บทที่ 525: คนที่จ้องจะเอาเปรียบ
เพียงมีงานบ้านชิ้นไหนที่หลุดรอดสายตาไป แม่สามีก็จะเริ่มคร่ำครวญว่าเธอเอาแต่เกียจคร้าน หวังจะให้คนแก่ใกล้ฝั่งอย่างท่านต้องมาคอยรับใช้ลูกสะใภ้ไปจนตายกระมัง
วิธีการพูดเช่นนี้คือสิ่งที่หลัวซูซิ่วชิงชังเหลือเกิน ไม่ต่างจากสถานการณ์ในตอนนี้เลย
ทว่า วันนี้หลัวซูซิ่วกลับไม่รู้สึกปวดใจหรือเบื่อหน่ายเหมือนเช่นเคย ตรงกันข้าม ในใจของเธอกลับมีความรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกผุดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
ความลับนี้ยังไม่อาจปริปากบอกใครได้ เกรงว่าหากพูดออกไปจะทำให้ทุกคนแตกตื่นกันไปเสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้น หากใครล่วงรู้ว่าครอบครัวของเสี่ยวหน่วนเป็นเจ้าของโรงงานเสื้อผ้าเข้าล่ะก็ มีหวังน้องสาวของสามีตัวดี ที่ทั้งรักสวยรักงามแต่ไม่มีเงินเป็นของตัวเอง แถมยังไม่รู้จักยางอาย คงหาทางเข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์เป็นแน่
ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ คงไม่ได้เอาเปรียบเพียงอย่างเดียว แต่ยังจะดูแคลนคนอื่นไปพร้อมกันด้วย เธอไม่อยากจะหาเหาใส่หัวตัวเอง
หลัวซูซิ่วมองหลินหานที่กำลังก้มหน้าก้มตาทานข้าว แต่หางตาและมุมปากกลับซ่อนรอยยิ้มพึงพอใจเอาไว้ไม่อยู่ ทำให้หลัวซูซิ่วตระหนักว่าเรื่องราวเมื่อตอนกลางวันไม่ได้จบลงไปแล้ว และไม่ใช่สิ่งที่เธอจินตนาการขึ้นเอง แต่มันคือความจริง
หัวใจของเธอเจ็บปวดราวกับมีเลือดไหลริน “หลินหานคะ” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “ฉันไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลี้ยงข้าวเพื่อนที่มาจากบ้านเกิดเดียวกันสักมื้อเลยเหรอ ทุกวันนี้ฉันไม่ได้ทำงาน ไม่ได้หาเงินเข้าบ้านหรือยังไง”
มือที่กำลังคีบตะเกียบของหลินหานชะงักค้าง เขายกศีรษะขึ้นมองภรรยาที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ เธอยังคงเป็นคนเดิม คนที่เขาคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าคุ้นเคย แต่เขากลับไม่เคยได้ยินหลัวซูซิ่วพูดจาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อนเลย
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ บรรยากาศช่างดูผิดแผกไป อาจเป็นเพราะความละอายใจ เมื่อตั้งสติได้ หลินหานจึงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “อยากไปก็ไปสิ”
จังหวะนั้นเอง หลินเฮ่าเจ๋อก็เดินกลับมาจากโรงเรียนพอดี แม่หลินที่ตั้งท่าจะก่อเรื่องจำต้องสงบปากสงบคำ แล้วรีบหันไปเอาอกเอาใจหลานชายคนโตแทน
หลัวซูซิ่วเดินตามลูกชายเข้าไปในห้องของเขาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “แม่มีเพื่อนคนหนึ่งมาจากบ้านเกิดเดียวกับเรานะลูก เขาเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ด้วยคะแนนเป็นอันดับหนึ่งของมณฑลเลยนะ เป็นพี่สาวที่เก่งมาก ชื่อซ่งอวี้หน่วน แถมเธอยังให้ชุดวอร์มลูกมาหนึ่งชุดด้วย เป็นชุดที่โรงงานของครอบครัวเธอเพิ่งผลิตออกมา กำลังจะวางขายเร็วๆ นี้แล้ว รีบเปลี่ยนชุดเร็วเข้า แม่นัดพวกเขาไว้แล้วว่าจะไปกินหม้อไฟด้วยกัน”
