บทที่ 553: รักนี้... ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน
ซ่งอวี้หน่วนจงใจเว้นจังหวะการพูด เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้ซ่างกวนอวิ๋นฉีมากขึ้นอีกนิด พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“แต่การที่คุณไม่ได้ไปเจอยายฉันก็ดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคุณคงได้ช้ำใจยิ่งกว่านี้อีก”
“รู้ไหมว่าตอนนี้ยายฉันดูสาวกว่าเดิมเยอะเลย ต้องขอบคุณยาตัวใหม่ที่น้าตงเพิ่งคิดค้นขึ้นมาได้ ฉีดแค่เข็มเดียวก็กลับไปเป็นสาวได้ตั้ง 20 ปี แถมยังอายุยืนขึ้นอีกด้วย”
“ไม่เคยได้ยินใช่ไหมล่ะ ไว้วันหลังฉันจะเอารูปยายฉันตอนปัจจุบันมาให้ดูเป็นขวัญตาก็แล้วกัน”
“สมัยก่อนคุณกับท่านก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่... มันสลับข้างกันเท่านั้น”
“ตอนนี้สภาพของคุณดูไม่ได้เลย ทั้งโทรมทั้งสกปรก ผมขาวโพลนไปทั้งหัว หน้าตาก็เหี่ยวย่นเหมือนคนอายุ 80 พอไปเทียบกับยายฉันที่ดูสาวขึ้นทุกวัน คุณก็ไม่ต่างอะไรกับหญิงชราคนหนึ่ง”
ซ่งอวี้หน่วนยิ้มหวานขณะมองใบหน้าของซ่างกวนอวิ๋นฉีที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ กล้ามเนื้อบนใบหน้าสั่นระริกไม่หยุด สองมือกำแน่นจนข้อขาวซีด เธอกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะระงับอารมณ์ของตัวเองเอาไว้
“อ้อ... ยาที่ว่าน่ะแพงมากนะ ต้นทุนเข็มละเป็นล้าน แต่ก็ไม่เป็นปัญหาหรอก เพราะเงินของพี่ชายคุณก็เหมือนเงินของฉันอยู่แล้ว นี่ขนาดฉันไปฮ่องกงรอบล่าสุด เขายังอุตส่าห์โอนเงินไปให้น้าตงอีกหลายล้าน ทั้งที่ฉันกับน้าตงไม่อยากจะได้ แต่เขาก็คะยั้นคะยอจะให้จนน่ารำคาญ ก็เลยต้องรับไว้”
เด็กสาวเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เรื่องที่คุณคิดจะใช้ข้ออ้างว่าเป็นโรคประสาทเพื่อหนีไปต่างประเทศน่ะ เลิกฝันไปได้เลย ฉันรู้หมดแล้วว่าพี่ชายคุณเตรียมบ้านไว้ให้ที่ไหน”
“ตราบใดที่ฉันยังอยู่ คุณจะไม่มีวันได้ก้าวเท้าออกจากประเทศนี้แม้แต่ก้าวเดียว เตรียมตัวใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในโรงพยาบาลบ้าอย่างสงบสุขเถอะค่ะ”
คำพูดเหล่านั้นทำให้เส้นความอดทนของซ่างกวนอวิ๋นฉีขาดสะบั้น เธอหันขวับมาจ้องซ่งอวี้หน่วนด้วยสายตาอาฆาตแค้น
ซ่งอวี้หน่วนเปลี่ยนอิริยาบถ เธอลุกขึ้นถอยห่างออกมาสองสามก้าว ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้ม แต่แววตากลับว่างเปล่า
“ฉันอยากจะเห็นจริงๆ ว่าคนอย่างคุณจะแกล้งบ้าได้แนบเนียนแค่ไหน ลองแสดงให้ฉันดูหน่อย” เธอเอียงคอถามด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น “ฉันสงสัยมานานแล้ว ว่าเวลาคุณคลั่งขึ้นมานี่... คุณกินอึตัวเองด้วยหรือเปล่า”
ภาพนั้นคงเป็นฟางเส้นสุดท้าย ซ่างกวนอวิ๋นฉีที่ร่างกายสั่นเทิ้มราวกับเจ้าเข้า ทนรับแรงกดดันไม่ไหวอีกต่อไป คอพับตาเหลือกและหมดสติไป
ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เห็นว่าอีกฝ่ายสลบไปจริงๆ ก็ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคออย่างผิดหวัง
หญิงชราคนนี้ยังคงดื้อด้านไม่เคยเปลี่ยน ไม่มีความสำนึกผิดแม้แต่น้อย
ซ่งอวี้หน่วนเดินเข้าไปกดจุดใต้จมูกของหญิงชราแรงๆ เพียงไม่กี่วินาที ซ่างกวนอวิ๋นฉีก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา และก่อนที่อีกฝ่ายจะได้สติกลับมาเต็มที่ ซ่งอวี้หน่วนก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ซ่างกวนอวิ๋นฉีได้แต่นอนนิ่งอยู่บนเตียง สมองยังคงอื้ออึง ความโกรธแค้นอัดแน่นอยู่ในอกจนแทบระเบิด แต่กลับทำอะไรไม่ได้
ความรู้สึกอัปยศอดสูทำให้หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงจนหายใจติดขัด ในที่สุดเธอก็ตระหนักได้ว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นปีศาจร้ายที่ไร้หัวใจ!
