บทที่ 539: จะหนีพ้นหรือ
ซ่งอวี้หน่วนจัดการทุกอย่างด้วยความเร็วสูงชนิดที่ไม่มีใครทันได้ตั้งตัว แม้กระทั่งเรือลำใหญ่ที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาใกล้ก็ไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นเพียงกู้หวยอันที่มองตามการเคลื่อนไหวของเธออยู่ไม่วางตา
ร่างของเขี้ยวพิษลอยหวือข้ามผืนน้ำ ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นดาดฟ้าเรือลำนั้นอย่างพอดิบพอดี
ฮานส์ซึ่งยืนอยู่บนดาดฟ้าถึงกับผงะเมื่อเห็นร่างคนร่วงลงมาจากฟ้า ไม่ใช่ปลาตัวใหญ่อย่างที่คาดคิด ผู้ช่วยของเขารีบเข้ามาดึงตัวเจ้านายถอยห่างออกมาเพื่อความปลอดภัย
แต่เมื่อฮานส์เพ่งมองจนแน่ใจว่าบุคคลที่ร่วงลงมาคือใคร เขาก็ก้าวฉับเข้าไปกดร่างนั้นไว้กับพื้นทันที เขาจำหน้าชายคนนี้ได้แม่นยำ...นี่คือเขี้ยวพิษ ศัตรูตัวฉกาจของเขา แม้จะไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายมาอยู่บนเรือของตนได้อย่างไร แต่เขาก็รู้ดีว่านี่คือโอกาสทองที่สวรรค์ประทานให้
ซ่งอวี้หน่วนมองภาพนั้นจากระยะไกล เธอตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทำตัวให้เป็นที่จับตามองมากไปกว่านี้ ปล่อยให้เรื่องที่เหลือเป็นหน้าที่ของฮานส์จัดการ ซึ่งเธอมั่นใจว่าเขาจะทำได้อย่างดีเยี่ยมแน่นอน
ตะขอเบ็ดเกี่ยวเข้ากับเข็มขัดของเขี้ยวพิษอย่างแม่นยำ แต่มันไม่ได้เกี่ยวแค่เข็มขัด แต่ยังกระชากเนื้อหนังบริเวณเอวของเขาติดขึ้นมาด้วย เขี้ยวพิษที่นอนหมดสภาพอยู่บนดาดฟ้าเรือ ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะลุกขึ้นหรือต่อสู้ขัดขืนได้อีก สมองของเขายังคงมึนงงจากแรงกระแทก กว่าจะรวบรวมสติได้ก็ถูกคนของฮานส์ควบคุมตัวไว้เสียแล้ว
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
เขายังคงสับสนว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อครู่เขายังยืนอยู่บนหัวเรือของตัวเองอยู่เลย แล้วเหตุใดจึงมาปรากฏตัวบนเรือลำใหญ่อีกลำได้ ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เอวด้านหลังทำให้เขาต้องร้องโอดโอยออกมา
ฮานส์ก้มลงสำรวจบาดแผล ก็พบว่าเนื้อบริเวณนั้นถูกฉีกกระชากออกไปเป็นชิ้นใหญ่น่าสยดสยอง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็จะปล่อยให้ศัตรูตายตอนนี้ไม่ได้ เพราะลูกชาย หลานสาว และคนอื่นๆ ยังตกอยู่ในเงื้อมมือของมัน
แพทย์ประจำเรือรีบเข้ามาปฐมพยาบาลและพันแผลเพื่อห้ามเลือด แต่ถึงกระนั้น ฮานส์ก็ยังระงับความโกรธไว้ไม่อยู่ เขาตรงเข้าไปเตะเขี้ยวพิษซ้ำๆ อีกหลายครั้งเพื่อระบายความแค้น
ทางฝั่งของซ่งอวี้หน่วน หงเสียและคนอื่นๆ ต่างจับจ้องการกระทำของเธอตั้งแต่แรก หงเสียถึงกับยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ เธออยากจะพุ่งเข้าไปหา แต่ก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เมื่อซ่งอวี้หน่วนตวัดคันเบ็ดส่งร่างของเขี้ยวพิษลอยขึ้นฟ้า หงเสียก็เข้าใจในที่สุดว่าเหตุใดภารกิจนี้จึงต้องให้ซ่งอวี้หน่วนเป็นผู้นำ
