บทที่ 535: ไม่อายฟ้าอายดินหรือไง
เมื่อซ่งอวี้หน่วนก้าวเข้ามาในห้องทำงาน อาจารย์ใหญ่สวีก็พยักพเยิดไปทางหูโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานพลางเอ่ยขึ้น
“มีคนจากฮ่องกงโทรมา เขาอ้างตัวว่าเป็นประธานหวัง บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับหนูโดยตรง สายยังไม่ตัดนะ เขาบอกว่าจ่ายค่าโทรศัพท์ล่วงหน้าให้โรงเรียนไว้แล้ว”
หญิงสาวยิ้มหวานพร้อมกล่าวขอบคุณอาจารย์ใหญ่สวี
เลขานุการกู้โค้งตัวให้เล็กน้อยแล้วจึงถอยออกไปจากห้องอย่างรู้งาน ทว่าเขาเพียงแง้มประตูทิ้งไว้ ก่อนจะกลับไปนั่งรอที่ห้องทำงานของตนซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
เนื่องจากทั้งชั้นมีเพียงห้องประชุมและห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ บรรยากาศโดยรอบจึงเงียบสงัดเป็นพิเศษ
ทันทีที่ซ่งอวี้หน่วนยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เสียงของประธานหวังก็ดังขึ้นทันที “ฉันรู้เรื่องที่เขี้ยวพิษสกัดเรือสินค้ากับคนบนเรือไว้แล้ว เสี่ยวหน่วน เธออยากให้ฉันช่วยอะไรไหม”
เสียงจากปลายสายดังฟังชัด อีกฝ่ายใช้ภาษาถิ่นของฮ่องกงในการสนทนา ซ่งอวี้หน่วนจึงตอบกลับไปด้วยภาษาเดียวกัน
อาจารย์ใหญ่สวีซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหนานเฉิงมาก่อนจึงพอจะฟังบทสนทนาของทั้งสองออก ชายชราได้แต่คิดว่าท่าทีของประธานหวังคนนี้ดูนอบน้อมจนเกินไป
“แล้วคุณคิดว่าตัวเองจะช่วยอะไรฉันได้บ้างล่ะคะ”
“เขี้ยวพิษได้รับการว่าจ้างมา ข้อเสนอที่อีกฝ่ายยื่นให้มันมหาศาลมาก เป้าหมายของพวกมันคือโทรศัพท์มือถือตงฟางหงของพวกเธอ”
ซ่งอวี้หน่วนนิ่งฟัง ในใจสบถออกมา ‘ไอ้พวกสารเลว กล้าขอกันขนาดนี้เลยเหรอ’
ที่แท้ก็ยังมีเรื่องแบบนี้รออยู่นี่เอง ไม่ว่าจะมาไม้ไหน สุดท้ายเนื้อเรื่องก็คงไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไรนักสินะ
จากนั้นประธานหวังก็เล่ารายละเอียดข้อมูลที่เขารู้มาทั้งหมด พร้อมทั้งบอกว่าป่านนี้ทางฝั่งฮานส์น่าจะได้รับเงื่อนไขที่เขี้ยวพิษยื่นไปแล้ว
เรื่องนี้ช่างน่าโมโหเสียจริง นี่มันไม่ต่างอะไรกับการบีบบังคับให้พวกเธอยอมมอบข้อมูลที่เป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีออกไป
สิ่งประดิษฐ์ที่พี่หวยอันและทีมวิจัยอีกนับไม่ถ้วนทุ่มเทแรงกายแรงใจ อดหลับอดนอนเพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศชาติ เหตุใดจึงต้องแบ่งปันให้คนอื่นง่ายๆ ในเมื่อพวกนั้นยังไม่เคยคิดจะแบ่งปันเทคโนโลยีของตัวเองให้ใครเลย
ข่มเหงรังแกกันเกินไปแล้ว!
