บทที่ 520: คนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า
ซ่งอวี้หน่วนเห็นอีกฝ่ายยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จึงไม่อยากเป็นคนทำลายกฎเกณฑ์นั้น เธอรับห่ออาหารมาไว้ในมือ หลัวซูซิ่วจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะชี้ไปยังกระเป๋าผ้าใบอีกใบพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เสี่ยวหน่วน ในนี้มีสบู่ ผงซักฟอก ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แล้วก็มีรีมสระผมที่ฉันทำเอง ถึงคุณภาพอาจจะสู้ของที่วางขายไม่ได้ แต่ก็ใช้ดีนะจ๊ะ หวังว่าหนูจะไม่รังเกียจ”
หลัวซูซิ่วเคยได้ยินเรื่องราวของครอบครัวซ่งมาบ้าง ทั้งเรื่องที่บ้านเปิดโรงงานเสื้อผ้า มีน้าชายคนเล็กเป็นถึงระดับผู้จัดการในโรงงานยา ทำให้ฐานะทางบ้านของเด็กสาวคนนี้ย่อมไม่ธรรมดา เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ก็พบว่าเป็นความจริงดังว่า เพียงแค่ซ่งอวี้หน่วนยืนอยู่ตรงนั้น รัศมีความงดงามและบุคลิกอันโดดเด่นก็เปล่งประกายออกมาอย่างชัดเจน
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ปกติเธอใช้แชมพูที่ผลิตมาเพื่อจำหน่ายภายในซึ่งอาหญิงซ่งถิงเป็นคนหามาให้หลายขวด คุณภาพก็ถือว่าใช้ได้ นอกจากนี้เธอยังซื้อผลิตภัณฑ์จากฮ่องกงติดมาด้วย
เมื่อเปิดฝาขวดออก สิ่งที่อยู่ข้างในคือครีมเนื้อเนียนสีส้มสวยงาม พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยแตะจมูก ซ่งอวี้หน่วนตกหลุมรักมันตั้งแต่แรกเห็น เธอเงยหน้าขึ้นขอบคุณหลัวซูซิ่วด้วยความยินดีจากใจจริง
เมื่อหลัวซูซิ่วเห็นว่าเด็กสาวแสดงออกว่าชอบผลิตภัณฑ์ของเธอจริงๆ ก็พลอยมีความสุขไปด้วย ช่างแตกต่างจากแม่สามีและน้องสาวสามีของเธอลิบลับที่ถึงแม้จะใช้ของที่เธอทำให้ แต่ก็ใช้ไปบ่นไปไม่หยุดปาก
หลัวซูซิ่วบอกซ่งอวี้หน่วนว่าวันอาทิตย์หน้าจะทำเกี๊ยว แล้วจะนำมาฝาก ซ่งอวี้หน่วนรีบปฏิเสธ เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะอยู่หรือไม่ เนื่องจากการเจรจากับเจมค์คืบหน้าไปมาก บางทีอาจจะต้องมีการเซ็นสัญญาในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
อีกทั้งในช่วงสุดสัปดาห์ คุณย่าของเธอก็มักจะทำเกี๊ยวเป็นประจำอยู่แล้ว ซ้ำเธอยังแอบคิดขำๆ ว่าหากบอกท่านว่าเบื่อเกี๊ยวแล้ว ไม่รู้ว่าจะโดนทำโทษหรือไม่
“ไม่เป็นไรจ้ะ” หลัวซูซิ่วเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจ
“ถ้าหนูไม่อยู่ น้าก็ฝากเพื่อนร่วมหอของหนูไว้ให้ได้ น้าทำเผื่อมาให้ทุกคนอยู่แล้ว ส่วนน้ำพริกเนื้อกับเนื้อวัวแห้งนี่ก็แบ่งกันทานนะ อยู่ข้างนอกบ้าน ถึงจะเป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ก็ต้องรู้จักให้และรับ ความสัมพันธ์ถึงจะไปได้ด้วยดี”
ซ่งอวี้หน่วนรู้สึกว่าคุณยายของเธอช่างสร้างบุญสัมพันธ์อันดีงามไว้จริงๆ หากเธอไม่มีภารกิจมากมาย และต้องมาเรียนที่ปักกิ่งเพียงลำพัง การมีผู้หญิงที่แสนอ่อนโยนและจิตใจดีเช่นนี้คอยดูแลเอาใจใส่ คงเป็นเรื่องที่ดีมากทีเดียว
เธอคิดจะเล่าเรื่องครอบครัวของตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง แต่ก็มีเสียงเรียกให้ไปรวมแถวดังขึ้นเสียก่อน ซ่งอวี้หน่วนจึงคิดว่าการจะป่าวประกาศออกไปตั้งแต่แรกพบว่า ‘คุณน้าไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ บ้านหนูที่ปักกิ่งก็มี คุณย่าก็มาอยู่ดูแล แถมหนูยังมีบริษัทเป็นของตัวเองอีกสองแห่ง’ คงจะเป็นการหักหาญน้ำใจและดูอวดดีเกินไป
