บทที่ 550: ใช้ฉันเป็นเครื่องมือ?
เฉียนอันน่ามองสีหน้าของป้าฉินไม่ออก จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ป้าฉินคะ ป้าเห็นหนูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย หนูเป็นคนยังไง ป้าน่าจะรู้ดีที่สุด หนูยอมรับค่ะว่าหนูชอบพี่หวยอัน แต่ในเมื่อพี่เขาไม่ได้ชอบหนู หนูก็ย่อมไม่ทำตัวน่ารังเกียจให้ใครเขาว่าได้อยู่แล้ว”
“โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับซ่งอวี้หน่วน หนูก็ยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ไม่ให้พี่หวยอันเข้าใจผิด อย่างครั้งนี้ก็เหมือนกันนะคะ”
“เปียนไห่ซิงที่อยู่หอพักเดียวกับซ่งอวี้หน่วน ถูกเธอข่มขู่ทั้งเมื่อคืนและเมื่อเช้าให้รีบย้ายออกไปให้พ้น ซึ่งหนูพูดตามตรงนะคะ เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยปักกิ่งมาก่อนเลย”
“เปียนไห่ซิงเลยรู้สึกว่าซ่งอวี้หน่วนต้องมีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลัง และดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเสียด้วย”
“เพราะคนคนนั้นคอยปกป้องเธอเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องที่เธอลาหยุดไปนานถึงครึ่งเดือน แต่กลับไม่มีใครซักถามหรือจัดการอะไรเลยด้วยซ้ำ”
“เรื่องการลาครั้งนี้หนูเองก็เพิ่งจะมารู้ทีหลังตอนที่เลขานุการกู้มาบอก”
“เปียนไห่ซิงเลยคิดว่าซ่งอวี้หน่วนคงมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา เธอไม่กล้ามีเรื่องด้วย ไม่กล้าต่อต้าน แต่ก็ไม่อยากถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียว พอจนปัญญาเข้าจริงๆ เลยต้องมาขอความช่วยเหลือจากหนู”
“ซึ่งหนูก็คิดว่าคนที่ซ่งอวี้หน่วนใช้เป็นที่พึ่งพิงก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพี่หวยอัน”
“แต่การกระทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะคะ ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ชื่อเสียงของตระกูลกู้และพี่หวยอันต้องเสียหายแน่”
“จริงๆ หนูก็อยากจะไปคุยกับซ่งอวี้หน่วนให้ปรับความเข้าใจกับเพื่อนๆ แต่ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่เข้าเรียนมา เธอทำเหมือนหนูไม่มีตัวตนตลอด หนูเลยกลัวว่าถ้าเข้าไปยุ่งแล้วเรื่องจะยิ่งแย่ลงไปอีก”
เฉียนอันน่าฝืนยิ้ม ก่อนจะพูดต่อ “หนูจนปัญญาแล้วจริงๆ ค่ะ เลยต้องมารบกวนป้าฉิน ให้ป้าช่วยพูดกับพี่หวยอันให้ตักเตือนการกระทำของซ่งอวี้หน่วนบ้าง อย่าให้เธอรังแกเพื่อนนักศึกษาจนเลยเถิดไปกว่านี้ เพราะถ้าเกิดเรื่องบานปลายขึ้นมา คนที่จะเสียชื่อเสียงก็คือตระกูลกู้”
ฉินซู่อวิ๋นจ้องมองเฉียนอันน่าที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของเธอ เด็กคนนี้เธอเคยสอนมากับมือ แต่น่าเสียดายที่ผลการเรียนไม่เอาไหน แถมยังติดนิสัยใจคอคับแคบไปทุกกระเบียดนิ้ว
หญิงวัยกลางคนรินน้ำชาให้เฉียนอันน่า แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อันน่า แล้วนักศึกษาสองคนที่ว่านั่นชื่ออะไรบ้างล่ะ”
เฉียนอันน่าสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “คนหนึ่งชื่อเฉินไอ้เจวียน ส่วนอีกคนน่าจะชื่อเสิ่นเข่อซินค่ะ”
“แล้วเอกสารคำให้การของพวกเขาล่ะ เธอได้เอามาด้วยไหม”
เฉียนอันน่าทำหน้าไม่ถูก
“เอกสารอะไรหรือคะ”