“ประธานหวังคะ คุณสามารถติดต่อเขี้ยวพิษได้ใช่ไหม” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถาม
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมาว่า “ได้”
“คุณมีเงื่อนไขอะไร”
ประธานหวังยังคงรักษาท่าทีสุภาพอ่อนน้อมไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย “ลูกชายที่ไม่เอาไหนของฉันไม่กล้ากลับมา ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ทุกที่ ฉันหวังว่าคุณหนูซ่งจะใจกว้างพอที่จะไม่ถือสาหาความกับเด็กโง่ๆ คนหนึ่ง”
“ปล่อยเขาไปสักครั้ง แล้วฉันจะช่วยคุณติดต่อเขี้ยวพิษเพื่อเป็นตัวกลางในการเจรจา หรือไม่ก็ช่วยสืบให้แน่ชัดว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง ยังพอจะมีทางประนีประนอมได้หรือไม่”
“เพราะถ้าเทคโนโลยีหลักของตงฟางหงรั่วไหลออกไป ทุกอย่างที่ทำมาก็คงจะสูญเปล่า”
ตรรกะง่ายๆ แบบนี้ใครๆ ก็เข้าใจ ไม่จำเป็นต้องให้เขามาสาธยาย
ซ่งอวี้หน่วนปฏิเสธอย่างไม่ลังเล “หวังข่ายทำอะไรไว้ ก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำค่ะ อีกอย่าง ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะปล่อยเขาไปแทนน้าเล็กของฉัน เรื่องนี้ไม่มีการต่อรอง และจะไม่มีวันเป็นเงื่อนไขในการเจรจาด้วย”
“ประธานหวังคะ ฉันรู้ว่าลูกชายคุณอยู่ที่ไหน การที่เขาจะมามอบตัวเองกับให้ฉันไปลากตัวมามันต่างกันมากนะคะ คุณคิดให้ดีๆ ก็แล้วกัน”
อาจารย์ใหญ่สวีที่นั่งอ่านเอกสารอยู่บนโซฟาถึงกับรู้สึกว่าชีวิตนี้มันช่างเหนือจริงสิ้นดี เด็กปีหนึ่งที่เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะคนหนึ่ง กำลังสั่งสอนผู้ทรงอิทธิพลในวงการขนส่งของฮ่องกงด้วยน้ำเสียงแบบนี้ แถมอีกฝ่ายยังไม่กล้าโต้ตอบกลับมาอีก
ซ่งอวี้หน่วนไปปราบคนคนนี้จนเชื่องขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ
จะว่าอาศัยบารมีของตระกูลกู้ก็ไม่น่าใช่ เพราะคนฮ่องกงไม่ค่อยจะเกรงใจใครง่ายๆ อยู่แล้ว หรือจะเป็นเพราะเซี่ยโป๋เหวินกันนะ
ชายชรานึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งสหายเก่าอย่างผู้เฒ่าเฝิงซึ่งเป็นดองกันเคยเล่าให้ฟังว่าหลานสาวคนนี้ของเซี่ยโป๋เหวินเป็นคนนำแท่นฝนหมึกเกาลูนกลับคืนมาได้
ให้ตายเถอะ ดูเหมือนว่าแม้เขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่างๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่เขายังไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลย
ณ วินาทีนี้ อาจารย์ใหญ่สวีทำได้เพียงแค่นั่งนิ่งๆ ไม่กล้าปริปากพูดหรือแสดงสีหน้าใดๆ ออกมา
ประธานหวังที่อยู่ปลายสายเงียบไปนานด้วยความรู้สึกที่ทั้งโกรธและกระวนกระวายใจ
ความจริงแล้วเขาก็อยากจะยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ไม่ต้องมาเสียเวลาต่อรองเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น แค่หลอกซ่งอวี้หน่วนไปยังถิ่นของเขี้ยวพิษ แล้วอาศัยมือนักเลงนั่นกำจัดเธอเสีย เมื่อเสี้ยนหนามหายไป ชีวิตของเขาก็คงจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