หลินเฮ่าเจ๋อไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แม้จะเป็นเด็กผู้ชาย แต่เขาก็ใฝ่ฝันอยากได้ชุดวอร์มที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้มานานแล้ว เสื้อผ้าแบบนี้เพิ่งจะมาโด่งดังเอาในปีนี้เอง
เพื่อนในห้องส่วนใหญ่ก็มีใส่กันทั้งนั้น แต่พอรู้ราคา เขาก็ไม่เคยรบเร้าขออีกเลย เพราะมันแพงเหลือเกิน แพงกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของแม่เสียอีก
แม่ของเขาทำงานหนักมาก รายได้หลักของบ้านหลังนี้มาจากพ่อและแม่ของเขาเท่านั้น ถึงจะไม่มีใครเคยบอก แต่เขาก็พอจะมองสถานการณ์ออก
คุณปู่สุขภาพไม่แข็งแรง เงินเดือนทั้งหมดจึงตกเป็นของป้าใหญ่เพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล ส่วนเงินเดือนของคุณย่าก็มีไม่มากนัก แถมยังต้องเจียดไปจุนเจือน้องสาวของพ่อที่ยังคงว่างงานอยู่ คุณย่าเป็นคนประหยัดอย่างยิ่ง ถึงจะรักและเอ็นดูเขามากเพียงใด แต่ไม่มีทางที่จะซื้อชุดวอร์มราคาแพงลิบลิ่วแบบนี้ให้เขาอย่างแน่นอน
ชุดวอร์มสีเทาเข้มทำให้เด็กชายดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ห้องนอนของหลินเฮ่าเจ๋อไม่มีกระจกบานใหญ่ แต่ในห้องนั่งเล่นมีอยู่บานหนึ่ง เมื่อเขาเดินออกไปจากห้อง ร่างในชุดใหม่ก็สามารถสะกดสายตาของคนสามคนที่กำลังทานอาหารอยู่ได้เป็นอย่างดี
เด็กหนุ่มวัย 12 ปีมีรูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกสง่างาม และมีใบหน้าที่หล่อเหลา เมื่อสวมชุดวอร์มชุดนี้เข้าไป ก็ยิ่งขับเน้นให้เขาดูเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวัยเยาว์ แม้แม่หลินกับหลินหานจะรู้สึกเสียดายเงินอยู่บ้าง
แต่เมื่อเห็นหลินเฮ่าเจ๋อในชุดใหม่ที่ดูดีมีชีวิตชีวาขนาดนั้น ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่า แม่หลินรู้สึกภาคภูมิใจในตัวหลานชายเป็นอย่างยิ่ง เธอมีลูกชาย 1 คน และลูกสาว 2 คน ยิ่งตอนนี้มีนโยบายวางแผนครอบครัวแล้วด้วย หากตอนนั้นเธอคลอดออกมาเป็นลูกสาวทั้งหมด ป่านนี้ตระกูลหลินของเธอก็คงไร้ผู้สืบทอดไปแล้ว
เหตุผลเดียวที่เธอยังทนให้ผู้หญิงบ้านนอกคนนี้อยู่ในบ้าน ก็เพราะหล่อนให้กำเนิดหลานชายคนโตแก่ตระกูลหลิน
การมีลูกสะใภ้อย่างหลัวซูซิ่ว ทำให้เธอแทบไม่กล้าสู้หน้าเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกัน ลูกชายของเธอเพียบพร้อมและโดดเด่นเพียงใด ครั้งหนึ่งเพื่อนที่ทำงานเก่าเคยเสนอตัวเป็นแม่สื่อ แนะนำหลานสาวของตัวเองให้ แต่เธอก็ยังไม่ถูกใจ จนเกิดเป็นความบาดหมางใจกันอยู่พักใหญ่
ท้ายที่สุด ลูกชายของเธอก็พาหลัวซูซิ่วกลับมาจากอำเภอหนานซาน ถึงจะไม่ใช่คนชนบทเต็มตัว แต่อำเภอเล็กๆ เช่นนั้น ในสายตาของคนเมืองหลวงอย่างพวกเขาแล้ว จะต่างอะไรกับบ้านนอกกัน
ยิ่งไปกว่านั้น หลัวซูซิ่วยังเรียนไม่จบแม้กระทั่งชั้นมัธยมต้นด้วยซ้ำ ในขณะที่หลานสาวของเพื่อนร่วมงานคนนั้น จบการศึกษาระดับอนุปริญญามาแล้ว
เมื่อเพื่อนคนนั้นรู้ข่าว ก็เที่ยวป่าวประกาศไปทั่วด้วยความขบขัน ตบขาฉาดใหญ่พลางหัวเราะเสียงแหลมสูงราวกับเป็ดแก่ “ฉันก็นึกว่าลูกชายสุดที่รักของเธอจะคว้าเจ้าหญิงมาจากไหน ที่แท้ก็ได้แค่นี้เองเหรอ เฮอะ! ทำเป็นรังเกียจหลานสาวฉัน สุดท้ายคนที่ได้มาเป็นสะใภ้ยังเทียบไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บของหลานฉันเลยด้วยซ้ำ”
