บทที่ 52: หวังต้าจื้อถูกรุม
น้ำเสียงของนายตำรวจอาวุโสที่ดังขึ้นนั้นทรงอำนาจและเด็ดขาด เขากวาดสายตามองทุกคนอย่างน่าเกรงขาม พูดก็ไม่ผิดนักว่า นอกจากคนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวหรือไม่เข้าใจสถานการณ์แล้ว คนอื่นๆ ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
หวังต้าจื้อกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นยินดีเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขารู้สึกมีเพียงความหวาดผวาเท่านั้น
นายตำรวจเจิ้งกล่าวต่อว่า “หนึ่งในผู้ที่แจ้งความได้ให้การไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ ตอนนี้เราต้องการให้ผู้แจ้งความอีกคนหนึ่งลุกขึ้นมายืนยันอย่างกล้าหาญ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการแจ้งความเท็จ”
ซ่งอวี้หน่วนกลอกตาครุ่นคิด ประโยคนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
แสดงว่าหวังจู้จื่อไม่ได้เป็นคนแจ้งความงั้นเหรอ
คงเป็นเพราะเห็นว่าหลินฉิงเอาจริงเข้าแล้ว หวังจู้จื่อเลยเกิดปอดแหกขึ้นมา ไม่กล้าพูดจาเหลวไหลอีก
ลุงจงเดินปรี่เข้าไปไม่กี่ก้าว ก่อนจะคว้าแขนของหวังต้าจื้อที่กำลังจะถอยหนีเอาไว้ พอเห็นท่าทางของอีกฝ่าย ลุงจงก็พอจะเดาออกว่าตัวเองถูกผู้ชายบ้านนอกคนนี้หลอกเข้าให้แล้ว
สีหน้าของลุงจงยังคงเรียบเฉย แต่เรี่ยวแรงที่ใช้กลับมากมายมหาศาล เขากระชากหวังต้าจื้อออกมาข้างหน้าแล้วพูดขึ้น “หวังต้าจื้อคนนี้แหละครับที่เป็นคนเล่าเรื่องเลวร้ายที่ซ่งเหลียงก่อไว้ในหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอให้ผมฟัง เขาสาบานกับผมเลยว่าทุกอย่างเป็นความจริง”
ลุงจงหันไปมองหวังต้าจื้อที่ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ “ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัวไป รถตำรวจมาจอดรอถึงที่แล้ว ตราบใดที่เรื่องที่นายพูดเป็นความจริง ความไม่เป็นธรรมที่น้องชายนายได้รับจะต้องได้รับการสะสางแน่ วางใจได้เลย ไม่มีใครกล้าทำอะไรนายหรอก พูดความจริงออกมา แค่เป็นเรื่องจริง เราก็สามารถจับกุมซ่งเหลียงได้ทันที”
หลินฉิงกล่าวเสริมขึ้นมา “ถึงแม้ว่าเรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก แต่เราจะปล่อยคนชั่วลอยนวลไปไม่ได้เด็ดขาด หวังต้าจื้อ คุณรู้อะไรก็พูดออกมาเถอะค่ะ ไม่ต้องกลัว ซ่งเหลียงไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไร เขาไม่มีปัญญามาทำอะไรคุณได้หรอกค่ะ และที่สำคัญ ตราบใดที่คุณพูดความจริง ถ้าคุณกลัวว่าตระกูลซ่งจะมาแก้แค้น ฉันจะรับรองความปลอดภัยให้พวกคุณเอง ฉันจะพาพวกคุณไปอยู่ที่ปักกิ่ง ซื้อบ้านให้ แล้วก็หางานให้ด้วย เป็นยังไงล่ะคะ”
คำพูดของเธอทำให้ทุกคนต่างสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างไม่อยากจะเชื่อ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังหวังต้าจื้อและคนอื่นๆ ในครอบครัวหวัง บางคนถึงกับมองพวกเขาด้วยแววตาอิจฉา
แต่ว่าซ่งเหลียงไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรมากันนะ ทำไมพวกเขาถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย
แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันหันไปมองซ่งเหลียงที่กำลังกัดกรามแน่น