แต่ก็กลัวว่าเขี้ยวพิษจะฆ่าซ่งอวี้หน่วนไม่สำเร็จ แล้วสุดท้ายจะกลายเป็นการราดน้ำมันบนกองไฟ ทำให้เธอโกรธจนหันมาทำลายเขาให้สิ้นซาก
อย่าประมาทศัตรูเด็ดขาด อย่าประมาทศัตรูเด็ดขาด อย่าประมาทศัตรูเด็ดขาด…
ประธานหวังได้แต่พร่ำเตือนตัวเองในใจ
“มีธุระอะไรอีกไหมคะ ถ้าไม่มีฉันจะวางสายแล้ว” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยทำลายความเงียบ
“เดี๋ยวก่อนๆๆ”
แม้ว่าอาจารย์ใหญ่สวีจะไม่ล่วงรู้รายละเอียดเกี่ยวกับชะตากรรมของเซี่ยซินตงมากนัก แต่การที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีถูกตัดสินลงโทษก็เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าเซี่ยซินตงต้องผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายภายใต้การควบคุมของซ่างกวนเหิงอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้นเมื่อคิดตามเหตุผลนี้แล้ว ลูกชายของประธานหวังที่พยายามจะให้เขาช่วยพูดขอความเมตตา ก็คงจะทำเรื่องที่ไม่ดีเอาไว้เช่นกัน และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องชดใช้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้ยินซ่งอวี้หน่วนปฏิเสธที่จะพูดคุยกับชายคนนั้น อาจารย์ใหญ่สวีจึงรู้สึกร้อนใจขึ้นมา
ที่สุดแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ใช้นามแฝงว่า ‘เขี้ยวพิษ’ มาจากประธานหวัง แม้ข้อมูลที่ได้มาอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าครบถ้วนสมบูรณ์กว่าที่พวกเขามีอยู่มาก
อาจารย์ใหญ่สวีที่นั่งอยู่ข้างๆ วางเอกสารในมือลงนานแล้ว เขากำลังก้มหน้าก้มตาจดบันทึกทุกถ้อยคำอย่างรวดเร็ว ในยุคที่กองกำลังทางทะเลของประเทศยังค่อนข้างอ่อนแอ ข้อมูลเหล่านี้จึงนับว่ามีค่ามหาศาล
ก่อนจะวางสาย ซ่งอวี้หน่วนยังคงรักษาท่าทีเป็นมิตรพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ประธานหวังคะ เรื่องนี้ฉันต้องขอบคุณจริงๆ ค่ะ แต่เราคงต้องแยกแยะกันคนละเรื่อง ส่วนเรื่องของหวังข่ายคงไม่มีอะไรให้ต่อรองแล้ว แต่คุณวางใจได้ค่ะ เราจะไม่เอาชีวิตเขาแน่นอน”
ประธานหวัง “…” เขาควรจะขอบคุณเธอดีไหมสำหรับเรื่องนี้
หลังจากวางสายได้ไม่นาน โทรศัพท์มือถือตงฟางหงของซ่งอวี้หน่วนก็ส่งเสียงดังขึ้น เป็นสายจากกู้หวยอัน
เพียงแค่มองแวบเดียว อาจารย์ใหญ่สวีก็จำได้ว่าโทรศัพท์เครื่องนั้นเป็นรุ่นสั่งทำพิเศษที่ผลิตออกมาในล็อตแรก ซึ่งมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยเครื่องทั่วประเทศ
ตัวเขาเองก็โชคดีที่ได้มาครอบครองเครื่องหนึ่ง แต่ก็ดูแลรักษามันอย่างดีที่สุด โดยเก็บไว้ในกล่องบุผ้ากำมะหยี่ที่ภรรยาทำให้และใส่ไว้ในกระเป๋าเอกสารอย่างมิดชิด ไม่ได้พกพาอย่างสบายๆ โดยใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทเหมือนที่ซ่งอวี้หน่วนทำ
เขากลัวว่ามันจะกระทบกระเทือนจนเสียหาย แม้จะรู้ว่ามันไม่ได้บอบบางขนาดนั้น แต่ใจก็ยังอยากจะทะนุถนอมมันอยู่ดี
แต่เมื่อมองดูหญิงสาวตรงหน้า เขากลับเริ่มไม่แน่ใจ หรือว่านี่อาจจะเป็นวิธีใช้โทรศัพท์มือถือตงฟางหงที่ถูกต้องกันแน่
