บทที่ 547: ย้ายออกจากห้อง 301
ซ่งอวี้หน่วนละสายตาจากหน้าหนังสือที่เปิดค้างไว้ เธอวางมันลงข้างตัว แล้วหันไปพิจารณาเพื่อนร่วมห้องอย่างเปียนไห่ซิงด้วยแววตาจริงจัง
“มองอะไรของเธอ ซ่งอวี้หน่วน เธอนี่มันร้ายลึกไม่เบาเลยนะ เป็นคนบ้านเดียวกับภรรยาอาจารย์หลิน แต่กลับปิดปากเงียบ พวกเราเพิ่งจะมารู้ความจริงกันวันนี้เอง”
เฉินไอ้เจวียนอ้าปากค้าง รีบกระซิบเสียงแผ่ว “พวก…พวกเธอสองคนคุยกันดีๆ นะ อย่าทะเลาะกันเลย”
เสิ่นเข่อซินรู้สึกขุ่นเคืองอยู่ในใจ เธอมองออกตั้งนานแล้วว่าเปียนไห่ซิงมีท่าทีแปลกๆ แต่ไม่คิดเลยว่าจะหน้าหนาถึงขั้นกลับมาโยนความผิดให้คนอื่นแบบนี้
เธอจึงอดที่จะพูดสวนขึ้นไม่ได้ “เรื่องนี้จะไปเกี่ยวกับซ่งอวี้หน่วนได้ยังไง แล้วเธอล่ะ เคยบอกพวกเราหรือเปล่าว่าสนิทสนมกับอาจารย์หลิน”
เปียนไห่ซิงฉุนกึก ชี้หน้าเสิ่นเข่อซินทันควัน “เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ หมายความว่ายังไง”
“แล้วทำไมจะไม่เกี่ยวกันกับซ่งอวี้หน่วนล่ะ ตอนเย็นเธอพูดจาเหมือนกับว่าฉันซุ่มซ่ามจนได้แผลเองอย่างนั้นแหละ ดูสิหน้าฉันพันผ้าก๊อซซะขนาดนี้ พรุ่งนี้จะให้ฉันไปเรียนได้ยังไง แล้วจะให้ฉันเอาหน้ากลับไปเจอพ่อแม่ได้ที่ไหน”
“ซ่งอวี้หน่วน เธอก็แค่คิดจะปกป้องไอ้เด็กเปรตนั่นใช่ไหม”
“เห็นแก่เธอนะ ฉันถึงไม่เอาเรื่องเขา แต่พรุ่งนี้เขาต้องมาขอโทษฉันให้ได้”
ซ่งอวี้หน่วนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ เธอคว้าแขนของเปียนไห่ซิงที่กำลังพูดจาแดกดันไว้มั่น แล้วเอ่ยเน้นทีละคำชัดเจน
“เปียนไห่ซิง ให้ทางลงดีดีแล้วไม่ชอบใช่ไหม เธอทำอะไรลงไปตัวเองย่อมรู้แก่ใจดีที่สุด ความคิดโสมมในหัวของเธอ อยากจะให้ฉันป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ทั่วกันเลยไหมล่ะ”
“ตอนนี้ฉันจะนอน ขี้เกียจจะเสวนากับเธอ พรุ่งนี้ย้ายออกจากห้อง 301 ไปซะ ไม่ว่าเธอจะอ้างเหตุผลอะไรก็ตาม พอกลับมาจากหยุดวันชาติ ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธออีก”
สิ้นประโยคประกาศิตนั้น หอพักห้อง 301 ก็พลันเงียบสงัดไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกกระทบพื้น
เปียนไห่ซิงหน้าซีดเผือด นิ้วที่ชี้ไปยังซ่งอวี้หน่วนสั่นระริก “เธอ…เธอ…เธอ…”
เธออ้ำอึ้งอยู่เนิ่นนาน แต่ก็เค้นคำพูดอื่นใดออกมาไม่ได้
เฉินไอ้เจวียนตกใจจนต้องยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ซ่งอวี้หน่วนแข็งกร้าวเกินไปแล้ว เหตุใดจึงต้องมาเปิดศึกกับเปียนไห่ซิงในตอนนี้ด้วย
ทว่าเสิ่นเข่อซินกลับเห็นด้วยกับการกระทำของซ่งอวี้หน่วน
เธอไม่เคยพบเคยเห็นใครที่ทำตัวเป็นโจรแล้วยังป่าวประกาศให้คนอื่นช่วยจับโจรได้หน้าตาเฉยเช่นนี้ ช่างไร้ยางอายสิ้นดี
ระหว่างทางกลับมาที่หอพักก็ไม่มีใครปริปากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พอกลับมาถึงห้องต่างคนก็ต่างทำธุระของตัวเองเงียบๆ ไม่มีใครมีอารมณ์จะไปใส่ใจเรื่องไร้สาระของเปียนไห่ซิง
แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดเช่นนั้น จะทำตัวแย่ๆ แต่ก็ยังอยากให้คนมองว่าดีอยู่อีกหรือ
ซ่งอวี้หน่วนด่าได้ถูกต้องแล้ว คนแบบนี้เรียกว่าให้ดีแล้วไม่ชอบ
ขณะที่เสิ่นเข่อซินกำลังจะเอ่ยปากสนับสนุนเพื่อน ไฟในหอพักที่เคยสว่างไสวกลับดับวูบลงโดยไม่มีสัญญาณเตือน
ยังไม่ถึงเวลาพักผ่อน แต่จู่ๆ ไฟก็ดับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในยุคที่การไฟฟ้ายังไม่เสถียร
