บทที่ 558: ระบบแก้ไขชีวิต
ในยุคที่ข้าวปลาอาหารยังคงต้องใช้ตั๋วปันส่วน ทุกคนต่างมีโควตาประจำเดือนเป็นของตัวเอง แน่นอนว่ายิ่งมีธัญพืชในครอบครองมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอุ่นใจมากขึ้นเท่านั้น
ป้าไป๋กังวลว่าหากไปช้าอาจจะพลาดส่วนแบ่งสำคัญ จึงรีบคว้าถุงผ้าเตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังฝ่ายพลาธิการของหมู่บ้าน ก่อนจะไปก็ไม่ลืมแวะเอ่ยชวนแม่หลินเพื่อนบ้าน
“ไปรับปันส่วนด้วยกันไหม”
แต่แม่หลินกลับตอบเสียงเรียบ “ฉันว่าจะรอให้ซูซิ่วกลับมาแล้วค่อยให้ไปเอง วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่นั่งกินนอนกิน ไม่อายปากชาวบ้านเขาหรือไง”
ป้าไป๋ได้แต่ถอนหายใจ ไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดกับคนที่พูดจาบิดเบือนขาวเป็นดำ เธอจึงสะพายถุงแล้วเดินจากไปเงียบๆ
ไม่นานนัก เสียงเรียกชวนกันไปรับของปันส่วนก็ดังระงมไปทั่วทั้งละแวก
แม่หลินที่ตอนแรกตั้งใจจะรอหลัวซูซิ่ว พอมองดูนาฬิกาแล้วก็ชักจะใจคอไม่ดี กลัวว่าถ้าชักช้าจะไม่ได้อะไรติดมือกลับมาเลย สุดท้ายก็ต้องสบถอย่างหัวเสียพลางคว้าถุงผ้าเดินตามคนอื่นไปยังฝ่ายพลาธิการ
ธัญพืชที่นำมาแจกจ่ายในครั้งนี้เป็นผลพวงจากความช่วยเหลือของซ่งอวี้หน่วนที่ช่วยประสานงานให้ ส่วนเสบียงอื่นๆ ถูกจัดสรรไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลนอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะแถบตะวันตกเฉียงเหนือที่เพิ่งเผชิญกับภัยแล้งและพายุลูกเห็บเมื่อปีก่อน
ส่วนของอำเภอหนานซานเองก็ได้รับการจัดสรรมาส่วนหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการขนส่ง
วันหยุดยาวหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน
“คุณอุตส่าห์ดึงดันจะกลับมากับพวกเรา ทั้งที่จริงแล้วที่ปักกิ่งคึกคักกว่าตั้งเยอะนะคะ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยกับเจมค์
ชายหนุ่มชาวต่างชาติกลับตอบอย่างไม่ยี่หระ “ไม่เห็นต้องรีบเลยนี่ครับ ถ้าปีนี้พลาดไป ปีหน้าค่อยมาดูใหม่ก็ได้” ดูท่าทางเขาจะวางแผนชีวิตไว้ล่วงหน้าอย่างดีทีเดียว
กู้หวยอันเดินทางกลับไปก่อนซ่งอวี้หน่วน แม้จะพลาดงานแต่งงานของเซี่ยซินซานไปอย่างน่าเสียดาย แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะฝากของขวัญชิ้นโตไว้ให้
นอกจากนี้ เขายังใช้เวลาว่างสอนซ่งอวี้หน่วนขับเครื่องบิน ก่อนจะโบกมือลาทุกคนในตอนกลางคืนหลังจากร่วมโต๊ะอาหารเย็นที่บ้านตระกูลซ่งแล้ว
ส่วนผู้เฒ่าหูและผู้เฒ่าหลินก็มีอาจารย์ใหญ่ชุยคอยอาสาเป็นไกด์กิตติมศักดิ์พาเที่ยวชมจนทั่วทุกมุมของอำเภอหนานซาน ก่อนที่รองหัวหน้าอำเภอจ้าวจะจัดรถไปส่งท่านทั้งสองกลับยังเทศมณฑล
ตอนนี้โรงงานเสื้อผ้าของตระกูลซ่งได้เปิดทำการอย่างเป็นทางการแล้ว โรงงานตั้งอยู่บนที่ดินรกร้างผืนใหญ่นอกหมู่บ้าน ไม่ไกลจากถนนสายหลัก ปัจจุบันได้กลายเป็นโรงงานเสื้อผ้าที่ใหญ่เป็นอันดับสามของมณฑลเป่ยฉวนไปแล้ว