หงเสียซึ่งเป็นแพทย์ประจำทีมแต่ก็มีฝีมือการต่อสู้ที่ไม่ธรรมดา เฝ้าสังเกตการณ์โดยรอบอย่างระมัดระวัง เธอพบว่าไม่มีใครสังเกตเห็นการกระทำของพวกตนเลยแม้แต่น้อย พอละสายตากลับมาอีกครั้ง ซ่งอวี้หน่วนก็ยืนมือเปล่าเสียแล้ว
คันเบ็ดอันนั้นหายไปไหน ทำไมถึงเก็บได้รวดเร็วปานนี้
หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่ใช่เพราะขี้ขลาด แต่เธอรู้ดีว่าการเปิดฉากต่อสู้ในตอนนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะคนของเขี้ยวพิษมีมากมายเกินกว่าจะกำจัดได้หมดในคราวเดียว อีกทั้งพื้นที่แถบนี้ยังเป็นเขตอิทธิพลพิเศษอีกด้วย
ซ่งอวี้หน่วนเดินกลับไปยืนเคียงข้างกู้หวยอัน ในที่สุดเธอก็มีโอกาสเล่าเรื่องของเฮ่ออวิ๋นเฟยให้เขาฟัง ว่าชายหนุ่มก็ติดอยู่บนเกาะแห่งนั้นเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของเขาจะไม่สู้ดีนัก การรอดชีวิตของเขาคงต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาเท่านั้น
เรื่องราวหลังจากนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นจนแทบไม่น่าเชื่อ ฮานส์ใช้เขี้ยวพิษเป็นตัวประกันเพื่อเจรจา เขี้ยวพิษจำต้องยอมสั่งให้ลูกน้องปล่อยตัวประกันและวางอาวุธทั้งหมด จากนั้นเรือบรรทุกธัญพืชที่ถูกยึดไว้ก็ได้รับอนุญาตให้แล่นออกจากท่าเรือได้ในที่สุด
เจมค์และญาติๆ ของเขาได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย พร้อมกับเฮ่ออวิ๋นเฟยที่ถูกนำตัวออกมาในสภาพบาดเจ็บสาหัสปางตาย
หงเสียรีบทำการช่วยชีวิตเขาอย่างสุดความสามารถ บนเกาะแห่งนั้นมีสถานพยาบาลที่เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือแพทย์ทันสมัยราวกับโรงพยาบาลชั้นนำ ไม่แน่ใจว่าเป็นของที่ปล้นมาหรือซื้อมากันแน่
เขี้ยวพิษเองก็ได้รับการผ่าตัดรักษาบาดแผลที่เอวเช่นกัน เขานอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง พยายามทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น พร้อมกับรายงานจากลูกน้อง แต่ก็ไม่มีใครพบร่องรอยพิรุธใดๆ จากกลุ่มคนจีนบนเรือ พวกเขาเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่บนดาดฟ้าเท่านั้น
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าสุดคือกู้หวยอัน โดยมีคนของเขาคอยอารักขาอยู่รอบตัว และไม่มีใครเคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ผลการตรวจสอบเรือใบที่จมลงไปก็ไม่พบร่องรอยความเสียหายจากกระสุนปืนใหญ่แม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนาที่เขี้ยวพิษหาคำตอบไม่ได้