***
จงเส้าชิงไม่ได้เดินทางไปยังอำเภอหนานซานพร้อมกับทุกคน เพราะยังมีภารกิจเรื่องการซื้อขายธัญพืชที่ต้องจัดการต่ออีกมาก แต่เขาก็ได้เตรียมของขวัญสำหรับแสดงความยินดีกับเซี่ยซินซานไว้เป็นอย่างดี ซึ่งประกอบด้วยเครื่องประดับทองคำหนึ่งชุดและเครื่องเล่นเทปอีกหนึ่งเครื่อง
หลังจากที่ขบวนรถไฟเคลื่อนออกจากชานชาลา เฉียนอันน่าก็เดินตามหาจนพบเปียนไห่ซิงที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้ามืดมนและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง
“เธออยากจะฟ้องซ่งอวี้หน่วนไหม ถ้าอยาก ฉันช่วยได้นะ” เฉียนอันน่าเอ่ยขึ้น
เปียนไห่ซิงซ่อนความรู้สึกเกลียดชังไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย เมื่อครู่เธอเพิ่งไปหาหลินหาน แต่คุยกันได้ไม่กี่คำ เขาก็ถูกอาจารย์ใหญ่สวีเรียกตัวไปเสียก่อน ทั้งอาจารย์ใหญ่ ทั้งเลขานุการของเขา คนใหญ่คนโตที่ปกติไม่มีทางได้เข้าใกล้ วันนี้กลับได้เจอพร้อมกัน หรือว่าจริงๆ แล้วเส้นสายของซ่งอวี้หน่วนก็คืออาจารย์ใหญ่สวีกันแน่
ในใจสาดคำสาปแช่งนังเด็กสารเลวนั่นไปนับหมื่นครั้ง แต่ภายนอกกลับแสดงท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัว ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงอ่อนเบา
“ขอบคุณในความหวังดีของอาจารย์เฉียนนะคะ แต่ฉันว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีแล้วค่ะ”
เปียนไห่ซิงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะรีบเดินจากไป ทิ้งให้เฉียนอันน่ามองตามด้วยความรู้สึกขัดใจ
เฉียนอันน่าจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปหาเฉินไอ้เจวียนและเสิ่นเข่อซินแทน แต่ทั้งสองคนกลับให้การปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ร่วมมือกับพวกเธอเพื่อกลั่นแกล้งหรือกีดกันเปียนไห่ซิงออกจากกลุ่มแต่อย่างใด
เสิ่นเข่อซินเป็นฝ่ายอธิบายด้วยท่าทีเป็นกลาง “อาจารย์เฉียนคะ ปกติแล้วซ่งอวี้หน่วนไม่ค่อยได้อยู่ที่หอพักเท่าไหร่ แต่เวลาที่เธออยู่ เธอก็เข้ากับพวกเราได้ดีมาก เสี่ยวหน่วนเป็นคนนิสัยดี ยิ้มง่าย ก่อนหน้าเรื่องเมื่อวานนี้ พวกเราก็เข้ากันได้ดีมาตลอดค่ะ”
เฉียนอันน่าหรี่ตามอง “เมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงต้องไล่เปียนไห่ซิงออกจากห้อง”
เสิ่นเข่อซินนึกอยากจะตอบกลับไปว่า ‘เรื่องนั้นอาจารย์คงต้องไปถามเปียนไห่ซิงเองว่าไปทำอะไรไว้’ แต่พอเห็นท่าทีดื้อรั้นเอาแต่ใจของหญิงสาวคนนั้นแล้ว ก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีวันพูดความจริงแน่
เธอจึงเลี่ยงไปตอบอีกทาง “หนูจะเล่าเท่าที่หนูทราบนะคะ เหตุผลหลักที่ทำให้เปียนไห่ซิงไม่พอใจ ก็เพราะซ่งอวี้หน่วนไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนบ้านเดียวกับภรรยาของอาจารย์หลินหานค่ะ”
แม้รูปประโยคจะฟังดูซับซ้อน แต่เฉียนอันน่าก็จับใจความได้ในที่สุด สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที
ความจริงแล้วเธอก็เคยได้ยินข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับอาจารย์หลินผู้หล่อเหลาว่ากำลังสนิทสนมกับนักศึกษาสาวสวยคนหนึ่งเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร
แค่เพราะซ่งอวี้หน่วนเป็นคนบ้านเดียวกับภรรยาของอาจารย์หลินเนี่ยนะ? ช่างเป็นเหตุผลที่ไร้สาระสิ้นดี! แล้วการเป็นคนบ้านเดียวกันมันวิเศษวิโสมาจากไหน ถึงกับต้องไล่คนอื่นออกจากห้องพักเลยหรือ? เรื่องพวกนี้มันก็เป็นแค่ข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงทั้งนั้น
เมื่อเห็นว่าคงเค้นข้อมูลอะไรจากสองคนนี้ไปทำรายงานส่งให้ป้าฉินไม่ได้อีกแล้ว เฉียนอันน่าได้แต่กัดฟันกรอดอยู่ในใจ
‘นังซ่งอวี้หน่วน ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะดีเลิศประเสริฐศรีไปซะทุกเรื่อง คนเราทุกคนย่อมมีจุดด่างพร้อยกันทั้งนั้น รอให้ถึงวันที่ฉันหาจุดอ่อนของเธอเจอเมื่อไหร่ ฉันจะคอยดูว่าเธอจะยังหยิ่งผยองได้เหมือนตอนนี้อีกไหม!’
