บทที่ 556: บทเรียนเหินเวหา
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีเรื่องจริงจังให้ทำกันบ้าง อย่างเช่นการพาเสี่ยวหน่วนไปทำความคุ้นเคยกับเครื่องบิน
เมื่อมาถึงฐานทัพ ซ่งอวี้หน่วนก็ได้ประจักษ์แก่สายตาตนเองว่าเครื่องบินที่จอดสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าคืออากาศยานที่เพิ่งผ่านการวิจัยและพัฒนามาสดๆ ร้อนๆ
จากข้อมูลจำเพาะที่กู้หวยอันอธิบายให้ฟัง มันคือเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก ณ เวลานี้เลยทีเดียว
แน่นอนว่าเครื่องที่เธอจะได้เรียนขับไม่ใช่ลำนี้ แต่เป็นเครื่องบินฝึกที่มีสมรรถนะคงที่และปลอดภัยกว่า ซ่งอวี้หน่วนกวาดตามองสภาพแวดล้อมโดยรอบ ที่นี่ช่างเป็นทำเลที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ถูกเลือกให้เป็นฐานทัพลับ
กู้หวยอันอธิบายรายละเอียดต่างๆ ด้วยความอดทน แต่ในใจกลับวอกแวกไปชั่วขณะ เขาอดนึกไม่ได้ว่าตนเองดูเป็นคนเถรตรงเกินไปหรือไม่ หากตอนนั้นเขาไม่หลบให้เสี่ยวหน่วนวิ่งชน ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรกัน
แต่จนกระทั่งเครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ซ่งอวี้หน่วนก็ไม่ได้มีท่าทีขี้เล่นเช่นนั้นอีกเลย หญิงสาวมีคำถามมากมายผุดขึ้นในหัว ทั้งเรื่องที่ว่าเครื่องบินลำเมื่อครู่เป็นเครื่องบินที่พวกเขาค้นคว้าและพัฒนาขึ้นเองทั้งหมดหรือไม่ จะสามารถผลิตออกมาในปริมาณมากได้หรือเปล่า และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องนี้คงต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด เพราะมันคืออาวุธลับของประเทศ
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบไปมองใบหน้าของกู้หวยอันแวบหนึ่งก่อนจะรีบละสายตา แม้ว่าเขาในยามที่ควบคุมเครื่องบินจะดูหล่อเหลาและมีเสน่ห์ยิ่งกว่าเดิม แต่ความปลอดภัยย่อมสำคัญที่สุด ชายผู้นี้เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าของชาติ จะเกิดอะไรขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
ท่วงท่าการบังคับเครื่องบินของกู้หวยอันนั้นดูเป็นธรรมชาติและคล่องแคล่วราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่ต่างจากตอนที่หมิงเซิ่งน้องชายของเธอกำลังต่อบล็อกไม้ หรือราวกับศิลปินเอกกำลังบรรเลงเปียโนบทเพลงอันไพเราะ
ซ่งอวี้หน่วนมีความทรงจำที่เป็นเลิศ นอกจากจะยังไม่ได้ลงมือบังคับเครื่องบินด้วยตนเองแล้ว เธอก็สามารถจดจำรายละเอียดหลักๆ ได้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างหลักหรือระบบการทำงานของเครื่องบิน ซ้ำยังสามารถลงลึกในรายละเอียดและอธิบายออกมาเป็นข้อๆ ได้อย่างชัดเจน
กู้หวยอันไม่ได้รู้สึกประหลาดใจในความสามารถด้านการเรียนรู้ของซ่งอวี้หน่วนเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะทักษะการลงมือปฏิบัติของเธอนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในระดับยอดเยี่ยม
หลังจากนั้นไม่นาน ซ่งอวี้หน่วนก็ได้เริ่มบังคับเครื่องบินด้วยตนเอง และคงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงนัก หากจะบอกว่าเธอใช้เวลาเพียงช่วงเช้าก็สามารถขับเครื่องบินเป็นแล้ว
วันนี้เจ้าหน้าที่ในหอควบคุมภาคพื้นดินคือเลขานุการเสี่ยวอู๋ ที่นี่คือฐานทัพลับสำหรับการทดสอบการบิน จึงไม่มีบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาปะปน
