บทที่ 54: ฉันไม่ควรตบเธอเลย ยกโทษให้ฉันได้ไหมคะ
ในช่วงเวลาที่คนบ้านซ่งแทบจะหยุดหายใจด้วยความเกลียดชังที่เอ่อล้น ซ่งอวี้หน่วนก็กระชากตัวหลินฉิงเข้ามา ในขณะที่ลุงจงกำลังจะพุ่งเข้าไปขวาง ปู่ซ่งและคนอื่นๆ ก็กรูกันเข้าไปขวางหน้าเขาไว้
ย่าซ่งเอ่ยเสียงเย็น “เด็กผู้หญิงสองคนจะคุยกัน ผู้ชายตัวโตๆ อย่างคุณจะเข้ามายุ่งอะไรด้วย”
ลุงจงชะงักฝีเท้าลงทันที
ทว่าในใจกลับรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
ทำไมจู่ๆ ถึงได้รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังแบบนี้นะ
ซ่งอวี้หน่วนกับหลินฉิงอยู่ใกล้กันมากจนแทบจะชิดกัน ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แววตาที่เย็นเยียบของซ่งอวี้หน่วนทำให้หัวใจของหลินฉิงกระตุกวูบและหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ทันทีที่หลินฉิงตั้งท่าจะดิ้นรนขัดขืน เสียงของซ่งอวี้หน่วนก็ดังขึ้นมาเสียก่อน “ปู่กับย่าของฉันต้องยืนกรานที่จะฟ้องร้อง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้พวกเขาไม่ไปปักกิ่งก็คือทำให้พวกเขาเงียบไปตลอดกาล หลินฉิง นี่คือสามชีวิต แล้วนะ”
“พ่อฉันเกิดอุบัติเหตุ ปู่ย่าฉันก็เกิดอุบัติเหตุ คนบ้านซ่งก็ต้องทวงถามหาความเป็นธรรม แต่ครอบครัวเราตัวคนเดียว จะไปสู้กับคนที่มีเส้นสายกว้างขวางอย่างเธอได้ยังไง”
“ถึงขอร้องให้เธอปล่อยคนบ้านซ่งไป เธอก็จะใช้เขาเป็นเครื่องมือไปจัดการคนบ้านหวังเพื่อแก้แค้นให้ตัวเอง แล้วก็จะปล่อยให้เขาต้องตายอย่างอนาถไม่มีที่ฝังศพ แล้วหลังจากนั้นล่ะ จะเหลือใครอีก”
“ฉันเป็นคนสวย แถมยังได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายที่บ้านตระกูลฉินมาตั้ง 17 ปี ไม่ว่าเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับฉันจะเป็นฝีมือใครทั้งทางตรงและทางอ้อม สุดท้ายแล้วมันก็เกี่ยวข้องกับเธออยู่ดี”
ซ่งอวี้หน่วนคว้ามือทั้งสองข้างของหลินฉิงขึ้นมา จ้องหน้าเธอเขม็งแล้วพูดทีละคำ “หลินฉิง มือสองข้างนี้ของเธอเปื้อนเลือดของคนบ้านซ่ง ร่างกายของเธอแบกรับชีวิตคนบ้านซ่งไว้กว่าสิบชีวิต แล้วฉันควรจะแก้แค้นเธอยังไงดี”
ในหัวของหลินฉิงสับสนวุ่นวายไปหมด
“บางทีอีกหลายปีต่อมา เธออาจจะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ บางทีอาจจะได้รู้ความจริงจากพี่สาวของเธอ แล้วเธอก็จะรู้สึกผิด จนอาจจะแอบพูดในใจว่า ขอโทษนะ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ซ่งอวี้หน่วนก็ปล่อยมือออก แต่กลับตบหน้าหลินฉิงฉาดใหญ่ 2 ครั้งอย่างรุนแรงจนไม่มีใครต้านทานได้ จากนั้นก็ถีบเธอจนล้มลงไปกองกับพื้น
เสียงตบดังก้องและชัดเจนมาก
ทุกคนแทบไม่ทันได้ตั้งตัว
ลุงจงรีบวิ่งเข้าไป ในใจรู้สึกตกใจที่ซ่งอวี้หน่วนเคลื่อนไหวได้เร็วขนาดนี้ เขารีบสำรวจใบหน้าของหลินฉิง พอเห็นว่าไม่ได้แดงเป็นรอยก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เด็กผู้หญิงคงแรงไม่เยอะ ขนาดรอยแดงยังไม่ขึ้นเลย
เขาค่อยๆ พยุงหลินฉิงให้ลุกขึ้น
หลินฉิงเพิ่งจะรู้สึกตัว เธอจับหน้าตัวเองแล้วกรีดร้องอย่างอับอายและโกรธจัด “ซ่งอวี้หน่วน แกพูดบ้าอะไรของแก ทั้งหมดนี่มันก็แค่การคาดเดาของแกเอง ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง แค่เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นแกกล้าดียังไงมาตบฉัน ฉันจะสู้กับแก!!”