การถ้อยทีถ้อยอาศัยและมีน้ำใจต่อกันต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์งอกงาม
“คุณน้าหลัวคะ หนูต้องไปเข้าเรียนแล้วค่ะ ไว้มีเวลาเราค่อยคุยกันใหม่นะคะ” ซ่งอวี้หน่วนกล่าวอย่างสนิทสนม “ได้จ้ะเสี่ยวหน่วน น้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ที่ฝ่ายพลาธิการในบ้านพักข้าราชการ ถ้ามีธุระอะไรก็ไปหาได้ที่นั่นนะ”
ค่ำคืนนั้น หลัวซูซิ่วตั้งใจจะปรึกษาเรื่องสำคัญกับสามี เธออยากจะดูแลเด็กสาวจากบ้านเกิดที่อุตส่าห์สอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของมณฑล เธอไม่ได้กลับบ้านเกิดมานานหลายปีแล้ว แม้บิดามารดาจะล่วงลับไป แต่ก็ยังมีพี่น้องคนอื่นๆ
ทว่าแม่สามีและน้องสาวของสามีกลับแสดงท่าทีรังเกียจ ไม่เคยอนุญาตให้ญาติฝั่งเธอมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน พี่สาวและพี่ชายของเธอเคยมาเพียงครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
หลัวซูซิ่วเอ่ยปากกับหลินหาน สามีของเธออย่างระมัดระวัง ว่ามีเด็กรุ่นน้องจากบ้านเกิดสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของมณฑล เธอจึงอยากจะเชิญเด็กคนนั้นมาทานอาหารที่บ้านในวันอาทิตย์ ไม่ทราบว่าเขาจะเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่
หลินหานซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือเล่มหนาในมือ ขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาไม่ได้เอ่ยถามว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร เพราะสำหรับเขาแล้ว นักเรียนที่สอบได้อันดับหนึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีคนทำได้ทุกปี ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือความรำคาญ
“ผมเป็นอาจารย์ ส่วนนั่นเป็นนักเรียน การที่นักเรียนมากินข้าวที่บ้านเรา ถ้าคนอื่นรู้เข้ามันจะดูไม่ดี”
หลัวซูซิ่วก้มหน้าลงอย่างหมดหวัง แต่ส่วนหนึ่งเธอก็เข้าใจในเหตุผลของสามี เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนระหว่างอาจารย์กับนักเรียน
หลินเฮ่าเจ๋อ ลูกชายวัย 12 ปีของเธอซึ่งมีรูปร่างผอมบาง กำลังทำการบ้านอยู่ในห้องนอน เมื่อเขาเดินออกมาและเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าก็ได้แต่ขมวดคิ้วเงียบๆ
ทว่าแม่หลินซึ่งได้ยินบทสนทนาทั้งหมดกลับไม่พอใจอย่างยิ่ง เธอเริ่มหันมาต่อว่าลูกสะใภ้ทันที “ฉันบอกแกกี่ครั้งแล้วว่าบ้านนอกที่แร้นแค้นมันมีแต่พวกเห็นแก่ตัว ญาติจนๆ ของแกนอกจากจะคิดเอาเปรียบแล้วก็ไม่ทำอะไรเลย แกจะเลิกสุงสิงกับพวกเขาได้หรือยัง”
“เด็กคนนั้นก็ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับแกสักหน่อย แค่คนรู้จัก เป็นลูกของคนบ้านเดียวกันเท่านั้น มันพิสูจน์อะไรได้หรือไง พิสูจน์ได้หรือว่านิสัยจะดี ถ้ามาบ้านเราแล้วมือไวใจเร็วขึ้นมาจะทำยังไง หรือถ้ามาขอข้าวกินทุกวัน แกจะรับผิดชอบไหวเหรอ”
หลินลี่ น้องสาวของสามีรีบผสมโรงอย่างเห็นด้วย “ใช่แล้วค่ะพี่สะใภ้ พี่เป็นแบบนี้เสมอ แยกแยะไม่ออกว่าใครดีใครร้าย ใครเป็นคนนอกคนใน นี่ถ้าชักศึกเข้าบ้านจะทำยังไงคะ ต่อให้แจ้งตำรวจจับไป ตระกูลหลินของเราก็ต้องพลอยอับอายขายหน้าไปด้วย ฉันขอบอกไว้เลยนะหลัวซูซิ่ว ห้ามพาคนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าซี้ซั้วเข้ามาในบ้านเด็ดขาด”