“คุณทำอะไรอยู่ครับ” เสียงทุ้มของกู้หวยอันดังมาจากปลายสาย
“ฉันอยู่ที่ห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ค่ะ เพิ่งคุยโทรศัพท์กับประธานหวังเสร็จ”
กู้หวยอันไม่ได้ซักไซ้ต่อว่าประธานหวังต้องการอะไร เขาเพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยถาม “เสี่ยวหน่วนครับ คุณจะอยู่ที่โรงเรียนเรียนหนังสืออย่างสงบๆ สักพักได้ไหม”
“ดูเหมือนจะไม่ได้นะคะ” เธอตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา
“ถ้างั้นช่วยบอกอาจารย์ใหญ่สวีให้หน่อย ว่าผมรออยู่หน้าประตูใหญ่ จะขอลาให้คุณครึ่งเดือน”
เมื่ออาจารย์ใหญ่สวีได้ยินเช่นนั้น เขาก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที
เป้าหมายที่แท้จริงของเขี้ยวพิษคือกู้หวยอันและเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือตงฟางหง การจับตัวเจมค์และคนอื่นๆ อีกหลายสิบชีวิตเป็นเพียงเครื่องมือต่อรองเท่านั้น และแน่นอนว่าการแบ่งปันข้อมูลหรือเทคโนโลยีใดๆ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ตั้งแต่ตอนที่ได้ยินข่าว เขาก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าเรื่องนี้คงต้องถึงมือกู้หวยอัน และมันก็เป็นไปตามที่เขาคิดไว้จริงๆ ส่วนข้อมูลสำคัญที่เขาเพิ่งจดบันทึกไป คงต้องรีบนำส่งให้หน่วยงานเบื้องบนโดยเร็วที่สุด
ซ่งอวี้หน่วนเดินกลับไปที่หอพัก จัดข้าวของที่จำเป็นเพียงเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากรั้วโรงเรียน รถยนต์คันหนึ่งจอดรออยู่ไม่ไกลนัก
กู้หวยอันในเครื่องแบบที่รีดเรียบกริบยืนสง่าอยู่ตรงนั้น รูปลักษณ์ของเขาโดดเด่นราวกับต้นจือหลานและกล้วยไม้หยกสูงค่า ทั้งยังให้ความรู้สึกสดชื่นเหมือนสายลมที่พัดผ่าน ท่วงท่าและใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ
ภาพนั้นทำให้ซ่งอวี้หน่วนเผลอผิวปากออกมาเบาๆ
สีหน้าของกู้หวยอันมืดครึ้มลงทันที นี่เธอไปเรียนรู้กิริยาแบบนี้มาจากไหนกัน ถึงขนาดผิวปากใส่เขาได้แล้ว
【พี่หวยอันคะ ยอมรับมาเถอะว่าพี่ตั้งใจจะมายั่วฉัน ไม่อย่างนั้นจะแต่งตัวหล่อขนาดนี้มาปรากฏตัวต่อหน้าฉันทำไม】
【เอาล่ะค่ะ ฉันไม่แกล้งทำแล้วก็ได้ ขอยอมรับตรงๆ เลยแล้วกัน พี่ชายรูปหล่อคะ พี่ดึงดูดความสนใจของฉันได้สำเร็จแล้ว】
กู้หวยอันก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาหาเธอ หมายจะคว้าตัวแล้วพาขึ้นรถไป แต่เขากลับคาดไม่ถึง เมื่อซ่งอวี้หน่วนพลิกมือกลับมารวบข้อมือของเขาเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว
เธอไม่ยอมปล่อยมือ แถมยังกะพริบตาปริบๆ มองเขาด้วยดวงตากลมโตฉ่ำน้ำ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “มาถึงก็ดึงไม้ดึงมือกันแบบนี้ มันไม่งามเลยนะคะ”
กู้หวยอัน “…”
เขาพยายามจะดึงมือตัวเองกลับ แต่ก็ไร้ผล มันไม่ขยับแม้แต่น้อย
เขามองเด็กสาวตรงหน้าที่พูดจาด้วยท่าทีจริงจัง แต่มือเล็กๆ กลับกุมมือเขาไว้แน่น
‘พี่จะเชื่อใจเธอได้จริงไหมเนี่ย’