“ก็เธอบอกว่าซ่งอวี้หน่วนร่วมมือกับสองคนนั้นรังแกเปียนไห่ซิง มันก็ต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรสิ ว่าพวกเขามีพฤติกรรมหรือใช้คำพูดอะไรบ้าง”
ฉินซู่อวิ๋นอธิบายง่ายๆ ว่ารังแกอย่างไร แล้วมีเอกสารยืนยันเรื่องราวหรือไม่
เฉียนอันน่าตอบตะกุกตะกัก “เอ่อ...หนูยังไม่ทันได้ไปจัดการเลยค่ะ”
ฉินซู่อวิ๋นถอนหายใจยาว “อันน่า พื้นที่ที่เธอรับผิดชอบเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น สิ่งแรกที่เธอควรทำคือการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่ฟังความข้างเดียว”
“เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าเป็นเรื่องจริง เธอก็ไม่จำเป็นต้องมาหาฉัน แต่สามารถตรงไปที่ห้องผู้อำนวยการหรืออาจารย์ใหญ่ได้เลย ถึงตอนนั้นฉันก็จะรู้เรื่องเอง หรือต่อให้ฉันไม่รู้ เลขานุการกู้ก็จะโทรศัพท์ไปแจ้งหวยอันอยู่ดี”
“กลับไปเถอะอันน่า ไปตรวจสอบให้ดีว่าทำไมซ่งอวี้หน่วนถึงต้องไล่คนอื่นออกจากห้อง เหตุผลของเธอคืออะไร เด็กสองคนนั้นก็เป็นนักศึกษาในความดูแลของเธอ เธอมีสิทธิ์ที่จะสอบถามพวกเขาอยู่แล้ว”
เฉียนอันน่าเดินจากไป แม้ท่าทางภายนอกจะดูเป็นปกติ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า
ฉินซู่อวิ๋นเองก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน ลูกชายของเธอกลายเป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายไปเสียแล้วหรือ หญิงสาวที่เคยดูดีมีความคิดกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเพียงเพราะความอิจฉาริษยา หรือนี่คือธาตุแท้ของเธอที่ซ่อนไว้มาตลอด
ฉินซู่อวิ๋นขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด ซ่งอวี้หน่วน เด็กสาวคนนี้ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกของตระกูลกู้โดยสมบูรณ์แล้ว แต่เธอกลับยังไม่เคยพบหน้าค่าตากันเลยสักครั้ง
ลูกชายตัวดีก็เอาแต่เดินทางไปมาอย่างเร่งรีบ เธออยากจะถามไถ่ แต่ก็เคยคุยกันเรื่องนี้ไปแล้ว จึงไม่อยากเซ้าซี้ให้มากความ
แล้วยังมีท่านพ่อสามีอีก เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งจะเรียกเธอไปคุยอย่างจริงจัง ทำให้เธอได้ล่วงรู้เรื่องราวมากมายที่ไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งมันน่าตกใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ซ่งอวี้หน่วนในมุมมองใหม่นี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน และมันทำให้เธอตระหนักได้อย่างหนึ่งว่า เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่คนที่เธอจะมาตัดสินได้ว่าคู่ควรจะเป็นลูกสะใภ้หรือไม่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองของมัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าเฉียนอันน่าในวันนี้ช่างอ่อนหัดนัก ต่อให้จะเกลียดชังซ่งอวี้หน่วนแค่ไหน ก็ไม่ควรมาหาเธอ เพราะเธอไม่ใช่แม่สามีโง่เขลาที่จะยอมให้ใครมาหลอกใช้เป็นเครื่องมือได้ง่ายๆ
ต่อให้เธอจะไม่พอใจซ่งอวี้หน่วนจริง ก็ไม่มีวันยอมเป็นมีดให้เฉียนอันน่าถือไปฟาดฟันใคร
อย่างไรเสีย เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องภายในครอบครัว เด็กคนนี้ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย
ฉินซู่อวิ๋นคิดอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจความคิดของเฉียนอันน่า บางทีเธออาจจะมองว่าตัวเองเป็นแม่สามีประเภทที่อยากจะวางอำนาจข่มลูกสะใภ้กระมัง
