บทที่ 537: ของเล่นชิ้นโปรด
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ากู้หวยอันกำลังครุ่นคิดเรื่องใดอยู่ ความสนใจทั้งหมดของเธอจดจ่ออยู่กับภาพเบื้องหน้า ซึ่งเป็นห้องที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นคลังแสงย่อมๆ เลยทีเดียว
เรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อรองรับการเดินทางกลางทะเลหลวงโดยเฉพาะ จึงแล่นไปบนผืนน้ำได้อย่างราบรื่นไร้การสั่นไหว ขณะนี้เป็นเวลาโพล้เพล้ ท้องทะเลด้านนอกเปลี่ยนจากสีครามสดใสเป็นสีดำทะมึน มีเพียงแสงจันทร์ที่พยายามส่องลอดออกมาจากม่านเมฆหนาทึบ
แต่ภายในคลังอาวุธกลับสว่างไสวด้วยแสงไฟ ที่นี่มีเพียงซ่งอวี้หน่วนและกู้หวยอันสองคนเท่านั้น นอกจากอุปกรณ์ตกปลาครบครันที่เธอต้องการแล้ว ยังอัดแน่นไปด้วยอาวุธนานาชนิด เรียกได้ว่ามีให้เลือกแทบทุกอย่างเท่าที่จะจินตนาการได้
หญิงสาวหยิบหนังสติ๊กคู่ใจที่ประดิษฐ์ขึ้นเองออกมาจากกระเป๋าสะพาย พร้อมกับถุงหนังวัวที่บรรจุลูกเหล็กกลมเกลี้ยงซึ่งเป็นผลงานของเธอเองเช่นกัน เดิมทีเธอแค่พกมันมาเล่นสนุกๆ เท่านั้น แต่ใครจะคาดคิดว่าในคลังแสงแห่งนี้จะมีลูกเหล็กขนาดเดียวกันกับของเธออยู่เต็มทั้งกล่อง
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองกู้หวยอันด้วยสายตาพราวระยับแฝงความนัย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นตรงๆ “พี่หวยอัน พี่เตรียมของพวกนี้ไว้ให้ฉันเหรอคะ”
“ไม่ใช่หรอก พอดีมันมีอาวุธชนิดพิเศษที่ต้องใช้ลูกเหล็กแบบนี้อยู่” เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ซ่งอวี้หน่วนตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้คะยั้นคะยอให้เขาหยิบอาวุธชิ้นนั้นออกมาให้ดู มันคือหน้าไม้รูปแบบพิเศษที่ไม่เหมือนหน้าไม้ทั่วไปซึ่งใช้ลูกธนู แต่กลับใช้ลูกเหล็กเป็นกระสุนแทน โดยซองกระสุนหนึ่งอันสามารถบรรจุได้ถึง 10 ลูก
เธอรับหน้าไม้ดัดแปลงมาพิจารณาอย่างสนอกสนใจ ลองปรับแต่งกลไกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสำรวจอุปกรณ์ตกปลาทั้งหมดอย่างละเอียด แล้วจึงเลือกคันเบ็ดที่มีแกนหนาที่สุดขึ้นมา
กู้หวยอันที่ยืนมองอยู่เงียบๆ รู้สึกทึ่งในความสามารถของเธอ ความคล่องแคล่วในการหยิบจับและสำรวจอาวุธนั้นดูชำนาญเกินกว่าจะเป็นท่าทีของคนที่เพิ่งเคยสัมผัสเป็นครั้งแรก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เลือกที่จะไม่เอ่ยปากถามในสิ่งที่ไม่ควรถาม
“พี่หวยอัน พอจะถอดตะขอนี่ออก แล้วดัดแปลงใหม่ตามแบบที่ฉันคิดได้ไหมคะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นคันเบ็ดให้เขาดู
โชคดีที่ในคลังแสงแห่งนี้ไม่ได้มีแค่อาวุธ แต่ยังมีเครื่องมือช่างครบครัน กู้หวยอันใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่าก็สามารถสร้างอุปกรณ์ตามแบบที่หญิงสาวอธิบายทุกประการได้สำเร็จ
หลังจากนั้นทั้งสองจึงพากันออกจากคลังแสงมายังดาดฟ้าเรือ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือดวงจันทร์กลมโตที่กำลังลอยพ้นขอบฟ้าขึ้นมาจากผิวน้ำทะเล ทิวทัศน์ยามค่ำคืนของมหาสมุทรนั้นช่างยิ่งใหญ่และงดงามจับตา แสงจันทร์สีเงินนวลสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ
เรือลำใหญ่ที่พวกเขาโดยสารแล่นไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยมีเรือรบอีกสองลำคอยทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ไม่ห่าง ที่อีกมุมหนึ่งของดาดฟ้า หงเสียและสมาชิกทีมอีกสองสามคนกำลังยืนคุยกันอยู่ เสียงพูดคุยของพวกเขาแผ่วเบาจนสายลมที่พัดผ่านมาสามารถกลืนกินให้จางหายไปได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าเวรยามต่างยืนนิ่งในท่าตรงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ซ่งอวี้หน่วนถือคันเบ็ดดัดแปลงเดินตรงไปยังพื้นที่โล่งกว้าง ก่อนจะเริ่มลงมือทดสอบประสิทธิภาพของมันควบคู่ไปกับหน้าไม้กระบอกใหม่
