บทที่ 527: คนบ้านเดียวกันที่ดูธรรมดา?
สายตาของคนขับรถจับจ้องไปยังร่างของซ่งอวี้หน่วนที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว ถนนสายนี้ค่อนข้างเงียบสงบ มีรถและผู้คนสัญจรผ่านไปมาน้อยนิด เพียงแค่เหยียบคันเร่งไม่นาน รถยนต์คันหรูก็เคลื่อนตัวมาจอดเทียบที่หน้าประตูร้านหม้อไฟอย่างรวดเร็ว โดยมีรถอีกคันหนึ่งแล่นตามมาจอดอยู่ด้านหลัง
ทันทีที่กู้หวยอันก้าวลงจากรถ กลุ่มของซ่งอวี้หน่วนที่กำลังพูดคุยอย่างออกรสและเตรียมจะเดินเข้าร้าน ต่างก็หันกลับไปมองเป็นตาเดียวกัน
เสียงแรกที่เปล่งออกมาด้วยความดีใจดังมาจากซ่งหมิงเซิ่งตัวน้อย ซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของหลินเฮ่าเจ๋อ
สวรรค์โปรด! พี่ชายมาช่วยเขาได้ทันเวลาพอดี
เด็กชายรู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อย เขาไม่ใช่เด็กน้อยที่เดินเองไม่ได้เสียหน่อย แต่พี่เฮ่าเจ๋อกลับอุ้มเขาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่กล่าวขอบคุณพี่สาวของเขาเสร็จ แถมยังคะยั้นคะยอให้เขาขี่คอเหมือนตอนเด็กๆ อีกต่างหาก
พ่อเคยบอกว่าการทำแบบนั้นเรียกว่าขี่คอ ซึ่งเขาโตเกินกว่าจะทำอะไรแบบนั้นแล้ว
ในขณะที่จิตใจกำลังสับสนว่าจะปฏิเสธอย่างไรดี กู้หวยอันก็ปรากฏตัวขึ้นราวกับผู้ช่วยชีวิต
ซ่งหมิงเซิ่งรีบไถลตัวลงจากอ้อมแขนของชายหนุ่มรุ่นพี่ แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้ากู้หวยอัน ชายหนุ่มไม่ได้อุ้มเขาขึ้น แต่เลือกที่จะประทับรอยยิ้มอบอุ่นพร้อมกับลูบศีรษะเล็กๆ ของเด็กชายเบาๆ
ทางด้านหลัวซูซิ่ว เธอลอบมองชายหนุ่มรูปงามคนนั้นด้วยความประทับใจ ที่ผ่านมาเธอคิดเสมอว่าสามีของตัวเองนั้นมีหน้าตาและบุคลิกที่ดีหาใครเทียบได้ยาก แต่ดูเหมือนว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆ เมื่อนำมาเทียบกันแล้ว สามีของเธอกลับดูธรรมดาไปถนัดตา
เขาคนนี้เป็นใครกันนะ? ทั้งรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและท่าทีที่องอาจสง่างาม ล้วนบ่งบอกว่าไม่ใช่บุคคลธรรมดา จนเธอรู้สึกเกร็งและไม่กล้าที่จะเข้าไปทักทาย
หลังจากนั้น กู้หวยอันก็เข้าไปทักทายย่าซ่ง หญิงชราจึงเอ่ยปากแนะนำด้วยรอยยิ้ม “นี่เป็นคนบ้านเดียวกับเรา มาจากอำเภอหนานซานเหมือนกัน เมื่อก่อนเคยเป็นปัญญาชนอยู่ที่หมู่บ้านหลิ่วซู่ ถือว่าเป็นคนกันเองทั้งนั้น”
“อ้อ ตอนนี้น้าเขาทำงานอยู่ฝ่ายพลาธิการของมหาวิทยาลัยปักกิ่งพอดีเลย เธอเรียกเขาว่าน้าซิ่วเหมือนเสี่ยวหน่วนก็ได้ พอดีพวกเรากำลังจะเข้าไปกินหม้อไฟกัน หวยอัน พวกเธอกินอะไรมารึยังล่ะ”