น้ำเสียงใสกังวานของซ่งอวี้หน่วนก็ดังขึ้นมาเช่นกัน “สหายหลินพูดได้ดีมากค่ะ เราไม่ควรปล่อยคนชั่วลอยนวลไป อย่างเช่นวันนี้ ต่อหน้าคนเกือบพันคน คนทำผิดคิดจะซ่อนตัวก็คงทำได้ยาก สมาชิกหวังผู้กล่าวหาพ่อของฉัน ตราบใดที่คุณพูดความจริง ฉันรับรองว่าจะไม่ตามล้างแค้นแน่นอนค่ะ ไม่เพียงเท่านั้น ฉันยังจะส่งตัวพ่อเข้าคุกด้วยมือของฉันเองอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนมากมายอยู่ที่นี่เป็นพยาน ไหนจะคำสัญญาของสหายหลินที่จะพาคุณไปปักกิ่งอีก คุณวางใจได้เลยค่ะ”
ซ่งอวี้หน่วนเว้นจังหวะ ก่อนจะชี้ไปยังย่าหวัง “แล้วก็คุณย่าหวังด้วยค่ะ เมื่อกี้คุณย่าเพิ่งจะพูดต่อหน้าชาวบ้านหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอว่าพ่อของฉันเป็นคนบงการให้หวังจู้จื่อทุบตีหลินเจีย คุณย่าก็ลุกขึ้นมายืนยันสิคะ แค่บอกเวลา สถานที่ และพยานมายืนยันก็พอ แต่แน่นอนว่าการใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำนะคะ”
พูดจบเธอก็หันไปมองกลุ่มคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ “ท่านผู้นำทุกท่านคะ พวกเรายินดีให้ชาวบ้านทุกคนมาเป็นพยานได้เลยค่ะ ขอแค่มีหลักฐานชัดเจน พวกเรายอมรับผิดแน่นอน”
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวมองซ่งอวี้หน่วนแวบหนึ่ง เด็กสาวที่ดูบอบบางอ่อนโยนคนนี้ ช่างร้ายกาจไม่เบาเลยนะ นี่ถ้าเป็นเรื่องจริง จะส่งพ่อตัวเองเข้าคุกจริงๆ น่ะเหรอ
จ้าวลี่ หลานสาวของเขาเคยบอกว่าเด็กคนนี้น่ารักมาก คนที่ไปแจ้งความเรื่องหวังจู้จื่อที่สหพันธ์สตรีก็คือเธอ
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เหมือนเป็นปืนใหญ่กระบอกเล็กเสียมากกว่า
ชาวบ้านที่เพิ่งจะเข้าใจสถานการณ์ก็หันไปมองหวังต้าจื้อ มีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา “หวังต้าจื้อ แกไปเจอเรื่องดำมืดอะไรของผู้ใหญ่บ้านมา พวกฉันทำไมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย รีบๆ พูดมาสิ”
หวังต้าจื้อไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าหลินฉิงจะจริงจังถึงขั้นจะสืบสวนเรื่องนี้
หวังต้าจื้อรู้สึกมึนงงไปหมด
ค้นพบอะไรกัน เรื่องทั้งหมดเขาแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกคนของหลินฉิงทั้งนั้น
เขาเดิมพันว่าหลินฉิงคงไม่กล้าทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตเพื่อรักษาชื่อเสียงของตัวเอง
แต่คาดไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนี้จะใจเด็ดถึงเพียงนี้ ถึงขั้นพาคนมามากมายขนาดนี้
ดูท่าทางแล้วเธอคงจะเชื่อสนิทใจ
แถมยังให้คำมั่นสัญญาว่าจะพาครอบครัวของเขาไปปักกิ่ง ซื้อบ้านให้ แล้วยังจัดหางานให้อีก วินาทีนี้หวังต้าจื้อถึงกับรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วดวงตา ถ้าทั้งหมดเป็นเรื่องจริงก็คงจะดี
น่าเสียดายที่ไม่มีอะไรเป็นความจริงเลยสักอย่าง
เขาอยากจะพูดความจริงออกไปอยู่หรอก แต่ถ้าสุดท้ายแล้วถูกพิสูจน์ได้ว่าเขาโกหกขึ้นมา ซ่งเหลียงเป็นผู้ชายคงไม่เป็นไร แต่บรรดาผู้หญิงในหมู่บ้านเล่า แค่คิดว่าอาจจะถูกเหล่าป้าๆ น้าๆ ในหมู่บ้านรุมทึ้งจนตายเขาก็หนาวไปถึงกระดูกแล้ว
แล้วพวกผู้ชายล่ะ ต่อให้ปกติจะไม่กล้ายุ่งกับเขา แต่พอถึงตอนนั้น ใครมันจะยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ
ลุงจงมองท่าทางของหวังต้าจื้อแล้วก็มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าตนเองถูกหลอกเข้าให้แล้ว อันที่จริง ตอนแรกเขาเองก็เชื่อเรื่องที่ได้ฟังมาเกินกว่าครึ่ง
เพราะในสายตาของหลินฉิง หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอแห่งนี้ไม่มีคนดีเลยสักคน