ธุรกิจของโรงงานเสื้อผ้าจือหลานนั้นรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของปีก็มีงานล้นมือเสมอ จากจุดเริ่มต้นที่มีคนงานเพียงสามสิบกว่าคน ตอนนี้ได้ขยายกิจการจนมีพนักงานมากกว่าหกร้อยคน แม้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ด้วยการบริหารจัดการที่เฉียบขาดของซ่งอวี้หน่วน ทุกอย่างจึงดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
“พ่อคะ เราจะพอใจอยู่แค่นี้ไม่ได้นะคะ ในอนาคตโรงงานเสื้อผ้าของเราต้องเติบโตให้ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่านี้ บางทีเราอาจจะไม่ได้ทำแค่เสื้อผ้าก็ได้นะคะ” ซ่งอวี้หน่วนกล่าวกับซ่งเหลียงผู้เป็นบิดาด้วยแววตามุ่งมั่น
ซ่งเหลียงถอนหายใจ “แค่ทุกวันนี้พ่อก็เหนื่อยจะแย่แล้วนะลูก ถ้ามันใหญ่โตไปกว่านี้ พ่อคงจะรับมือไม่ไหว”
“โธ่ พ่อคะ ถึงตอนนั้นเราก็จ้างผู้จัดการเก่งๆ มาช่วยสิคะ พ่อไม่ต้องกังวลหรอก หนูอยู่ตรงนี้ทั้งคน”
เมื่อได้ยินลูกสาวคนเก่งพูดเช่นนั้น ความกังวลของซ่งเหลียงก็มลายหายไปสิ้น
ซ่งอวี้หน่วนเดินสำรวจโรงงานอย่างละเอียด บรรยากาศเต็มไปด้วยความขยันขันแข็ง พนักงานทุกคนต่างตั้งอกตั้งใจทำงานของตนอย่างเต็มที่ นั่นก็เพราะในยุคนี้ตำแหน่งงานหายากสวนทางกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนจึงหวงแหนงานที่ตนมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานกว่าครึ่งของที่นี่ก็คือชาวบ้านในละแวกนี้เอง
สายตาของเธอพลันไปสะดุดกับหม่าชุ่ยเฟิน
“น้าสะใภ้ใหญ่คะ!” เธอเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหวานใสจนอีกฝ่ายหน้าแดงระเรื่อ
ปัจจุบันหม่าชุ่ยเฟินได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกการผลิตแล้ว ส่วนน้าใหญ่ของเธอก็ทำงานอยู่ที่นี่เช่นกัน โดยรับผิดชอบดูแลเรื่องการขนส่ง
โรงงานเพิ่งจะจัดซื้อรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ปลดประจำการจากกองทัพมาสองคัน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลงานการช่วยเหลือของกู้หวยอัน
นอกเหนือจากยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศแล้ว ตอนนี้ยังมีลูกค้าจากมณฑลทางใต้เดินทางมาสั่งสินค้าถึงที่อีกด้วย
การมาโรงงานของซ่งอวี้หน่วนในครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยแล้ว เธอยังตั้งใจจะมายืมรถบรรทุกเพื่อพาเจมค์และคนอื่นๆ ไปเที่ยวที่เสี่ยวหนานซาน เป็นการส่งท้ายก่อนจะเดินทางกลับ
ฤดูนี้ขุนเขาเสี่ยวหนานซานงดงามราวกับภาพวาด แต่งแต้มไปด้วยสีสันนานาพันธุ์ของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี มองจากระยะไกลช่างงดงามตระการตา ที่ตีนเขามีลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่าน น้ำใสสะอาดจนมองเห็นกรวดหินเบื้องล่าง
ซ่งอวี้หน่วนขับรถบรรทุกคันใหญ่ด้วยท่าทีทะมัดทะแมง ก่อนจะนำรถไปจอดเทียบที่ริมลำธารอย่างนิ่มนวล เซี่ยซินซานที่ยืนกรานขอตามมาด้วยถึงกับเอ่ยปากชม
“เสี่ยวหน่วน ฝีมือขับรถของเธอเนี่ยไม่ธรรมดาเลยนะ เก่งกว่าน้าอีก”