แล้วเธอควรจะวางตัวกับซ่งอวี้หน่วนอย่างไรดี หากมองในแง่ส่วนรวม เด็กคนนี้คือเพชรเม็ดงามที่หาใครในรุ่นเดียวกันมาเปรียบได้ยาก แต่หากมองในแง่ส่วนตัว ทั้งท่านพ่อและลูกชายต่างก็ให้ความสำคัญกับเธออย่างยิ่ง ถึงขั้นที่ไม่กล้าจะพูดอะไรมาก
ว่ากันตามตรง เธอชื่นชอบเด็กสาวแบบนี้ และอยากเห็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและเป็นตัวของตัวเองมีมากขึ้นในสังคม ทุกคนต่างพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงต้องพยายามมากกว่าผู้ชายหลายเท่าตัวกว่าจะได้รับการยอมรับในสังคม
เรียกได้ว่าความเท่าเทียมนั้นยังไม่มีอยู่จริง
ส่วนหนึ่งก็เพราะผู้หญิงเองยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองมากพอ หากทุกคนเป็นได้อย่างซ่งอวี้หน่วน สหพันธ์สตรีก็คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
แต่นั่นเป็นเพียงอุดมคติ จึงยิ่งทำให้คนอย่างซ่งอวี้หน่วนล้ำค่ามากขึ้นไปอีก
พูดจากใจจริง เธอถึงกับเคยคิดอยากจะรับซ่งอวี้หน่วนมาดูแลอยู่ข้างกาย เพราะกลัวว่ากาลเวลาและสังคมจะบั่นทอนความเปล่งประกายในตัวเธอไป
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เธอก็อดกังวลไม่ได้ว่าเด็กสาวคนนี้ทำให้ลูกชายของเธอต้องร้อนใจ หากวันใดวันหนึ่งซ่งอวี้หน่วนไม่ได้รักลูกชายของเธอขึ้นมา เธอก็มั่นใจว่าลูกชายคนนี้คงครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิต
แล้วเธอจะทำอะไรได้ ในเมื่อเธอไม่ใช่ผู้หญิงใจแคบที่เห็นลูกชายเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ท่านพ่อพูดถูกแล้ว ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ พญาอินทรีสองตัวโผบินเคียงคู่กันบนท้องฟ้า จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกเล่า
ขณะเดียวกันนั้น เปียนไห่ซิงกำลังจ้องมองเลขานุการกู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
เธอตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะลุกพรวดขึ้นมาด้วยความโกรธจัด “ทำไมคะ ทำไมต้องให้ฉันย้ายออกจากห้อง 301 ด้วย เพียงเพราะที่บ้านฉันไม่มีเส้นสาย หรือเพราะซ่งอวี้หน่วนมีคนใหญ่คนโตหนุนหลังอย่างนั้นเหรอคะ”
“มหาวิทยาลัยปักกิ่งตกต่ำถึงขั้นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงได้ไร้มนุษยธรรมและเห็นแก่พวกพ้องแบบนี้”
“พวกคุณมันน่ารังเกียจสิ้นดี อย่าคิดว่าจะใช้อำนาจปิดปากใครก็ได้ ถ้ายังบีบคั้นฉันไม่เลิก ฉันจะร้องเรียนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ถึงตอนนั้นก็พังกันไปข้างหนึ่ง อย่าหวังว่าใครหน้าไหนจะได้อยู่อย่างสงบสุข”
“แล้วก็ซ่งอวี้หน่วนนั่นอีก เธอวิเศษวิโสมาจากไหนกัน มาเรียนก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ลาทีก็ตั้งครึ่งเดือน นี่มันนักศึกษาประเภทไหนกัน กฎระเบียบของมหาวิทยาลัยไม่เคยอยู่ในหัว แต่ทำไมถึงไม่มีใครกล้าแตะต้องเธอเลย!”
เปียนไห่ซิงเดือดดาลจนแทบคลั่ง ความอิจฉาริษยาแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ ในเมื่อคนทำผิดคือซ่งอวี้หน่วนกับเพื่อนร่วมห้องอีกสองคน พวกนั้นรุมรังแกเธอ กีดกันเธอ แถมยังรวมหัวกันหัวเราะเยาะ
ซ่งอวี้หน่วนถึงขนาดข่มขู่เธอ แต่สุดท้าย คนที่ต้องรับกรรมกลับเป็นเธออย่างนั้นหรือ
[จบบท]