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “เรื่องที่แกพูดวันนั้น ฉันจำได้หมดนะ ถ้าแกไม่พูด จะให้ฉันพูดแทนไหม”
ย่าหวังกลอกตาไปมา ในใจก็รู้สึกหวั่นๆ
เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นสดๆ ร้อนๆ ไม่มีมูลความจริงเลยสักนิด บางเรื่องเธอก็เป็นคนช่วยเสริมเข้าไปเองด้วยซ้ำ แต่แค่คำโกหกจะทำให้ซ่งเหลียงถูกจับได้จริงๆ เหรอ
ในตอนนั้นเอง ป้าหลิวก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า “ตกลงว่าซ่งเหลียงไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรมากันแน่ ต้องพูดให้ชัดเจนนะ จะมากล่าวหาคนอื่นส่งเดชไม่ได้”
ลุงจงพูดขึ้นช้าๆ “หวังต้าจื้อบอกว่า ซ่งเหลียงรังแกผู้คนไปทั่ว เป็นตัวชั่วร้าย ทั้งยังล่วงเกินบรรดาหญิงสาวและแม่บ้านในหมู่บ้าน…”
ป้าหลิวเบิกตากว้าง ก่อนจะกรีดร้องออกมาแล้วพุ่งเข้าไปหมายจะฉีกปากของหวังต้าจื้อ พร้อมกับกระชากคอเสื้อของเขาเอาไว้ “หวังต้าจื้อ หลักฐานล่ะ ถ้าแกเอาหลักฐานมาได้ ฉันคนนี้จะคุกเข่าโขกหัวให้แกสามครั้งเลย”
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
หากคำพูดเหล่านี้แพร่ออกไป ผลที่ตามมาคงเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้
นี่มันเป็นการสาดโคลนใส่ซ่งเหลียงและหญิงสาวในหมู่บ้านชัดๆ หากไม่อธิบายให้กระจ่างต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่
มันจะรังแกกันเกินไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน ป้าๆ อีกสองคนที่เพิ่งได้สติก็พุ่งเข้ามาสมทบ
โรงอาหารของกองพลน้อยเอ้อร์เต้าเหอจึงเกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย
นายตำรวจเจิ้งทุบโต๊ะดังปัง “ทุกคนอย่าลงมือ พูดจากันดีๆ”
ป้าหลิวรีบฟ้อง “สหายตำรวจคะ โชคดีจริงๆ ที่พวกคุณมา ไม่อย่างนั้นถ้าเรื่องนี้ไม่ถูกเปิดโปง ไอ้สารเลวหวังต้าจื้อคงเที่ยวไปปล่อยข่าวลือเสียๆ หายๆ จนพวกเราหมดทางแก้ตัวแน่ ฉันรับประกันได้เลยค่ะว่าเรื่องความประพฤติของซ่งเหลียงน่ะขาวสะอาดบริสุทธิ์ ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามพวกปัญญาชนหญิงที่เคยมาที่หมู่บ้านเราได้เลยค่ะ สมัยนั้นก็ไอ้หวังต้าจื้อคนนี้นี่แหละที่คิดไม่ดีกับปัญญาชนหญิงคนหนึ่งจนถูกซ่งเหลียงซ้อมไปหนึ่งยก แล้วส่งตัวไปดัดนิสัยด้วยการใช้แรงงาน นี่มันจงใจหาเรื่องแก้แค้นชัดๆ”
“ใช่ค่ะ ครอบครัวหวังพวกนี้เป็นอันธพาลจะตายไป จริงๆ แล้วผู้ใหญ่บ้านซ่งก็อยากจะจัดการ แต่ก็จนปัญญา”
“ปกติพวกเราไม่กล้ายุ่งกับครอบครัวหวังหรอก แต่วันนี้มันไม่เหมือนกัน เขาไม่ได้สาดโคลนใส่ซ่งเหลียงคนเดียว แต่ยังสาดโคลนใส่พวกเราผู้หญิงทุกคนด้วย ข่วนมันให้ตายเลย”
มีคนพยายามจะพุ่งเข้าไปอีก นายตำรวจนายหนึ่งทำทีเป็นเข้าไปห้าม แต่สุดท้ายหวังต้าจื้อก็โดนข่วนจนได้
ย่าหวังกรีดร้องแล้ววิ่งเข้าไป ป้าลิ่วฉุนขาด พุ่งเข้าไปกระชากย่าหวังลากมาตรงหน้านายตำรวจเจิ้ง “เมื่อกี้ป้านี่ยังใส่ร้ายซ่งเหลียงอยู่เลย ซ่งเหลียงจะไปสอนหวังจู้จื่อให้ตีเมียได้ยังไงกัน ป้าหวัง ป้าบอกมาสิว่าผู้ใหญ่บ้านสอนลูกป้าที่ไหน แล้วพูดว่ายังไง”
สถานการณ์ตรงหน้าค่อนข้างวุ่นวาย
หลินฉิงเห็นดังนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าหวังต้าจื้อโกหก ก้อนหินหนักอึ้งในใจพลันถูกยกออกไป
เธอเงยหน้าขึ้นและสบตากับซ่งอวี้หน่วนที่กำลังจ้องมองเธอด้วยแววตาเย็นเยียบ
ทั้งที่เด็กสาวคนนี้มีหน้าตาน่ารักอ่อนหวานและไม่ค่อยมองใครด้วยสายตาแบบนี้ แต่หลินฉิงกลับรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
[จบบท]