หงเสียที่กำลังจะเดินเข้าไปทักทายซ่งอวี้หน่วนต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อเห็นผู้บัญชาการกู้อยู่ตรงนั้น
ในทีมปฏิบัติการครั้งนี้ยังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง เธอชื่อเหมยรั่วชิง เป็นนักวิจัยในทีมของกู้หวยอันและมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา หากจะถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับกู้หวยอัน แน่นอนว่าความรู้สึกนั้นมีอยู่เต็มหัวใจ และมันก็ลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยายได้
เหมยรั่วชิงเพิ่งจะเข้าร่วมทีมได้เพียงปีเดียว แต่สำหรับผู้ชายอย่างกู้หวยอันแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเนิ่นนานในการสร้างความผูกพัน เขาสามารถทำให้ใครต่อใครตกหลุมรักได้ตั้งแต่แรกเห็น แต่เธอก็ไม่เคยกล้าพอที่จะเผยความในใจ เพราะรู้ดีว่าหากความลับนี้ถูกเปิดเผยเมื่อไหร่ เธอก็จะถูกเชิญออกจากทีมทันที
การได้ร่วมภารกิจสำคัญกับเขาในครั้งนี้ทำให้เธอตื่นเต้นจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ แต่แล้วความยินดีทั้งหมดก็มลายหายไป เมื่อได้เห็นว่าเขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับผู้หญิงที่ชื่อซ่งอวี้หน่วนคนนั้น
เหมยรั่วชิงไม่เคยเห็นประกายตาที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและทะนุถนอมเช่นนี้จากผู้นำของเธอมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดชั่วเวลาที่ได้รู้จักกันมา
เพียงเสี้ยววินาที สมองของเธอก็พลันว่างเปล่าไปหมดสิ้น
ในความคิดของเธอตลอดมานั้น ผู้นำเปรียบประดุจจันทราอันเจิดจรัสบนฟากฟ้าที่มิอาจเอื้อม ไม่มีสตรีใดคู่ควรจะไปยืนอยู่เคียงข้างกายเขาได้
ทว่าบัดนี้กลับมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่เคียงข้างกายเขา ไม่สิ... ต้องบอกว่าเขากำลังเดินตามหลังเธอไปทุกฝีก้าวราวกับเป็นผู้ติดตาม แถมในมือยังถือของพะรุงพะรังอีกด้วย
เหมยรั่วชิงจ้องมองภาพนั้นอย่างตกตะลึง เหตุใดผู้นำที่เธอเคารพเทิดทูนถึงได้ดูราวกับเป็นผู้ติดตามเช่นนี้ไปได้
อันที่จริงซ่งอวี้หน่วนมีแผนการมากมายอยู่ในหัว แต่ทุกแผนล้วนเป็นการลงมือเพียงลำพัง ทว่าเมื่อกู้หวยอันตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจนี้ด้วย ทั้งยังมีหงเสีย ไหนจะเจ้าหน้าที่และนักวิจัยฝีมือดีอีกหลายคน ทุกคนที่มาที่นี่ต่างไม่รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของซ่งอวี้หน่วน ดังนั้นคงเตรียมใจมาสู้ตายกันหมดแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ภารกิจจึงไม่ใช่แค่การพาตัวเจมค์กับพวกพ้องและเสบียงอาหารกลับมาให้ได้ แต่ยังต้องรักษาชีวิตของทีมงานทุกคนเอาไว้ให้ครบถ้วน ไม่ให้มีใครต้องสละชีวิตแม้แต่คนเดียว
ซ่งอวี้หน่วนลองจับคันเบ็ดแล้วรู้สึกว่ามันเข้ามือดี จากนั้นจึงลองเล็งหน้าไม้ที่ใช้ยิงลูกเหล็กไปยังผืนทะเล มันใช้งานได้ดีกว่าหนังสติ๊กที่เธอเคยมีมากนัก
“พอจะบอกผมได้ไหมว่าอุปกรณ์ตกปลานี่มีไว้ทำอะไร” กู้หวยอันเอ่ยถามขึ้น
ซ่งอวี้หน่วนแย้มยิ้มบางเบา ท่ามกลางแสงจันทร์นวลกระจ่าง รอยยิ้มของเธอเปรียบดั่งดอกถานฮวาที่เบ่งบานในยามราตรี เพียงชั่วพริบตาก็เลือนหายไปจนหมดจด