หลินฉิงเองก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อถูกตบหน้าก็ย่อมต้องโกรธเป็นธรรมดา
เธอเป็นคนที่ไม่ว่าหน้าไหนก็ไม่เคยยอม แม้แต่แม่เลี้ยงก็ยังเคยตบมาแล้ว ตอนนี้พอถูกซ่งอวี้หน่วนตบหน้าเข้าบ้าง จึงสะบัดมือลุงจงออกแล้วพุ่งเข้าไปหวังจะสู้กับซ่งอวี้หน่วนให้รู้แล้วรู้รอด
ซ่งอวี้หน่วนกระโดดถอยหลังไป กะพริบตาปริบๆ ทำหน้าตาไร้เดียงสา “อ้าว ยังไม่เกิดขึ้นเหรอคะ พอดีฉันคิดไปคิดมาจนนึกว่าเป็นเรื่องจริงไปแล้ว ขอโทษด้วยนะคะสหายหลินฉิง ฉันไม่ควรตบเธอเลย ยกโทษให้ฉันได้ไหมคะ”
ขณะนั้นเองหัวหน้าคอมมูนหวง ซ่งเหลียง และสมุห์บัญชีหลี่กำลังหารือกันอยู่ พอได้ยินเสียงหลินฉิงตะโกนลั่นในลานบ้านก็รีบวิ่งออกมาดู
ซ่งอวี้หน่วนกำหมัดแน่น พลังแบบนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน ภายนอกมองไม่เห็นรอยแดงบวม แต่จะรู้สึกแสบร้อน ส่วนที่ถีบไปนั้นเธอไม่ได้ออกแรงมากนัก ถ้าทำให้บาดเจ็บจริงจังขึ้นมา เธอก็ต้องรับผิดชอบ
ส่วนซูจวิ้นเจ๋อพอได้ยินเสียงกรีดร้องของคู่หมั้นก็ตกใจจนต้องรีบวิ่งมาทางนี้เช่นกัน
หลินฉิงรู้สึกเพียงว่าใบหน้าทั้งสองข้างของเธอแสบร้อนไปหมด
ไม่ใช่แค่ใบหน้าที่เจ็บ แต่ท้องของเธอก็รู้สึกไม่สบายไปด้วย
แต่แล้ว หลินฉิงกลับถูกซ่งอวี้หน่วนที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจับมือทั้งสองข้างเอาไว้ ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนคลอหน่วงไปด้วยน้ำตาพร้อมกับเอ่ยขึ้นอย่างจริงใจว่า “ขอโทษค่ะพี่หลิน เมื่อกี้ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ ฉันขอโทษพี่นะคะ พี่อย่าโกรธฉันเลยนะ ได้ไหม”
ซ่งอวี้หน่วนไม่เปิดโอกาสให้หลินฉิงได้ทันตั้งตัว เธอแสดงท่าทีประหม่าแต่ยังคงจับมือของหลินฉิงไว้แน่น ก่อนจะพูดต่อว่า “พี่หลินคะ ฉันยังเด็กไม่รู้จักความ พี่อย่าถือสาฉันเลยนะคะ”
หลินฉิง: “…”
พูดตามตรง ตอนนี้ในหัวของหลินฉิงยังคงอื้ออึงและไม่สามารถเรียบเรียงความคิดใดๆ ได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสิ่งที่ซ่งอวี้หน่วนพูดเมื่อครู่นี้น่ากลัวเกินไป จนทำให้รู้สึกราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง
จวบจนตอนนี้หัวใจของเธอยังคงเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
ยิ่งมาเจอซ่งอวี้หน่วนที่เอาแต่พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด เธอก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะสรรหาคำไหนมาพูดดี
หัวหน้าคอมมูนหวงรู้สึกไม่พอใจหลินฉิงเป็นอย่างมาก
มีเงินมีอำนาจแล้วจะทำไมกัน
ไม่พอใจอะไรก็เอาแต่ฟ้องเบื้องบน ที่บ้านมีคนใหญ่คนโตแล้วมันวิเศษนักหรือไง
เพราะยัยเด็กนี่คนเดียวที่ทำให้เรื่องวุ่นวาย ซ่งเหลียงต้องถูกปลดจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ตัวเขาเองก็พลอยถูกตำหนิไปด้วยตั้งหลายครั้ง และที่สำคัญ ปีนี้คอมมูนขุยฮวาก็หมดหวังที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นคอมมูนต้นแบบไปได้เลย
ไหนจะเรื่องเสบียงช่วยเหลือ ที่เคยบอกว่าจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ แต่เมื่อสักครู่นี้รองหัวหน้าอำเภอจ้าวกลับบอกว่าเสบียงยังอยู่ระหว่างทาง เหมือนจะเกิดเหตุดินถล่มทำให้รถติดอยู่
ตอนนี้เขาไม่กล้าคิดแล้วว่าเรื่องที่ได้ยินมาเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกกันแน่