เปียนไห่ซิงรู้สึกได้ถึงแรงมหาศาลที่บีบแขนเธอไว้จนไม่อาจขยับ เธอเตรียมจะดิ้นรนสุดชีวิต
แต่ซ่งอวี้หน่วนกลับปล่อยมือออกก่อน ในความมืดมิดนั้น เธอออกแรงเพียงเล็กน้อยก็เหวี่ยงร่างของเปียนไห่ซิงปลิวไปตกบนเตียงของตัวเองได้อย่างแม่นยำ
น้ำเสียงที่เย็นชาผิดไปจากเดิมดังขึ้นในความเงียบ “เปียนไห่ซิง เมื่อครู่ฉันไม่ได้ล้อเล่น”
ก่อนจะเอ่ยสั้นๆ “นอนซะ”
ภาพสุดท้ายที่เปียนไห่ซิงเห็นก่อนไฟจะดับคือแววตาอันน่ากลัวของซ่งอวี้หน่วน มันทำให้เธอถึงกับเหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วแผ่นหลัง
ไม่เคยเลยที่เธอจะได้เห็นซ่งอวี้หน่วนในมุมนี้ รัศมีความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงจนบดขยี้ความคิดที่จะร้องไห้ โวยวาย หรือกรีดร้องของเธอให้มลายหายไปในพริบตา
เปียนไห่ซิงนอนตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียง ความเจ็บปวดแสบสันจากรอยกิ่งไม้ฟาดเมื่อวานแล่นปราดไปทั่วผิวหนัง
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงใดๆ ออกมา
บรรยากาศภายในห้องเงียบเชียบเสียจนราวกับว่าแม้แต่เสียงลมหายใจก็อาจเป็นความผิดมหันต์ได้
เช้าวันรุ่งขึ้นมีเรียนเพียงครึ่งวัน ก่อนที่โรงเรียนจะหยุดยาวในช่วงบ่าย ห้อง 301 ที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความมีชีวิตชีวา วันนี้กลับเงียบสงัดผิดปกติ
แน่นอนว่าไม่มีใครลืมเลือนเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาได้ลง และไม่มีใครรู้ว่าควรจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไร
ซ่งอวี้หน่วนคนเดิมที่น่าเกรงขามเมื่อคืนดูจะเลือนหายไปแล้ว บัดนี้เธอกลับมาเป็นน้องเล็กผู้เรียบร้อยน่ารักแห่งห้อง 301 อีกครั้ง ทำทุกอย่างเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทว่าก่อนจะออกจากห้องเพื่อไปโรงอาหาร หญิงสาวกลับหันมาจ้องมองเปียนไห่ซิง พร้อมกับเอ่ยคำเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เปียนไห่ซิง เรื่องเมื่อคืนนี้ เธอคงยังไม่ลืมใช่ไหม”
เปียนไห่ซิงสบตากับซ่งอวี้หน่วนที่ใบหน้าเรียบเฉย ท่าทีของเธอดูหวาดหวั่น แต่ลึกลงไปในใจกลับคุกรุ่นไปด้วยความชิงชังและริษยา
เธอเชื่อว่าซ่งอวี้หน่วนต้องรู้มาตั้งนานแล้วว่าภรรยาของอาจารย์หลินเป็นคนบ้านเดียวกับเธอ ไม่เช่นนั้นเมื่อวานคงไม่พูดจาแบบนั้นออกมา
ริมฝีปากของเปียนไห่ซิงสั่นระริก เธอจ้องมองซ่งอวี้หน่วนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “ทำไมฉันต้องย้าย เธอเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน สั่งให้ฉันย้ายฉันก็ต้องย้ายหรือไง”
ซ่งอวี้หน่วนแย้มยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากความยินดีฉายชัดในดวงตา
“งั้นเราก็มาลองดูกัน”
“ซ่งอวี้หน่วน ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาจารย์หลินถึงไม่ชอบอำเภอหนานซานของเธอ ที่แท้ก็เป็นเพราะถิ่นกันดารมักสร้างคนพาลนี่เอง”
“หยุดทะเลาะกันได้แล้วน่า เดี๋ยวก็เข้าเรียนสายกันพอดี” เฉินไอ้เจวียนรีบแทรกขึ้น
เสิ่นเข่อซินวางกระจกในมือลงฉาดใหญ่ “เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ ถิ่นกันดารสร้างคนพาลอย่างนั้นเหรอ พูดออกมาได้ยังไง นึกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงผู้สูงส่งมาจากไหนงั้นเหรอ!”