แต่เมื่อไม่พอใจแล้วจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อตอนที่พวกเขากลับมา หลานชายก็อายุ 7 ขวบแล้ว
แม่หลินเหลือบมองหลัวซูซิ่วที่ยืนอยู่ด้านหลังหลานชายคนโปรดด้วยสายตาเกรี้ยวกราด สุดท้ายก็ทำได้เพียงกัดฟันยอมรับชะตากรรม
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฮ่าเจ๋อได้ออกมาทานข้าวนอกบ้านกับแม่ตามลำพัง แถมยังเป็นหม้อไฟที่เขาชอบอีกด้วย ระหว่างทาง เด็กชายแอบกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ไปหลายครั้งด้วยความตื่นเต้น
อันที่จริงฐานะทางบ้านของเขาก็ไม่ได้ลำบาก เพียงแต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะมานั่งทานอาหารนอกบ้านได้บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหม้อไฟ
เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถกินเนื้อคนเดียวได้เป็นสิบจิน แต่ก็ต้องหักห้ามใจเอาไว้ กะว่าจะกินแค่พอเป็นพิธีก็พอ เพราะวันนี้แม่เป็นเจ้ามือ หากเขากินเยอะเกินไป นอกจากแม่จะต้องจ่ายเงินเพิ่มแล้ว พี่สาวคนสวยคนนั้นอาจจะหัวเราะเยาะเอาได้
พี่สาวคนนั้นช่างเก่งกาจ สามารถสอบได้เป็นอันดับหนึ่งของมณฑลเชียว
ถึงแม้ร้านอาหารแห่งนี้จะไม่จำเป็นต้องจองโต๊ะล่วงหน้า แต่หลัวซูซิ่วก็มาถึงตั้งแต่เนิ่นๆ ขณะที่พนักงานยังคงง่วนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบ เธอได้เลือกจองห้องส่วนตัวที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูไว้ห้องหนึ่ง
หลัวซูซิ่วไม่เคยมาทานหม้อไฟมาก่อนจึงไม่รู้วิธีสั่งอาหาร แต่พนักงานบริการกลับมีไหวพริบดีและไม่ได้แสดงท่าทีดูแคลนแม้แต่น้อย ในยุคสมัยนี้ จะมีสักกี่คนที่สามารถมาทานอาหารนอกบ้านได้ทุกวันกัน เธอจึงแนะนำอย่างคล่องแคล่วว่าน้ำซุปราคาเท่าไหร่ เนื้อแกะหนึ่งจานมีกี่จิน ราคาเท่าไหร่ พร้อมทั้งยกย่องว่าเนื้อแกะของทางร้านนั้นสดใหม่และนุ่มละมุนลิ้นเพียงใด รับรองว่าไม่มีร้านไหนในละแวกนี้เทียบได้
ด้วยความที่ตั้งใจจะเลี้ยงแขกคนสำคัญ เธอจึงสั่งอาหารอย่างเต็มที่ เนื้อแกะ 10 จาน แต่ละจานหนักครึ่งจิน พร้อมด้วยเครื่องเคียงอีกหลายอย่าง เมื่อเห็นว่ามีผู้สูงอายุมาด้วย เธอจึงสั่งโจ๊กข้าวฟ่างและเกี๊ยวไส้เนื้อแกะเพิ่มเติม รวมถึงอาหารจานผัดอีก 4 อย่าง และน้ำอัดลมสำหรับทุกคน
ยังไม่ทันที่หลัวซูซิ่วจะได้เอ่ยอะไร หลินเฮ่าเจ๋อก็รีบกระซิบบอก “แม่ครับ ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะกินแค่พอประมาณ พอรู้สึกว่าใกล้จะอิ่ม ผมจะรีบบอกว่าอิ่มแล้วทันที เดี๋ยวพี่สาวคนสวยจะหาว่าแม่พาลูกตะกละมากินให้คุ้ม”
คำพูดของลูกชายทำให้หลัวซูซิ่วรู้สึกจุกในอก แต่ก็ยังคงฝืนยิ้มออกมา “เสี่ยวเจ๋อ รอให้แม่พับกล่องไม้ขีดไฟส่งงานงวดนี้เสร็จก่อนนะ แล้วแม่จะซื้อเนื้อแกะมาทำหม้อไฟกินกันที่บ้าน แม่เพิ่งได้กลิ่นน้ำซุปของร้านนี้ คิดว่าน่าจะทำตามได้ไม่ยาก แล้วเราจะได้กินกันให้หนำใจไปเลย ดีไหมลูก”
หลินเฮ่าเจ๋อส่ายหน้าปฏิเสธ “แม่ครับ คุณย่ากับอาเล็กชอบว่าแม่ พูดจาไม่ดีใส่แม่ตลอดเลย ส่วนพ่อก็ไม่เคยเข้าข้างแม่ เอาแต่ไกล่เกลี่ยไปวันๆ เราอย่าซื้อเนื้อให้พวกเขากินเลยนะ แม่เก็บเงินไว้นะครับ รอให้ผมโตขึ้น ทำงานหาเงินได้เมื่อไหร่ ผมจะพาแม่ย้ายออกไปอยู่ข้างนอก จะได้ไม่ต้องทนให้ใครมารังแกอีก”
[จบบท]