เขามองไปที่หลินฉิงสลับกับเด็กสาวบ้านซ่งที่ดูน่าสงสาร ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “สหายหลิน อภัยให้ได้ก็อภัยเถอะนะ เด็กคนนี้ยังเล็กไม่รู้จักความ คุณอายุมากกว่าเธอตั้งหลายปี อย่าไปถือสาเด็กมันเลย”
ซูจวิ้นเจ๋อพยักหน้าให้หัวหน้าคอมมูนหวงที่ส่งยิ้มแต่แววตาไม่ยิ้มตาม เขาจูงมือหลินฉิง แล้วหันไปพูดกับซ่งอวี้หน่วน “เอาล่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว พวกเราไม่รบกวนแล้วครับ”
ซูจวิ้นเจ๋อเป็นคนรู้จักวิธีเอาตัวรอด เขาหันไปพูดย่าซ่งว่า “คุณย่าครับ ทะเบียนบ้านของน้องสาวฉินซือฉีผมย้ายออกไปแล้ว ต่อไปนี้เธอจะไม่กลับมาอีก เธอฝากผมมาขอบคุณคุณย่าสำหรับความช่วยเหลือ และขอบคุณที่คอยปกป้องเธอมาตลอดหลายปีนี้ด้วยครับ เธอบอกว่าเธอจะจำเรื่องนี้ไว้ไม่มีวันลืม”
ย่าซ่งหัวเราะเยาะในใจ จำได้งั้นเหรอ ไม่ใช่ล่ะมั้ง
หลินฉิงที่กำลังโกรธจัดถูกซูจวิ้นเจ๋อทั้งปลอบทั้งจูงให้ออกไปจากที่นี่
ซ่งอวี้หน่วนยืนยิ้มอย่างพึงพอใจ
ซ่งถิงรู้สึกเหมือนตัวเองได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพง
ดวงตาของเธอเป็นประกาย เธอกำหมัดขวาทุบลงบนฝ่ามือซ้ายเบาๆ พลางคิดในใจว่า ‘โอ้โห เสี่ยวหน่วนตบคนแล้วยังทำให้คู่กรณีพูดอะไรไม่ออกได้อีก’
สุดยอด สุดยอดจริงๆ
ในที่ทำการกองพลน้อย หัวหน้าคอมมูนหวงมองใบยืมเงินของคนบ้านหวัง บางฉบับเป็นหนี้มานานถึง 8 ปีแล้ว เขารู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เขาจำเป็นต้องแจ้งให้ซ่งเหลียงทราบว่า ทางคอมมูนจะจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อจัดการเรื่องใบยืมเงินเหล่านี้โดยเฉพาะ เพราะปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆ
พอถึงสิ้นปี คะแนนงานคงเหลือไม่มากแล้ว
หลังจากหัวหน้าคอมมูนหวงกลับไป ซ่งเหลียงยังคงยืนนิ่งอยู่ในที่ทำการกองพลน้อย เขาครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ อย่างละเอียด และยอมรับว่าคำวิจารณ์ของหัวหน้าถูกต้องทุกอย่าง
เขาขาดความเด็ดขาดจริงๆ บางครั้งก็ชอบไกล่เกลี่ยแบบขอไปที ด้วยนิสัยแบบนี้ เขาจะทำให้ความฝันของลูกสาวที่อยากเป็นลูกคนรวยเป็นจริงได้อย่างไรกัน
แต่มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด
อย่างเช่นซ่งเหลียง ตอนนี้ในใจของเขากลับมีความรู้สึกบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิมผุดขึ้นมา
เขาทบทวนและตรวจสอบการกระทำของตัวเอง สมองที่ปกติไม่ค่อยได้ใช้งาน ตอนนี้กลับทำงานได้ดีราวกับได้รับการหยอดน้ำมัน
ในขณะเดียวกัน ที่อาคารสำนักงานของฐานทัพย่อยหนานซาน สังกัดกองบัญชาการการบินหลงหัง กู้หวยอันนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน พลางมองฉู่จื่อโจวที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อย่างเงียบๆ
ฉู่จื่อโจววางหูโทรศัพท์ลงอย่างสิ้นเรี่ยวแรง เขามองกู้หวยอันที่มีสีหน้าเรียบเฉย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “หวยอัน ฉันอาจจะกลับปักกิ่งไม่ได้แล้ว”
“เสี่ยวหมิ่นทะเลาะกับฟางเส้าหมิน ด้วยความโกรธเสี่ยวหมิ่นเลยกินยาพิษเข้าไป เพิ่งจะล้างท้องช่วยชีวิตไว้ได้เมื่อเช้านี้ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นเลย”
“พี่ใหญ่ของฉันบอกว่าโชคดีนะที่เจอตัวเร็ว”
“ปู่ของฉันด่าฉันว่าเป็นไอ้คนไร้ค่าที่ดีแต่สร้างเรื่อง”
ฉู่จื่อโจวขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด ก่อนจะตะคอกเสียงต่ำ “แต่ฉันก็อึดอัดใจนะเว้ย ไอ้พวกเวรนั่นเป็นคนยุให้ฉันจัดงานเต้นรำเองแท้ๆ แต่พอเกิดเรื่องขึ้นมา ทำไมความผิดทั้งหมดถึงกลายมาเป็นของฉันคนเดียววะ”
[จบบท]