ความจริงแล้วกู้หวยอันเพียงแค่แวะมาทักทายเท่านั้น เพราะเขากำลังจะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญ เขารู้สึกยินดีที่ย่าซ่งแนะนำให้เรียกหญิงแปลกหน้าว่าน้าซิ่วเหมือนกับซ่งอวี้หน่วน ชายหนุ่มจึงเอ่ยทักทายอย่างสุภาพและเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ
แม้บทสนทนาระหว่างกู้หวยอันและย่าซ่งจะดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง แต่หลัวซูซิ่วกลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
หลินเฮ่าเจ๋อที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง แต่แล้วก็หุบปากฉับ พูดอะไรไม่ออกสักคำ ทำได้เพียงยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างมารดาของตน
กู้หวยอันสังเกตเห็นท่าทีนั้นและรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เด็กหนุ่มคนนี้ดูฉลาดหลักแหลมไม่น้อย เขาคงเดาตัวตนที่แท้จริงของกู้หวยอันออกแล้ว แต่เลือกที่จะนิ่งเงียบไว้เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์โดยรอบ
ชายหนุ่มจึงส่งยิ้มให้เด็กหนุ่มอย่างเป็นมิตร “เธอคือเสี่ยวเจ๋อใช่ไหม”
ซ่งหมิงเซิ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบตอบแทนเสียงใส “พี่ชาย เขาชื่อหลินเฮ่าเจ๋อ ชื่อเล่นว่าเสี่ยวเจ๋อ เจ๋อที่แปลว่าสระน้ำน่ะครับ”
หลินเฮ่าเจ๋อพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว ตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ใช่…ใช่ครับ ผม…ผมชื่อเสี่ยวเจ๋อ”
ในจังหวะนั้นเอง เลขานุการเสี่ยวอู๋ก็เดินออกมาจากร้านหม้อไฟพอดี เขาพยักหน้าให้กู้หวยอันเป็นสัญญาณ
กู้หวยอันมาเร็วไปเร็วเหมือนสายลม เขาคุยกับซ่งอวี้หน่วนเพียงไม่กี่คำก็ขึ้นรถจากไป
เมื่อทุกคนเข้ามาในร้านจึงได้ทราบว่า เลขานุการเสี่ยวอู๋ได้จัดการสั่งอาหารและชำระเงินไว้ให้เรียบร้อยแล้ว พวกเธอสามารถรับประทานได้อย่างเต็มที่
หลินเฮ่าเจ๋อจ้องมองซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาเป็นประกาย เขาพยายามกดเสียงให้เบาแต่ก็ไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นไว้ได้มิด “พี่เสี่ยวหน่วน เขาคือคุณกู้หวยอัน คนที่คิดค้นโทรศัพท์มือถือตงฟางหงใช่ไหมครับ”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าตอบรับอย่างสงบ “ใช่ คือเขานั่นแหละ”
เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นด้วยความดีใจ “ถ้าอย่างนั้น เรื่องที่ผมเจอเขาในวันนี้ ผมเอาไปเล่าให้เพื่อนฟังได้ไหมครับ”
“เล่าได้สิ แต่พี่ก็ไม่แน่ใจนะว่าเพื่อนของเธอจะเชื่อหรือเปล่า”
หลินเฮ่าเจ๋อถอนหายใจออกมาอย่างนึกเสียดาย “ถ้ารู้ว่าจะได้เจอผู้บัญชาการกู้ ผมคงพกสมุดบันทึกมาด้วย จะได้ให้ท่านเขียนอะไรให้สักหน่อย”
ในที่สุดหลัวซูซิ่วก็ประมวลผลเรื่องราวทั้งหมดได้ เธอรู้ดีว่าเสี่ยวหน่วนไม่ใช่คนธรรมดา แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะไม่ธรรมดาถึงเพียงนี้