ซ่งอวี้หน่วนตรวจสอบรายการต่างๆ ตามขั้นตอนอย่างคล่องแคล่วและเป็นระเบียบ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเธอก็ขออนุญาตนำเครื่องขึ้น
เลขานุการเสี่ยวอู๋คาดว่าซ่งอวี้หน่วนคงจะรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง อีกทั้งวันนี้ท่านผู้บัญชาการเองก็ดูจะมีอาการเกร็งๆ เล็กน้อย แต่เขาก็เข้าใจดีว่าคนสองคนที่ไม่ค่อยมีเวลาให้กันก็จำเป็นต้องหาทางกระชับความสัมพันธ์บ้าง
หากห่างหายกันไปนานอาจถูกลืมเลือนได้ง่าย การใช้เวลาร่วมกันระหว่างทำงานจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด แม้ว่าในใจเขาจะรู้สึกอิจฉาอยู่ลึกๆ ก็ตาม
เครื่องบินทะยานขึ้นเหนือพื้นดิน ทิวทัศน์เบื้องล่างปรากฏแก่สายตาในมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
กู้หวยอันลอบมองหญิงสาวข้างกายที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งอย่างสนอกสนใจ เด็กคนนี้เรียนรู้ได้รวดเร็วจนน่าทึ่ง แต่เมื่อพิจารณาจากทักษะการลงมือทำอันยอดเยี่ยมและความทรงจำอันเป็นเลิศของเธอแล้ว การจะเรียนรู้สิ่งใดให้สำเร็จจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย
ซ่งอวี้หน่วนเองก็รู้สึกแปลกใจในความสามารถของตนเองเช่นกัน เธอรู้ดีว่าตัวเองมีพรสวรรค์เหนือคนทั่วไป แต่ก็ไม่คิดว่าจะเก่งกาจได้ถึงเพียงนี้ ความรู้สึกนี้ทำให้เธอเริ่มสงสัยเกี่ยวกับความทรงจำตลอด 5 ปีที่หายไป บางทีเธออาจจะเคยไปทำภารกิจตามโลกต่างๆ ก็เป็นได้
ในขณะที่ความคิดกำลังล่องลอย กู้หวยอันก็เอื้อมมือมากดหลังมือของเธอเบาๆ พร้อมกับเอ่ยเตือน
"อย่าเหม่อสิครับ"
ซ่งอวี้หน่วนหันไปส่งยิ้มให้เขา เหม่อลอยบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อมีพี่อยู่ข้างๆ ทั้งคน
หลังจากลงจากเครื่องบิน เลขานุการเสี่ยวอู๋ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แม้จะมั่นใจในความสามารถของท่านผู้บัญชาการ แต่เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย เขาคงรู้สึกผิดจนตายหมื่นครั้งก็ไม่พอ
กู้หวยอันขับรถไปส่งซ่งอวี้หน่วนที่บ้าน เมื่อย่าซ่งเห็นหลานสาวกลับมาพร้อมกับชายหนุ่มก็อดคิดไม่ได้ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้ช่างขยันตามจีบเสียจริง ทั้งๆ ที่ได้ยินมาว่างานยุ่งมากแท้ๆ แต่ความคิดนั้นก็เก็บไว้ในใจ ก่อนจะเอ่ยปากชวนกู้หวยอันให้อยู่ทานมื้อค่ำด้วยกันอย่างอบอุ่น
กู้หวยอันอุตส่าห์ปลีกเวลาจากตารางงานที่รัดตัวมาได้ การใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่าที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เขาจึงตอบรับคำเชิญนั้น ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นซ่งหมิงโปและเจมค์ คาดว่าทั้งสองคงจะออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก
ย่าซ่งเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้หลานสาวฟัง “เมื่อกี้ยัยเฒ่าโจวแวะมาบอกว่าจะลาให้เสี่ยวฮวา บอกว่าจะพาไปดูตัว ย่าก็อนุญาตไป แต่สักพักเสี่ยวฮวาก็วิ่งกลับมาบ้าน ตาแดงก่ำเหมือนเพิ่งร้องไห้ พอถามไถ่ก็ได้ความว่าแม่ขาหัก”
“แต่ย่าก็ไม่เห็นจะได้ข่าวอะไรนะ ก็เลยบอกให้ใจเย็นๆ”
“พอเสี่ยวฮวากลับไปแล้ว ย่าซุนบ้างข้างๆมาบอกว่าแม่ของเสี่ยวฮวายังสบายดีอยู่ เลยเดาว่าเสี่ยวฮวาคงไม่ถูกใจคู่ดูตัว แต่ย่าโจวกลับชอบมาก เลยกุเรื่องขึ้นมาหลอกให้หลานสาวตัวเองยอมไป”
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้น “ย่าคะ งั้นหนูแวะไปดูหน่อยดีไหมคะ?”