จากนั้นกลุ่มเด็กหนุ่มสาวและเด็กเล็กอีกเจ็ดแปดคนก็กระโดดลงจากท้ายรถบรรทุกอย่างคึกคัก
ครั้งนี้มีทั้งสี่เชว่ หู่จื่อ เสี่ยวกัง และเสี่ยวหรูตามมาด้วย เรียกได้ว่านอกจากเจมค์แล้ว ก็มีแต่คนในครอบครัวทั้งนั้น รวมถึงจินโต้ว ลูกชายของน้าสะใภ้ใหญ่ด้วย ส่วนอิ๋นจู น้องสาวของเขา จูเฟิ่งรับหน้าที่ดูแลอยู่ที่บ้าน ซึ่งคาดว่ายายของเด็กๆ ก็คงจะอยู่ที่บ้านตระกูลเซี่ยด้วยเช่นกัน
สำหรับคนเฒ่าคนแก่ในบ้าน ถึงแม้ลูกหลานจะเก่งกาจสามารถเพียงใด แต่พวกเขาก็ยังคงยึดมั่นในวิถีชีวิตแบบชาวนา
หลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลในฤดูใบไม้ร่วงเสร็จสิ้น ก็ยังมีงานจิปาถะให้ทำอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสีข้าวโพด ดองผัก หรือตากผักแห้ง เรียกได้ว่าไม่มีเวลาให้ได้หยุดพัก
จูเฟิ่งยังอุตส่าห์เจียดเวลามาทำเส้นหมี่ข้าวโพดสดใหม่ให้ซ่งอวี้หน่วนเป็นพิเศษอีกด้วย ซ่งอวี้หน่วนโปรดปรานเส้นหมี่ข้าวโพดราดด้วยน้ำราดมะเขือเทศไข่ฝีมือน้าใหญ่ของเธอเป็นที่สุด จูเฟิ่งยังตากเส้นหมี่ส่วนหนึ่งจนแห้งสนิท แล้วกำชับให้หลานสาวนำกลับไปกินที่ปักกิ่ง
เนื่องจากสถานที่ปิกนิกอยู่ค่อนข้างไกล พวกเขาจึงเตรียมอาหารกลางวันมาด้วย นั่นก็คือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากโรงงานอาหารของอำเภอ ซึ่งสายการผลิตบะหมี่นี้ก็เป็นซ่งอวี้หน่วนอีกเช่นเคยที่ช่วยติดต่อประสานงานจนสามารถนำเข้ามาจากฮ่องกงได้สำเร็จ
ปัจจุบันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของอำเภอหนานซานมีเพียงรสชาติเดียวคือรสไก่ตุ๋นเห็ด แต่ถึงกระนั้น ล็อตแรกที่วางจำหน่ายก็ขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แสดงให้เห็นถึงกำลังซื้ออันมหาศาลของคนในพื้นที่
ส่วนหนึ่งก็เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของวิทยาลัยเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีนักศึกษากว่าสองพันคน และพวกเขาก็เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่บริโภคบะหมี่ไปแล้วถึง 30% ของยอดการผลิตทั้งหมด
กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ โรงงานก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคมาไม่น้อย ทั้งปัญหาเรื่องการจัดหาผักอบแห้ง และสูตรการปรุงซองเครื่องปรุงรส แต่ในที่สุดพวกเขาก็สามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้สำเร็จภายในเวลาเพียงครึ่งเดือน
เซี่ยซินซานมองหลานสาวที่กำลังสนุกสนานกับการจับปลาในลำธารกับสี่เชว่แล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ เขารู้สึกว่าตัวเองช่างไม่เอาไหนเสียจริงที่ทิ้งงานการอันยุ่งเหยิงมานั่งเล่นกับเด็กๆ อยู่ที่นี่
แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น มือของเขาก็ยังคงขะมักเขม้นก่อกองไฟและตั้งหม้อใบใหญ่เตรียมทำอาหารกลางวัน
ที่ไหนมีเสี่ยวหน่วน ที่นั่นมักจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความมีชีวิตชีวาเสมอ ราวกับว่าเธอมีพลังพิเศษที่สามารถส่งต่อความสุขและสิ่งดีๆ ไปยังคนรอบข้าง ทำให้ทุกคนค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นโดยไม่รู้ตัว