เธอไม่ใช่คนหลังเขาที่ไม่รับรู้ข่าวสารของบ้านเมือง ถึงแม้ที่บ้านจะไม่มีโทรทัศน์เพราะหลินหาน สามีของเธอบอกว่าจะรบกวนการเรียนของลูกชาย แต่ก็ยังมีวิทยุเครื่องหนึ่ง เธอยังจำได้ว่าเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับชายหนุ่มคนนั้นผ่านทางวิทยุหลายต่อหลายครั้ง
โดยเฉพาะช่วงที่เขาเดินทางไปจัดงานแถลงข่าวที่ฮ่องกง จนทำให้ชาวฮ่องกงจำนวนมากหันมาใช้โทรศัพท์มือถือตงฟางหงที่ผลิตในประเทศของเราแทนสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ แม้แต่หลินหานยังเคยเอ่ยชมด้วยความชื่นชมว่าโทรศัพท์มือถือตงฟางหงได้ก้าวล้ำเทคโนโลยีของโลกไปแล้ว และเชื่อว่าอีกไม่นานชื่อเสียงจะต้องโด่งดังไปทั่วทุกมุมโลกอย่างแน่นอน
ทุกวันนี้ ใครก็ตามที่มีโทรศัพท์มือถือตงฟางหงไว้ในครอบครอง นอกจากจะใช้ติดต่อสื่อสารได้อย่างสะดวกสบายแล้ว ยังเปรียบเสมือนเครื่องบ่งบอกถึงฐานะและหน้าตาทางสังคมอีกด้วย
และในวันนี้ เธอกลับได้พบกับผู้คิดค้นด้วยตาของตัวเอง
ให้ตายเถอะ! หลัวซูซิ่วที่เพิ่งจะคิดได้อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ผู้คิดค้นโทรศัพท์มือถือตงฟางหงคนนั้นไม่เพียงแต่เรียกเธอว่าน้าซิ่ว แต่ยังเป็นเจ้ามือเลี้ยงหม้อไฟมื้อนี้อีกด้วย
แถมยังบอกเด็กชายทั้งสองคนอย่างใจดีว่าให้กินได้เต็มที่ไม่ต้องเกรงใจ เพราะเลขานุการของเขาจัดการทุกอย่างไว้หมดแล้ว
นี่น่ะหรือ คือคนบ้านเดียวกันที่แม่สามีและน้องสาวสามี หรือแม้กระทั่งตัวหลินหานเองก็ตาม ตราหน้าว่าเป็นพวกคนบ้านนอกยากจน?
เหอะ! พวกเขาก็รู้กันแค่นั้น หากได้มารู้ความจริงเข้า ไม่รู้ว่าจะทำหน้ากันอย่างไร
หลังจากอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า ซ่งอวี้หน่วนก็ขับรถไปส่งสองแม่ลูกที่บ้าน ส่วนตัวเธอเองนั้นได้ขออนุญาตลาหยุดกับอาจารย์ใหญ่ไว้เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเธอหาตัวเฉียนอันน่าไม่เจอ จึงจำเป็นต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพราะในวันพรุ่งนี้เจมค์จะส่งแฟกซ์ยืนยันข้อตกลงมา และหากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาก็จะเดินทางมาเพื่อลงนามในสัญญา
ซ่งอวี้หน่วนคงเป็นนักศึกษาเพียงคนเดียวในมหาวิทยาลัยที่ต้องขอลาเพื่อไปจัดการธุระสำคัญเช่นนี้
ซ่งอวี้หน่วนขับรถไปส่งหลัวซูซิ่วและลูกชายที่ประตูหลังของบ้านพักข้าราชการ ย่าซ่งจับมือของหลัวซูซิ่วไว้อย่างสนิทสนมพร้อมเอ่ยชวนว่าหากวันไหนไม่ยุ่งก็ให้แวะไปเยี่ยมเยียนที่บ้านบ้าง เพราะที่นั่นมีเพียงตนกับหลานชายตัวน้อย บรรยากาศเงียบสงบดี