เรือเหล่านั้นแตกละเอียดแล้วจมลงสู่ก้นทะเลโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย หากเป็นการโจมตีด้วยปืนใหญ่ อย่างน้อยก็ต้องมีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวให้ได้ยินกันบ้าง และคนบนเรือก็ย่อมต้องรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน
ทว่าเหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาเพียงแค่มุ่งหน้าไปยังเรือของชาวจีน แต่แล้วเพียงชั่วพริบตา ท้องเรือก็แตกละเอียดแล้วจมลงไปต่อหน้าต่อตา เรือทั้ง 6 ลำประสบชะตากรรมเดียวกันไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย
ลำดับต่อมาก็คือตัวเขาเอง
เขี้ยวพิษมั่นใจว่าไม่ได้ยินเสียงปืนใหญ่หรืออาวุธชนิดใดทั้งสิ้น ในห้วงคำนึง เขายังจำได้ว่ากำลังรับฟังรายงานจากลูกน้องเกี่ยวกับเรือที่เพิ่งจมไป แต่แล้วร่างของเขาก็พลันเบาหวิวราวกับปุยนุ่น ถูกบางสิ่งเกี่ยวเข้าที่เอวด้านหลังอย่างรุนแรงจนลอยคว้างขึ้นจากดาดฟ้า
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ แค่เพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างของเขาก็ร่วงลงไปกระแทกกับเรือของฮานส์ที่กำลังแล่นอยู่ห่างออกไป
ใครกันที่สามารถสร้างสถานการณ์เหนือธรรมชาติเช่นนี้ได้
ไม่มีทาง นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะทำได้เลย การทำลายท้องเรือใบขนาดมหึมาให้แหลกเป็นเสี่ยงๆ นั้น ต้องอาศัยทั้งพละกำลังและอาวุธร้ายแรง
แล้วไหนจะเรื่องของเขาอีก เขามั่นใจว่าไม่ได้ฝันไป มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัว แต่พลังแบบไหนกันเล่าที่สามารถฉุดร่างของเขาให้ลอยขึ้นกลางอากาศ แล้วเหวี่ยงไปตกบนเรืออีกลำที่อยู่ไกลออกไปได้
นี่มันพลังอำนาจอะไรกันแน่
เขี้ยวพิษขบคิดจนหัวแทบระเบิด แต่ก็หาคำตอบไม่ได้ ท้ายที่สุดจึงได้แต่สรุปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงว่านี่คือการสำแดงอิทธิฤทธิ์ของเทพสมุทรผู้พิโรธ
เมื่อคิดว่าเป็นเช่นนั้นแล้ว เขาก็ไม่กล้าคิดฟุ้งซ่านเป็นอื่นอีก สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหาทางระงับความโกรธเกรี้ยวของเทพเจ้าแห่งท้องทะเล
ทว่ามีลูกน้องคนหนึ่งกระซิบข้างหูว่า เหมือนจะเห็นคันเบ็ดประหลาดจากเรือของฝ่ายตรงข้ามเกี่ยวร่างของเขาแล้วเหวี่ยงออกไป แต่เมื่อเขี้ยวพิษพยายามเพ่งสายตามองอย่างจริงจัง ก็ไม่พบเห็นสิ่งใดผิดปกติ ราวกับว่าเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่เป็นเพียงภาพมายาที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
เขี้ยวพิษโบกมือไล่ลูกน้องคนนั้นให้พ้นหน้า ก่อนจะหันไปสั่งการคนสนิทให้จัดเตรียมเครื่องเซ่นบวงสรวงเป็นการด่วน เมื่อเรื่องวุ่นวายนี้ยุติลง เขาจะต้องทำพิธีขอขมาต่อเทพสมุทรครั้งใหญ่ และในช่วงเวลานี้ก็จะเก็บตัวอยู่แต่ในที่พัก ไม่ไปไหนทั้งนั้น