ย่าซ่งพยักหน้าเห็นด้วย “ไปเถอะ
ตอนนี้เสี่ยวฮวาก็ช่วยงานที่โรงงานอยู่ แต่เรื่องดูตัวของสาวๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเหมาะสมกันก็ดีไป แต่ถ้าไม่ก็จะปล่อยให้ย่าเขาบังคับไม่ได้ หลานก็ทำเป็นแวะไปเยี่ยมแม่ของเสี่ยวฮวาแล้วกัน อย่าไปถามเรื่องอื่นให้มากความนะ”
กู้หวยอันจึงสตาร์ทรถอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลโจว
ฤดูเก็บเกี่ยวเพิ่งผ่านพ้นไป หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอในปีนี้ยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยผลผลิตจากไร่นา
ด้วยระบบสัญญาจ้างเหมาการผลิตตามครัวเรือนที่ช่วยกระตุ้นให้ทุกคนขยันทำงาน ทำให้ตอนนี้ทุกบ้านต่างมีข้าวปลาอาหารเหลือเฟือ และหมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นหมู่บ้านที่มั่งคั่งที่สุดในตำบลขุยฮวา
ลานบ้านของตระกูลโจวเต็มไปด้วยข้าวโพดสีทองอร่ามที่ตากไว้รอการเก็บรักษา ส่วนข้าวเปลือกนั้นจะถูกรวบรวมไปสีที่โรงสีของหมู่บ้าน โดยแต่ละบ้านจะจ่ายค่าดำเนินการตามสัดส่วน
แต่แทนที่จะเป็นภาพการทำงานอันขะมักเขม้น กลับกลายเป็นเสียงโต้เถียงกัน ย่าโจวกำลังถูกคนในบ้านช่วยกันรั้งตัวไว้ขณะที่ชี้หน้าต่อว่าโจวเสี่ยวฮวาอย่างหัวเสีย
“ย่าก็แค่ให้ไปดูตัว ไม่ได้จะบังคับให้แต่งงานเสียหน่อย ทำไมตอนนี้ถึงได้สำออยแตะต้องไม่ได้ขนาดนี้”
โจวเสี่ยวฮวากระทืบเท้าอย่างขัดใจ “หนูไม่มีเวลาไปดูตัวหรอกค่ะ อีกอย่างตอนนี้หนูก็ยังไม่อยากมีแฟนด้วย”
“ฝ่ายนั้นเขามีงานการดีๆ ทำนะ ก็เพราะตอนนี้แกดูดีขึ้นมาหน่อยหรอกถึงมีคนมาสนใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ หนุ่มเงื่อนไขดีขนาดนี้แกฝันก็ยังไม่ถึงเลย”
คำพูดของย่าโจวขาดหายไปกลางคันเมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนเดินเข้ามาในบ้าน เนื่องจากเธอหันหลังให้ประตูจึงไม่ทันเห็นรถที่ขับเข้ามาใกล้ และด้วยวัยที่มากขึ้นทำให้หูไม่ค่อยดีนัก
หญิงชรารู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเสี่ยวหน่วนจะได้ยินเรื่องที่เธอพูดไปมากน้อยแค่ไหนและจะคิดอย่างไร
โจวเสี่ยวฮวาพอเห็นเพื่อนรักมาถึงก็เงียบเสียงลง แต่สีหน้ายังคงบึ้งตึง ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองแม่ของเสี่ยวฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างปกติสุขก็มั่นใจว่านี่เป็นการโกหกเพื่อหลอกให้เสี่ยวฮวาไปดูตัวจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนอดที่จะเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ “เมื่อกี้หนูได้ยินไม่ค่อยถนัด แต่พอจับใจความได้ค่ะ คุณย่าโจวคะ การดูตัวเป็นเรื่องใหญ่นะคะ อีกฝ่ายเป็นคนที่ไหนเหรอคะ ถ้าดูตัวผ่านแล้วก็คงจะหมั้นหมายกันเลยใช่ไหมคะ?”
โจวเสี่ยวฮวากะพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นท่าทีของเพื่อนก็เลือกที่จะเงียบ เพราะรู้ดีว่าเมื่อซ่งอวี้หน่วนพูดเช่นนี้ จะต้องมีประโยคเด็ดที่คาดไม่ถึงตามมาอย่างแน่นอน และคนที่ถูกชักนำให้พูดก็คือคุณย่าของเธอเอง
ย่าโจวเมื่อเห็นท่าทีเป็นมิตรของซ่งอวี้หน่วนก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้างแล้วเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า
“สาวๆ โตแล้วก็ต้องดูตัวเป็นธรรมดาจ้ะ หนุ่มคนนี้เป็นคนงานในโรงงานอาหารของอำเภอเรา ที่บ้านมีพี่สาวสี่คน เขาเป็นลูกคนสุดท้อง ในอนาคตข้าวของทุกอย่างในบ้านก็ตกเป็นของเขาทั้งหมด พ่อแม่ก็เกษียณมีเงินบำนาญใช้ทุกเดือน แถมยังมีบ้านในตัวอำเภออีกด้วยนะ”
[จบบท]