ขณะเดียวกัน หลินหานก็เดินออกจากห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขารีบตรงไปหาเปียนไห่ซิงทันที เพราะท่านอาจารย์ใหญ่เพิ่งแจ้งข่าวร้ายว่าตอนนี้มีคนถือรูปถ่ายของเขากับเปียนไห่ซิงไว้ในมือ และสั่งให้เขารีบจัดการเรื่องนี้โดยด่วน
พอเขาตามหาเปียนไห่ซิงจนเจอ ภาพของหญิงสาวที่มีผ้าก๊อซปิดแผลบนใบหน้าและดวงตาที่แดงก่ำจากการร้องไห้ไม่หยุด ก็ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบด้วยความสงสาร แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้เธอมากนัก
ใครจะรู้ว่าในตอนนี้อาจจะมีกล้องถ่ายรูปซุ่มจับจ้องพวกเขาอยู่จากมุมไหนสักแห่ง เขาครุ่นคิดว่าใครกันที่เป็นคนทำเรื่องแบบนี้ หรือจะเป็นหลัวซูซิ่ว ภรรยาของเขาเอง? ไม่สิ เป็นไปไม่ได้ ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางรู้จักคนที่มีกล้องถ่ายรูป และเธอก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะทำอะไรแบบนี้
หลินหานสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วเอ่ยถามเสียงเครียด “รูปถ่ายล่ะ อยู่ไหน”
เปียนไห่ซิงยื่นรูปถ่ายให้เขาอย่างเงียบๆ
หลินหานรับรูปมาดู แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอได้เห็นภาพหลักฐานคาตา หัวใจของเขาก็แทบหยุดเต้น
ฟิล์มอยู่ที่ไหน? รูปพวกนี้มาจากเลขานุการกู้ แล้วใครเป็นคนส่งให้เลขานุการกู้อีกที?
คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากถามใคร
เขาไม่พูดอะไรอีก จัดการฉีกรูปถ่ายในมือจนไม่เหลือชิ้นดี ปั้นมันเป็นก้อนแล้วขว้างทิ้งลงไปในทะเลสาบดอกบัวที่อยู่ใกล้ๆ เฝ้ามองจนมันจมหายไปกับสายน้ำ แต่ความโล่งใจก็ไม่ได้เกิดขึ้นเลยสักนิด มีเพียงความรู้สึกผิดและเสียใจที่กัดกินหัวใจของเขา
เมื่อหันกลับมาสบตากับเปียนไห่ซิงที่กำลังมองเขาด้วยแววตาชุ่มน้ำตา เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างสุดกลั้น
“ขอโทษนะ มันเป็นความผิดของผมเองที่ทำให้คุณต้องเดือดร้อนไปด้วย ถ้าวันนั้นผมผลักคุณออกไป เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น เราคงไม่ถูกใครแอบถ่ายรูป”
เปียนไห่ซิงส่ายหน้าอย่างแรง น้ำตาไหลพราก “ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์เลย มันเป็นความผิดของฉันเอง ฉันไม่ควรตกหลุมรักอาจารย์ แต่ฉันไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปกว่านั้นจริงๆ นะคะ ฉันแค่ชื่นชมอาจารย์อยู่ห่างๆ ไม่ได้หวังจะครอบครอง ไม่ได้ต้องการอะไรเลย ความรักของฉัน... ไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน แค่นี้ก็ยังไม่ได้เหรอคะ ทำไมเลขานุการกู้ต้องมาเยาะเย้ยฉันด้วย แล้วซ่งอวี้หน่วนใช้สิทธิ์อะไรมาไล่ฉันออกจากห้อง 301!”
[จบบท]