เมื่อรถของซ่งอวี้หน่วนลับสายตาไปแล้ว หลัวซูซิ่วก็ยังไม่เดินเข้าบ้านในทันที เธอดึงแขนลูกชายที่แม้จะอิ่มแปล้แต่ก็ยังเก็บซ่อนความตื่นเต้นดีใจไว้ไม่มิด แล้วกระซิบกำชับด้วยเสียงที่เบาลง “เสี่ยวเจ๋อ เราอย่าเพิ่งเล่าเรื่องที่พี่เสี่ยวหน่วนมีบ้าน มีรถจี๊ป หรือเรื่องที่รู้จักคุณกู้หวยอันให้ใครฟังนะลูก ดีไหม”
หลินเฮ่าเจ๋อซึ่งกำลังวางแผนว่าจะนำเรื่องน่าตื่นเต้นนี้ไปอวดคุณย่าและคุณอาอย่างไรดี เมื่อได้ยินคำพูดของมารดาก็ถึงกับชะงัก “ทำไมล่ะครับแม่”
เด็กชายถามกลับอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมเราจะพูดไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อคุณย่ากับคุณอาเอาแต่ดูถูกคนบ้านเดียวกับแม่ว่ายากจนไม่ใช่เหรอครับ แถมยังบอกว่าพวกเขาไม่มีปัญญากินเนื้อด้วยซ้ำ”
“แล้วแม่ดูพี่เสี่ยวหน่วนสิครับ เขาเหมือนคนไม่มีเงินซื้อเนื้อกินตรงไหน แถมยังมีรถจี๊ปคันโก้ขนาดนั้น ขนาดป้ายทะเบียนยังไม่เหมือนของใครเลยนะครับ”
“พ่อมีแค่จักรยานเก่าๆ ขี่ทีไรก็เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดไปทั่ว แล้วพี่ชายคนนั้นอีก ผู้ก่อตั้งโทรศัพท์มือถือตงฟางหง เขาให้ผมเรียกเขาว่าพี่ชายด้วยนะครับ ถ้าผมเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟัง พวกเขาก็จะได้เลิกดูถูกพี่เสี่ยวหน่วน แล้วก็เลิกต่อว่าแม่เสียที”
หลัวซูซิ่วเงียบไปชั่วครู่ เธอยอมรับว่าสิ่งที่ลูกชายพูดมานั้นมีเหตุผล แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังคงยืนกรานความคิดเดิม “ย่าของลูกน่ะเป็นคนรักศักดิ์ศรีแล้วก็ขี้เกรงใจ แต่ว่าอาของลูกน่ะสิ ทั้งหน้าหนาแถมยังรักสวยรักงามเป็นที่สุด แม้แต่ชุดวอร์มที่ลูกใส่อยู่ อาเขายังเคยบอกเลยว่าเขาก็ใส่ได้เหมือนกัน”
“ถ้าเขารู้ว่าบ้านพี่เสี่ยวหน่วนมีโรงงานเสื้อผ้า แล้วไปขอให้พี่เขาขายให้ในราคาถูกๆจะทำยังไง หรือถ้ารู้ว่าพี่เสี่ยวหน่วนรู้จักคนใหญ่คนโตอย่างผู้บัญชาการกู้ แล้วไปรบเร้าให้พี่เขาช่วยหางานให้จะทำยังไงจ๊ะ”
คำพูดของมารดาทำให้หลินเฮ่าเจ๋อเงียบไป เขารู้ดีว่าคุณอาของเขาสามารถทำเรื่องน่าละอายเช่นนั้นได้จริงๆ
อันที่จริง ด้วยความสามารถและเส้นสายของบิดา การจะฝากฝังคุณอาให้เข้าทำงานที่ไหนสักแห่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรนัก แต่เป็นเพราะคุณอาของเขาเองที่ขี้เกียจและช่างเลือกงานจนเกินไป
เงื่อนไขในการทำงานของเธอนั้นมากมายเสียจนน่าเหลือเชื่อ ทั้งต้องเป็นงานที่ไม่ไกลบ้าน เดินทางสะดวก ไม่เหนื่อย ไม่ลำบาก ต้องสามารถมาสายกลับก่อนได้ตามอำเภอใจ แถมยังต้องมีเวลาว่างพอให้ออกไปเดินเตร็ดเตร่ซื้อของได้ตลอดเวลา
และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีโรงอาหารบริการ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางกลับมากินข้าวที่บ้านในตอนกลางวัน
[จบบท]