***
ในขณะเดียวกัน ณ กรุงปักกิ่ง
หลินฉิงค่อยๆ ลืมตาขึ้นหลังจากหมดสติไป เธอรีบลุกขึ้นปิดประตูห้องอย่างแน่นหนา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ด้านนอก เธอก็ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ร่างกายสั่นเทาด้วยความตกใจอ เธอรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเสียงสั่นเครือไปยังสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบบแก้ไขชีวิต’ ซึ่งผูกติดอยู่กับจิตสำนึกของเธอ “คุณ...คุณยังอยู่ไหม”
เสียงอิเล็กทรอนิกส์เย็นเยียบดังขึ้นในหัวของเธอ [โฮสต์ ฉันยังอยู่]
คำตอบนั้นยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน
เมื่อไม่นานมานี้ คุณตาของเธอได้เดินทางมาเยี่ยมและจากไปแล้ว ท่านช่วยทวงบ้านพักหลังงามคืนมาได้สำเร็จ พร้อมทั้งขับไล่หลินตู้และหูจือออกไป
นอกจากนี้เธอยังได้หุ้นส่วนในโรงงานที่ก่อตั้งขึ้นมากับมือ ทว่าคนในโรงงานกลับไม่ยอมรับในตัวเธอ สุดท้ายหลินฉิงจึงตัดสินใจรับเงินก้อนหนึ่งแล้วถอนตัวออกมา
หลังจากนั้น เธอและซูจวิ้นเจ๋อได้เข้าทำงานที่โรงงานเสื้อผ้าหมายเลขหนึ่งปักกิ่งด้วยกัน ซูจวิ้นเจ๋อได้ตำแหน่งเป็นหัวหน้าสำนักงาน ส่วนเธอได้เข้าไปอยู่ในแผนกออกแบบ เรื่องราวของหูเสี่ยวเหม่ยที่เคยพยายามสร้างเรื่องแต่กลับต้องพ่ายแพ้ไปนั้น ถูกเธอลบออกจากความทรงจำไปนานแล้ว
เธอเลือกที่จะให้อภัย เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีวันได้ครอบครองกู้หวยอัน การมีซูจวิ้นเจ๋ออยู่เคียงข้างก็ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือซูจวิ้นเจ๋อรักเธออย่างหมดหัวใจ เขายอมทำทุกอย่างเพื่อเธอราวกับรู้สึกผิดในใจอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตของเธอดูเหมือนจะกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี พวกเขาวางแผนที่จะแต่งงานกันในไม่ช้า แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เธอขับรถไปประสบอุบัติเหตุชนคนเข้าอย่างจัง ต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมหาศาล ยังไม่ทันจะหายจากเรื่องร้าย ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีก เมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนไฟไหม้บ้านพักวอดวาย เหลือเพียงซากกำแพงสีดำทมึน
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในวันชาติพอดี สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างไม่เหมาะสม ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งในฤดูใบไม้ร่วง เปลวเพลิงยังลุกลามไปยังบ้านข้างเคียงอีกห้าหลัง ทำให้ภาระค่าชดใช้ที่เธอต้องแบกรับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
เพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่วัน ชีวิตของเธอและพี่สาวก็พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเธอไม่เหลืออะไรเลย
[จบบท]