สำหรับผลประโยชน์ก้อนโตที่กูเดลล์กรุ๊ปหยิบยื่นให้ บัดนี้มันช่างดูไร้ค่าเมื่อเทียบกับการรักษาชีวิต เพราะต่อให้เขามีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกไว้ในครอบครอง ก็ดูเหมือนจะเปราะบางเกินกว่าจะต่อกรกับพลังลึกลับที่มองไม่เห็นเช่นนี้ได้
หลังจากเรื่องราวคลี่คลายลง ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้ซ่งอวี้หน่วนต้องกังวลอีกต่อไป
ถึงกระนั้น กู้หวยอันก็ยังคงให้เธออยู่เคียงข้างกายเขาเสมอ เขาไม่ได้ออกไปจัดการเรื่องใดต่อ เพียงแค่ใช้เวลาอยู่กับเสี่ยวหน่วนบนเรืออย่างเงียบๆ
นานเหลือเกินแล้วที่ทั้งสองไม่ได้มีโอกาสออกมาท่องเที่ยวด้วยกันเช่นนี้ ยิ่งเป็นการล่องเรืออยู่กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใสและสายลมที่พัดเอื่อยๆ ก็ยิ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ กู้หวยอันจึงตัดสินใจขับเรือรบพา‘คนรัก’เที่ยวชมความงามของท้องทะเล
ทั้งคู่มุ่งหน้าไปยังเกาะที่อยู่ใกล้ที่สุด เกาะแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ทั้งยังขาดแคลนแหล่งน้ำจืด ทำให้ต้นไม้ใบหญ้าแทบจะขึ้นไม่ได้ สภาพโดยรอบจึงดูแห้งแล้งรกร้าง และไม่มีผู้คนอาศัยอยู่
ทว่าชายหาดของเกาะกลับงดงามเกินบรรยาย ตลอดแนวหาดทรายทอดยาวไปด้วยกรวดสีแดงสดใส เมื่อมองจากระยะไกล ชายหาดแห่งนี้จึงดูราวกับปูลาดด้วยพรมสีเพลิงที่ทอดยาวไปจรดกับเส้นขอบฟ้า หรือไม่ก็เป็นดั่งแสงสุดท้ายของวันที่ถูกนำมาแต่งแต้มไว้บนผืนดิน
ซ่งอวี้หน่วนเดินเก็บก้อนกรวดสีสวยใส่ถุงผ้าจนเต็ม ก่อนจะหันไปบอกกู้หวยอันว่าตั้งใจจะนำไปประดับตู้ปลาที่บ้านของปู่รองจี้
จากนั้นเธอก็ปีนขึ้นไปยืนบนโขดหินใหญ่ แล้วหรี่ตามองกู้หวยอันที่ยังคงแต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบอย่างเรียบร้อยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
【แถวนี้ก็ไม่มีใครอื่นเสียด้วยสิ น่าจะลองโยนพี่หวยอันลงทะเลดูสักหน่อยดีไหมนะ】
กู้หวยอัน “..”
โยนเขาลงทะเลอย่างนั้นหรือ เสี่ยวหน่วนคิดจะทำอะไรกันแน่
【พี่หวยอันก็เอาแต่แต่งตัวมิดชิดอยู่เรื่อย ไม่รู้เลยว่าข้างในจะมีกล้ามท้องสวยๆ หรือเปล่า หุ่นจะดีขนาดไหนกันนะ วันนี้น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พิสูจน์】
【ถ้าฉันโยนพี่ลงไปในทะเล เสื้อผ้าก็ต้องเปียกโชกแน่ๆ แล้วทีนี้ฉันก็จะได้อ้างให้เขาถอดเสื้อออกมา น่าจะได้เห็นสมใจอยากแล้วล่ะ】
【พี่หวยอันตามใจฉันจะตายไป แค่โยนลงน้ำเล่นๆ คงไม่โกรธกันหรอก แต่ถ้าขอกันตรงๆ ให้ถอดเสื้อล่ะก็ มีหวังโดนปฏิเสธกลับมาแน่ๆ】
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็กระโดดลงจากโขดหินอย่างกระฉับกระเฉง
กู้หวยอันซึ่งได้ยินแผนการทั้งหมด ย่อมไม่อาจปล่อยให้แผนการร้ายของเธอสำเร็จได้
แต่ปัญหาก็คือ…เขาจะหลบพ้นหรือเปล่า
ในเมื่อเสี่ยวหน่วนทั้งว่องไวและมีพละกำลังมหาศาลขนาดนั้น!
[จบบท]