ว่าแล้วแม่หลินก็ปรี่เข้ามาหาลูกสะใภ้ด้วยท่าทีฉุนเฉียว ชี้หน้าถามเสียงดัง “เนื้อแห้งกับน้ำพริกเนื้อที่ฉันเก็บไว้ในตู้กับข้าว ทำไมมันพร่องไปล่ะ นี่แกแอบเอาไปให้คนบ้านเดียวกันของแกใช่ไหม”
หลินลี่กระทืบเท้าอย่างหัวเสีย “แม่เห็นไหมคะ ตอนนั้นหนูบอกว่าจะเอาไปฝากเพื่อนที่ทำงานแม่ก็ไม่ยอม ทีนี่เป็นไงล่ะ พี่สะใภ้เอาไปประเคนให้คนของเขาหมดแล้ว สมใจแม่หรือยัง”
เธอยังหันไปจิกกัดหลัวซูซิ่วต่อ “ของที่พี่ชายฉันทำงานหาเงินมาแทบตาย พี่กล้าดียังไงเอาไปแจกจ่ายให้คนจากบ้านนอกของพี่ส่งเดช พวกนั้นมันก็แค่คนจนๆ ที่ไม่ได้ติดต่อกันมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคนแล้ว พี่นี่ใจกว้างเป็นแม่น้ำจริงๆ หรือที่แท้ก็แค่คนโง่กันแน่”
แม่สามีโกรธจนใบหน้าแทบจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว “นับจากนี้ไป ฉันห้ามแกติดต่อกับคนจากบ้านเกิดอีกเด็ดขาด ฉันโมโหจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว ของตั้งเยอะแยะบอกจะยกให้ใครก็ยกให้ง่ายๆ เงินที่ซื้อมาเป็นเงินของแกหรือไง บ้านหลังนี้เป็นของแกหรือ”
หลินลี่แค่นเสียงเยาะเย้ย “ญาติจนๆ จากบ้านนอกของพี่นี่ช่างหน้าไม่อายจริงๆ นะคะ เขาให้ก็รับหมดเลยหรือไง ไม่รู้จักปฏิเสธเสียบ้าง ช่างตะกละตะกลามจริงๆ แต่ก็นะ โตจนป่านนี้คงไม่เคยได้ลิ้มรสเนื้อหรอก”
ใบหน้าของหลินเฮ่าเจ๋อแดงก่ำ เขาจ้องมองผู้เป็นย่าและอาด้วยแววตาขุ่นเคือง “ทำไมคุณย่ากับคุณอาต้องดูถูกคนอื่นด้วยครับ แค่เป็นคนจากบ้านเกิดคุณแม่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีปัญญากินเนื้อนี่ครับ แล้วอีกอย่าง ถึงจะไม่มีกินมันผิดกฎหมายหรือไงครับ”
หลินลี่ปรี่เข้าไปตบหน้าหลานชายฉาดใหญ่ “แกไอ้เด็กไม่รักดี ฉันอุตส่าห์รักแกเสียเปล่า ยังไม่เคยเห็นหน้าเพื่อนแม่แกเลยด้วยซ้ำ ก็ออกรับแทนกันแล้วเหรอ”
แม่หลินรีบผลักลูกสาวของตนออกไป “ฉันเตือนแกนะหลินลี่ ถ้าแกกล้าตบหัวหลานชายฉันอีกละก็ ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่”
หลินลี่กระทืบเท้าอย่างขัดใจ เตรียมจะอ้าปากเถียงกลับ แต่แล้วเสียง ‘ปัง’ ก็ดังลั่นมาจากโต๊ะทำงาน เมื่อหลินหานฟาดหนังสือลงอย่างแรง “ช่วยเงียบกันหน่อยได้ไหม พรุ่งนี้ผมมีสอนแต่เช้า”
ขนาดของบ้านที่เขาอาศัยอยู่ไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่เมื่อเทียบกับตำแหน่งหน้าที่การงานแล้วก็ถือว่าไม่เล็ก ทว่าการที่ต้องอยู่รวมกันทั้งพ่อแม่และน้องสาว ก็ทำให้พื้นที่ส่วนตัวลดน้อยลงจนน่าอึดอัด เพื่อให้ลูกชายมีสมาธิในการเรียน เขาถึงกับต้องสละห้องหนังสือของตัวเองให้ ตอนนี้แม้แต่เวลาเตรียมการสอนอย่างสงบก็ยังหาไม่ได้
สายตาของหลินหานกวาดมองภรรยาที่ยืนทำอะไรไม่ถูกด้วยความรำคาญใจ “เมื่อกี้ที่ผมพูดไป หวังว่าคุณจะจำใส่ใจไว้ด้วย”
ใบหน้าของหลัวซูซิ่วซีดเผือด เธอทำได้เพียงพยักหน้ารับคำ ในใจเธอนึกเถียง...เสี่ยวหน่วนไม่ใช่คนไม่ดีอย่างที่พวกเขาคิดเลยสักนิด ที่บ้านของเธอเป็นเจ้าของโรงงานเสื้อผ้าด้วยซ้ำ
แต่เมื่อนึกถึงอุปนิสัยของน้องสาวสามีที่มักจะดูแคลนคนจากบ้านเกิดของเธอเสมอมา เธอก็รู้ได้ในทันทีว่าต่อให้บ้านของเสี่ยวหน่วนจะทำธุรกิจใหญ่โตเพียงใด น้องสามีก็คงหาเรื่องดูถูกได้อยู่ดี มิหนำซ้ำอาจจะยิ่งถากถางแดกดันอย่างไม่จบไม่สิ้น หลัวซูซิ่วจึงได้แต่กล้ำกลืนคำอธิบายทั้งหมดลงไปในลำคอ
[จบบท]