เปียนไห่ซิงซึ่งกำลังจะออกไปเปลี่ยนผ้าพันแผลที่สถานพยาบาล พอได้ยินเช่นนั้นก็เบะปาก น้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาทันที
“ให้มันได้อย่างนี้สิ พวกเธอรุมรังแกฉัน ฉันจะไปฟ้องอาจารย์ให้หมดเลย”
พูดจบเธอก็วิ่งออกจากห้องไป พร้อมกับกระแทกประตูปิดเสียงดังสนั่น
“โธ่เว้ย โมโหใครมาลงที่เราเนี่ย” เสิ่นเข่อซินตะโกนอย่างหัวเสีย “พวกเราไปทำอะไรให้เธอนักหนา ถึงกับต้องไปฟ้องอาจารย์ ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรแรงๆ เลยนะ ประสาทกลับหรือไง”
เฉินไอ้เจวียนต้องรีบดึงแขนเพื่อนรักไว้ ไม่ให้พูดอะไรไปมากกว่านี้
ในขณะที่ซ่งอวี้หน่วนกลับคืนสู่สีหน้ายิ้มแย้มเป็นปกติ เธอบอกเพื่อนทั้งสองว่า “เช้านี้ฉันมีธุระ คงไม่ได้เข้าเรียนนะ ไม่ต้องลาเผื่อล่ะ ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว”
เสิ่นเข่อซินยังคงอดเป็นห่วงไม่ได้ “ลูกชายของคนบ้านเดียวกับเธอชื่อเสี่ยวเจ๋อใช่ไหม เขาต้องเห็นอะไรเข้าแน่ๆ ท่าทีของเปียนไห่ซิงกับอาจารย์หลินมันไม่ปกติจริงๆ เอาเป็นว่าเรื่องนั้นช่างมันก่อน แล้วคนที่เธอเรียกว่าน้าซิ่วน่ะ เธอจะไปหาเขาเหรอ แล้วแบบนี้เสี่ยวเจ๋อกลับไปที่บ้านจะโดนตีไหม”
“อื้ม ฉันว่าจะไปหาน้าซิ่วหน่อย” ซ่งอวี้หน่วนตอบ “เมื่อวานเสี่ยวเจ๋อกลับไปต้องเล่าให้แม่เขาฟังอยู่แล้วล่ะ คงไม่โดนตีหรอก ที่บ้านยังมีคุณย่ากับคุณอาผู้หญิงอยู่ทั้งคน”
“เด็กตัวแค่นี้ จะไปเก็บความอะไรได้” เฉินไอ้เจวียนกล่าวเสริม “พอแม่เขารู้เรื่องเข้า จะเสียใจแล้วก็เจ็บปวดแค่ไหนกันนะ”
เสิ่นเข่อซินมองไปยังบานประตูที่เพิ่งปิดลง “ศาสตราจารย์หลินก็เลว แต่เปียนไห่ซิงน่ะเลวยิ่งกว่า รู้ทั้งรู้ว่าเขามีลูกมีเมียอยู่แล้ว แต่ก็ยังทำตัวเป็นปลิงคอยเกาะแกะไม่ห่าง ผู้ชายที่ไหนจะไปต้านทานไหว”
“เหมือนเพื่อนบ้านฉันเลย ไม่กี่ปีก่อนสามีเขาโดนใส่ร้ายจนหมดตัว ภรรยาก็ยังคอยอยู่เคียงข้าง วิ่งเต้นเรียกร้องความยุติธรรมให้จนสามีได้ทุกอย่างกลับคืนมา ทั้งตำแหน่งหน้าที่การงาน ทั้งเงินชดเชย แต่พอได้ดีแล้วเป็นไงล่ะ เขากลับทิ้งภรรยาไปแต่งงานใหม่กับเด็กสาวคราวลูก”
“จริงนะ ผู้หญิงคนนั้นยังไม่เคยแต่งงานเลย สวยด้วย แต่งกันปีที่แล้ว ปีนี้ก็มีลูกชายแล้ว ส่วนลูกสาวของเพื่อนบ้านฉันก็ต้องไปอยู่กับพ่อ ถูกเลี้ยงดูอย่างอึดอัด โชคยังดีที่สอบติดมหาวิทยาลัย เลยได้หนีออกจากบ้านนรกนั่นมาได้”
เฉินไอ้เจวียนถอนหายใจยาว “ย่าของฉันพูดเสมอว่าคนเรานี่มันแปลก ร่วมทุกข์น่ะร่วมได้ แต่พอถึงเวลาร่วมสุขกลับทำไม่ได้”
นั่นสินะ…นี่คงเป็นสัจธรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่มนุษย์
[จบบท]