“พี่จำการ์ตูนเรื่องเด็กชาวประมงที่เคยดูตอนเด็กๆ ได้ไหมคะ”
กู้หวยอันพยักหน้ารับ เขาย่อมเคยดูอยู่แล้ว
หรือว่า... เสี่ยวหน่วนกำลังจะสวมบทบาทเป็นเด็กชาวประมงเพื่อ ‘ตก’ คนขึ้นมาจากทะเลอย่างนั้นหรือ
“นี่เป็นเพียงแผนการคร่าวๆ ค่ะ ถึงเวลาจริงก็ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ อุปกรณ์พวกนี้มีข้อจำกัดของมันอยู่ อีกอย่างถึงฝ่ายนั้นจะยอมออกมาเจรจา พวกเขาก็ต้องเตรียมการมาอย่างดี คนประเภทนั้นหวงชีวิตจะตาย” ซ่งอวี้หน่วนอธิบาย
เมื่อกู้หวยอันเรียกประชุมทีมงานทุกคน เขาได้กำชับหลักการสำคัญเพียงข้อเดียว นั่นคือหากซ่งอวี้หน่วนเริ่มเคลื่อนไหวเมื่อใด ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบและห้ามลงมือทำอะไรตามใจชอบเด็ดขาด ทุกการกระทำต้องยึดตามคำสั่งของเธอเป็นหลัก
ข้อสรุปนี้ทำให้หงเสียรู้สึกเป็นกังวลใจอย่างยิ่ง
จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหตุใดเสี่ยวหน่วน ซึ่งเป็นหลานสาวของอาจารย์ปู่ถึงต้องติดตามมาด้วยตัวเอง ต่อให้เจมค์เป็นเพื่อนของเธอ แต่การอยู่บัญชาการที่ศูนย์ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องเสี่ยงขึ้นเรือมาด้วยเลยสักนิด ในบรรดาคนทั้งหมดที่นี่ เธออายุน้อยที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้นคือกู้หวยอัน ไม่ต้องสังเกตก็รู้ว่าเขามีใจให้เสี่ยวหน่วน แต่นี่เป็นการแสดงความรู้สึกที่ถูกต้องแล้วหรือ การผลักดันคนที่ตัวเองชอบไปเผชิญหน้ากับอันตรายแบบนี้
แต่ในเมื่อภารกิจต้องดำเนินไปตามคำสั่ง เธอก็ทำได้เพียงเก็บงำความสงสัยทั้งหมดเอาไว้ในใจ
ระหว่างช่วงเวลาพักผ่อน หงเสียอดไม่ได้ที่จะเอ่ยกับซ่งอวี้หน่วนด้วยความเป็นห่วง “คนอย่างเขี้ยวพิษมันโหดเหี้ยมอำมหิตนะ ได้ยินมาว่าไม่มีใครเคยเห็นหน้าจริงของมัน แล้วคนที่เคยเห็นก็ไม่มีใครรอดชีวิตกลับไปได้เลยสักคน”
“ถึงเสบียงอาหารล็อตนี้จะสำคัญมากก็จริง แต่เธอก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุดแล้ว เรื่องที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นไม่ได้เหรอ ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา เธอก็ต้องรับผิดชอบนะเสี่ยวหน่วน พี่ไม่เข้าใจเลยว่าพี่หวยอันคิดอะไรอยู่กันแน่”
ซ่งอวี้หน่วนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับอย่างจริงจัง “พี่หวยอันเชื่อใจฉันค่ะ เขาถึงได้วางแผนแบบนี้ พี่หงเสียไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันไม่มีวันทำอะไรที่เกินตัวหรอกค่ะ อีกอย่างแผนการที่วางไว้อาจไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงก็ได้ ใครจะรู้ว่าเขี้ยวพิษจะมาไม้ไหน หรือจะยื่นข้อเสนออะไร”
“ที่สำคัญที่สุดคือเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้เจอพวกเจมค์หรือเปล่า เอาเป็นว่าถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกทีนะคะ ตอนนี้เรานอนกันก่อนดีกว่า”
ซ่งอวี้หน่วนนอนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหงเสีย เพียงไม่นานเธอก็ผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย แถมยังเป็นการหลับที่สนิทเสียด้วย
หงเสียนอนคิดทบทวน คำพูดของพ่อที่ว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่เด็กสาวธรรมดายังคงดังก้องอยู่ในหู ไหนจะการที่อาจารย์ปู่ให้ความสำคัญกับหลานสาวคนนี้เป็นพิเศษอีก บางทีเธออาจจะมีความสามารถบางอย่างที่ตนเองไม่เคยล่วงรู้ และคงเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกใจจะเปิดเผยให้ใครฟังกระมัง
[จบบท]