังซิ่วเหนียงสัมผัสได้ถึงไอสังหารและความเกลียดชังอันแรงกล้าที่ฉายชัดออกมาจากแววตาของโหลวเมิ่งจวิน
ร่างกายของเธอสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
พลันภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมาทั่วแผ่นหลัง เธอไม่อยากตาย ไม่อยากจบชีวิตลงอย่างเดียวดายที่นี่แล้วถูกนำร่างไปเผา เธอต้องการให้ลูกชายอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่จากไปอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง
ที่นี่... เธอกับมู่หรงเฟิงไม่มีลูกด้วยกัน คนในบ้านหลังนี้ไม่มีใครเลยที่เป็นสายเลือดของเธอ แล้วจะหวังให้ใครมาดูแลเธออย่างดีได้อย่างไร
ความคิดที่สับสนวุ่นวายทำให้หวังซิ่วเหนียงเกิดอาการหน้ามืดฉับพลัน ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง เธอได้ยินเสียงของโหลวเมิ่งจวินตะโกนสั่งการอยู่ไกลๆ
“ส่งตัวไปโรงพยาบาล! แล้วไปเก็บข้าวของทุกชิ้นในห้องออกมาให้หมดเดี๋ยวนี้ ฉันจะโทรไปบอกพวกคนเนรคุณนั่นเอง ว่าแม่จะตายทั้งคนยังไม่คิดจะมาดูใจ ช่างเป็นลูกทรพีจริงๆ...”
‘นังแก่สารเลว กล้าแช่งให้ฉันตายเรอะ ฉันไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก’ หวังซิ่วเหนียงกรีดร้องอยู่ในใจ แต่สุดท้ายก็มิอาจต้านทานความมืดมิดที่ถาโถมเข้ามาได้และหมดสติไปในที่สุด
ซ่งอวี้หน่วนอดคิดไม่ได้ว่า ตามเนื้อเรื่องในนิยาย โหลวเมิ่งจวินคงจะยังไม่ปรากฏตัวขึ้นมา มิฉะนั้นแล้ว มู่หรงเชียนเชียนคงไม่ต้องลงเอยด้วยการจบชีวิตตนเองพร้อมกับลากครอบครัวของหวังซิ่วเหนียงไปตายด้วยกัน
ใช่แล้ว... เหตุการณ์เมื่อครู่ที่มู่หรงเชียนเชียนเป็นตัวจุดประกาย ทำให้เนื้อเรื่องเริ่มดำเนินไปอีกครั้ง
ตามท้องเรื่องเดิม อีกประมาณปีครึ่งนับจากนี้ มู่หรงเชียนเชียนจะถูกหวังซิ่วเหนียงและลูกชายของเธอบีบคั้นจนหมดสิ้นความอดทน เธอจะลงมือสังหารหวังซิ่วเหนียงกับลูกชายทั้งสอง ก่อนจะปลิดชีวิตตนเองตามไป
ตอนนั้นหวังซิ่วเหนียงยังคงแอบอ้างสถานะภรรยาของมู่หรงเฟิงอยู่ แม้ว่าทั้งคู่จะหย่าขาดจากกันไปแล้ว แต่มู่หรงเชียนเชียนกลับไม่เคยล่วงรู้ความจริงข้อนี้เลย อีกทั้งในช่วงเวลานั้น ผู้เฒ่ากู้ก็ได้จากไปแล้ว
อันที่จริง ผู้เฒ่ากู้ได้วางแผนทุกอย่างไว้ให้มู่หรงเชียนเชียนอย่างดีเยี่ยม เธอมีทั้งงานการที่มั่นคง มีบ้านเป็นของตนเอง และยังมีเงินเก็บก้อนโต แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่อาจต้านทานการแอบอ้างสถานะ ‘ผู้มีพระคุณ’ และ ‘ภรรยา’ ของหวังซิ่วเหนียงได้เลย
สถานการณ์ในตอนนั้นแตกต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง เพราะในนิยาย หวังซิ่วเหนียงได้ยกลูกชายทั้งสองพร้อมครอบครัวรวมแล้วกว่าสิบชีวิตเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบสายตาไปมองผู้เฒ่ากู้
ผู้เฒ่ากู้พลันรู้สึกใจหายวาบ เขาไม่ได้ยินเสียงในใจของเธอ... หรือว่ายังมีเรื่องบางอย่างที่เขายังไม่รู้อีกงั้นหรือ?
ในตอนนี้ โหลวเมิ่งจวินได้เดินไปอยู่ตรงหน้ามู่หรงเฟิงแล้ว น้ำตาของเธอรินไหลอาบแก้ม “พี่เขยคะ ฉันคิดถึงพี่สาวเหลือเกิน เมื่อไหร่คุณจะพาฉันไปหาพี่สาว...”
มู่หรงเฟิงถึงกับร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก เมิ่งจวินหรือน้าหกของลูกสาวเป็นน้องคนเล็กสุด เขาและเมิ่งชิงผู้เป็นภรรยาแทบจะเลี้ยงดูเธอมากับมือ
มู่หรงเชียนเชียนคุกเข่าลงเบื้องหน้าคนทั้งสอง ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน
ผู้เฒ่ากู้จึงรีบจัดการสถานการณ์ สั่งให้คนนำร่างของหวังซิ่วเหนียงส่งโรงพยาบาล และจัดหาแม่บ้านมาดูแลเป็นการชั่วคราว ส่วนซ่งถิงก็อาสาเป็นคนเข้าไปเก็บข้าวของในห้องของหญิงชราจนเรียบร้อย เพื่อรอให้รถพยาบาลมาถึง จะได้ขนทุกอย่างตามไปที่โรงพยาบาลพร้อมกันทีเดียว
บ้านหลังนี้...อย่าได้หวังว่าคนพวกนั้นจะได้ย่างกรายเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว!
[จบบท]